จากร้านชาไทย สู่แบรนด์ร้อยล้าน “ชงดี” ทำยังไง โต 200% ขายได้แสนแก้วต่อวันกลางสมรภูมิร้านชาเต็มห้าง

Business & Marketing

Marketing & Trends

ชญานิษฐ์ เชื้อกสิการ (โฟม)

ชญานิษฐ์ เชื้อกสิการ (โฟม)

Tag

จากร้านชาไทย สู่แบรนด์ร้อยล้าน “ชงดี” ทำยังไง โต 200% ขายได้แสนแก้วต่อวันกลางสมรภูมิร้านชาเต็มห้าง

Date Time: 2 เม.ย. 2569 14:19 น.

Video

จากจุดสูงสุดสู่ 0 บาท! "กวาง AB Normal" เผยบทเรียนเงินหมดตัวมาแล้ว 3 ครั้ง! | Money Secret EP.20

Summary

“ชงดี” พลิกโฉมตลาดชาไทยสู่ระดับร้อยล้านด้วยกลยุทธ์ Mascot Marketing ผ่านกิมมิก “ปาท่องโก๋” ที่สร้าง Emotional Connection จนยอดขายพุ่งแรงกว่า 200%  สร้างยอดขายรวมกว่า 1.5 แสนแก้วต่อวัน พร้อมแตกไลน์แบรนด์น้ำเต้าหู้พรีเมียม “ชั้นดี” เพื่อครอบคลุมไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่อย่างครบวงจร


Latest


ในตลาดเครื่องดื่มที่เป็น Red Ocean การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันไม่ได้หยุดอยู่แค่รสชาติ แต่คือการข้ามไปสู่การสร้าง Emotional Connection และ Collection Culture ที่เปลี่ยนจากเพียงผู้ซื้อ ให้กลายเป็น Brand Loyalty อย่างแท้จริง

“ชงดี” (Chongdee) แบรนด์ชาไทยที่เริ่มต้นจากการเป็นธุรกิจครอบครัว ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จนี้ผ่านตัวเลขรายได้ที่ทะยานสู่หลัก 100 ล้านบาท ในปี 68 ที่ผ่านมา พร้อมอัตราการเติบโตของรายได้ สูงถึง 200% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเป็นผลมาจากการขยายสาขา และยอดขายต่อสาขา รวมทั้งในปี 2568 สามารถขยายสาขาได้ครบ 15 สาขาตามเป้าที่วางไว้

Mascot Marketing “ปาท่องโก๋” ที่มากกว่าแค่ของแถม

สุรีย์พร พูนศักดิ์ไพศาล ผู้ร่วมก่อตั้งโรงชาชงดี เล่าว่า จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ “ชงดี” กลายเป็นไวรัลทั่วโซเชียลมีเดีย คือการนำกลยุทธ์ Mascot Marketing มาใช้อย่างถูกจังหวะ โดยมีจุดเริ่มต้นจาก “หมอนปาท่องโก๋” รุ่น Limited Edition ที่แจกในวันเปิดสาขา One Bangkok เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ความฉลาดในการออกแบบกิมมิก “มาเป็นคู่ได้ตัวติดกัน มาคนเดียวได้ข้างเดียว” ไม่เพียงแต่สร้างรอยยิ้ม แต่ยังสร้างปรากฏการณ์คิวแตกตั้งแต่นาทีแรกที่ห้างเปิด

ผลลัพธ์จากการสร้างคาแรคเตอร์ที่ “ถูกจริต” คนไทย ส่งผลบวกต่อตัวเลขทางธุรกิจอย่างชัดเจน ในช่วงที่มีโปรโมชั่นตุ๊กตาหรือพวงกุญแจปาท่องโก๋ ยอดขายต่อสาขาพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัว หรือคิดเป็น 100% เมื่อเทียบกับวันปกติ และแม้ในช่วงที่จบแคมเปญไปแล้ว ฐานยอดขายใหม่ ยังคงสูงกว่าช่วงก่อนทำโปรโมชั่นถึง 30-50% ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่ากลยุทธ์นี้ไม่ได้เพียงแค่กระตุ้นยอดขายชั่วคราว แต่ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการทำ Customer Acquisition หรือการดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ให้เข้ามาลิ้มลองรสชาติของแบรนด์เป็นครั้งแรก

คุณภาพสินค้าคือรากฐานความยั่งยืน

แม้ Mascot จะเป็นตัวเปิดประตูสู่ใจลูกค้า แต่ “หัวใจ” ที่ทำให้เกิดการซื้อซ้ำคือคุณภาพของสินค้า ชงดีวางหมากเป็นผู้เล่นที่ชูจุดเด่นเรื่อง "ชาไทยแท้ไม่แต่งสีและกลิ่น" โดยมีผลรับรองปราศจากสาร Sunset Yellow ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแบรนด์แรกๆ ที่ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและรสชาติธรรมชาติสู่ตลาด Mass-Premium ส่งผลให้เมนู Signature อย่าง "ชาชงดี" ครองสัดส่วนยอดขายมากกว่า 50% ของพอร์ตโฟลิโอทั้งหมด 

นอกจากนี้ การบริหารจัดการยอดซื้อต่อบิลที่เฉลี่ยอยู่ที่ 200-300 บาท (สูงกว่าค่าเฉลี่ยร้านเครื่องดื่มทั่วไป) เกิดจากการจัดพอร์ตสินค้าที่ลงตัว ทั้งเครื่องดื่ม ขนม และสินค้าแบบขวด (Take-home)

ด้วยความแข็งแกร่งของระบบครัวกลาง ที่ควบคุมรสชาติได้แม่นยำ "ชงดี" จึงเริ่มขยายปีกสู่ตลาดต่างประเทศ โดยปักหมุดสาขาแรกที่ Pavilion Kuala Lumpur ประเทศมาเลเซีย ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีภายใน 2 สัปดาห์แรก เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคที่มีความใกล้เคียงกับไทย และการมองเห็นโอกาสในฐานะ Soft Power ของเครื่องดื่มไทยในระดับภูมิภาค โดยในปี 2569 นี้ แบรนด์ตั้งเป้าขยายสาขาเพิ่มอีกกว่า 10 แห่ง ทั้งในหัวเมืองใหญ่ของไทยและในอาเซียน

จากก้าวแรกสู่ปรากฏการณ์ 1.5 แสนแก้วต่อวัน

ความสำเร็จของ "ชงดี" ในวันนี้ ไม่ได้สะท้อนออกมาเพียงแค่ตัวเลขรายรับที่พุ่งทะยานเท่านั้น แต่ยังปรากฏชัดผ่านดัชนีชี้วัดทางสถิติของ Customer Base ที่ขยายตัว อย่างมีนัยสำคัญ หากย้อนกลับไปเพียง 6 เดือนก่อน แบรนด์มีฐานผู้ซื้ออยู่ที่ 1.4 ล้านคน แต่ด้วยกลยุทธ์การตลาดที่แม่นยำและการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันฐานลูกค้าเติบโตขึ้นถึง 1.8 ล้านคน 

ทว่าตัวเลขที่น่าสนใจยิ่งกว่าปริมาณ คือ "คุณภาพของความถี่" ในการกลับมาใช้บริการ ซึ่งถือเป็นโจทย์หินที่สุดของธุรกิจเครื่องดื่ม จากเดิมที่สถิติค่าเฉลี่ยการเข้าร้านของลูกค้าอยู่ที่เพียง 1 ครั้งต่อปี แต่ปัจจุบันชงดีสามารถทำลายกำแพงนั้นได้สำเร็จ โดยขยับสถิติการกลับมาซื้อซ้ำให้ "มากกว่า 1 ครั้งต่อปี" อย่างต่อเนื่องสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของระบบสมาชิก (Membership) และความผูกพันที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์  

หากมองย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้น "ชงดี" เดินทางมาไกลจากวันแรกที่มียอดขายเริ่มต้นเพียง 600 แก้วต่อวัน สู่การสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในปัจจุบันที่ยอดขายรวมพุ่งสูงเกิน 1.5 แสนแก้วต่อวัน ตอกย้ำว่านอกเหนือจาก "รสชาติ" ที่เป็นหัวใจหลักแล้ว กลยุทธ์การบริหารจัดการธุรกิจที่มีประสิทธิภาพและการเลือกทำเลเชิงยุทธศาสตร์ คือส่วนผสมที่ลงตัว 

โดยเฉพาะสาขา เซ็นทรัล ลาดพร้าว ที่ยังคงครองตำแหน่งสาขาที่มียอดขายสูงสุดตลอดกาล ด้วยความได้เปรียบทางด้านทราฟฟิกมหาศาล และความผูกพันในฐานะ "สาขาแรก" ที่สร้างภาพจำและฐานลูกค้าประจำให้เติบโตมาพร้อมกับแบรนด์ตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน

ส่ง “ชั้นดี” น้ำเต้าหู้พรีเมียมลงสนาม เริ่มต้น 75 บาท 

และสุดท้ายนี้ความท้าทายใหม่ที่น่าจับตามอง คือ การเปิดตัวแบรนด์ฝาแฝดอย่าง “ชั้นดี” (Chandee) แบรนด์น้ำเต้าหู้ระดับพรีเมียมที่จะแยกตัวออกมาเฉิดฉายในฐานะแบรนด์อิสระ ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจาก Insight ของลูกค้าที่ชื่นชอบน้ำเต้าหู้สูตรโฮมเมดเข้มข้นของชงดี การแตกแบรนด์ในครั้งนี้คือกลยุทธ์การขยายตัวในแนวราบ เพื่อครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายขึ้น โดยยังคงกลิ่นอายความเป็นไทยที่ทันสมัยไว้ โดยเริ่มต้น 75 บาท สาขาแรกของตั้งอยู่บริเวณชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว ล่าสุดจำหน่ายได้มากกว่า 500 แก้วต่อวัน และมีแผนจะขยาย 5-10 สาขาในปีนี้