
ข่าวโจรกรรมรถขนสินค้า KitKat ปริมาณกว่า 12 ตันทำเอางงกันทั้งโลก เกิดเป็นมุกตลก มีม และเรื่องล้อเลียนมากมาย จนมีการตั้งคำถามว่า ขโมยไปทำไม มันมีมูลค่าสูงแค่ไหน แล้วเอาไปทำอะไรต่อ?
เมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นเมื่อรถบรรทุกสินค้าแบรนด์ KitKat ถูกโจรกรรมในอิตาลีระหว่างการขนส่ง โดยสินค้าด้านในเป็นช็อกโกแลตรูปรถแข่ง Formula 1 รุ่นลิมิเต็ด จำนวน 413,793 ชิ้น คิดเป็นน้ำหนักรวมราว 12 ตัน ได้หายไปทั้งคัน
การโจรกรรมครั้งนี้ ถูกเรียกว่าเป็นหนึ่งในการก่อเหตุที่แปลกที่สุดครั้งหนึ่งในยุโรป และคาดว่าสินค้าที่ถูกขโมยนี้จะถูกนำไปขายต่อในตลาดมืดต่อไป เพื่อให้ได้ราคาที่สูงขึ้น ซึ่งความน่าสนใจของเคสนี้คือ ในกระบวนการขนส่ง ข้อมูลทุกอย่างไม่ได้เปิดเผยออกมา แล้วทำไมโจรถึงเลือกขโมยของที่ดูโดดเด่นอย่างช็อกโกแลตรูป F1 ในช่วงนี้?
ตามรายงานของ Forbes ระบุว่า ในวันที่ 26 มีนาคม บนทางหลวงนอกเมืองตูริน ประเทศอิตาลี รถบรรทุกสินค้าที่มี KitKat รูป F1 มาเต็มคันออกจากศูนย์กระจายสินค้าไม่ไกลจากเมืองตูรินในช่วงค่ำ เพื่อไปส่งสินค้าในโปแลนด์
ระหว่างทางรถถูกสกัดโดยกลุ่มคนที่อ้างตัวเองว่าเป็นเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย หลังจากคนขับถูกคุมตัวออกจากรถ ในระยะเวลาไม่กี่นาที รถที่บรรทุกสินค้าเต็มคันก็ถูกขับออกไป หายไปทั้งรถทั้งสินค้า ส่วนคนขับมีรายงานมาว่าไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ราวกับว่าหลุดออกมาจากหนัง แต่ของมีค่าที่ถูกขโมยไปกลับไม่ใช่ทอง เพชร หรือเงิน กลับเป็นช็อกโกแลตน้ำหนักกว่า 12 ตัน ในตอนแรก เหตุการณ์นี้อาจดูเหมือนการปล้นแบบซึ่งหน้า แบบเห็นโอกาสมาก็ดักปล้น แต่รายละเอียดหลายอย่างชี้ไปอีกทาง
พบว่า สินค้าล็อตนี้ไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลการขนส่งต่อสาธารณะ ช่วงเวลาขนส่งตรงกับแคมเปญการตลาดใหญ่ที่ผูกกับ Formula 1 และรูปแบบการก่อเหตุมีความรวดเร็วและแม่นยำสูง ซึ่งทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่า คนร้ายอาจมีข้อมูลภายในที่รับรู้มาล่วงหน้า
ความจริงแล้ว การโจรกรรมสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มในยุโรปไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะนำไปขายต่อได้ง่ายและติดตามของกลับได้ยาก แต่เคสนี้มีความแตกต่างออกไปหลายอย่าง สินค้าล็อตนี้ผลิตโดย Nestlé ไม่ใช่ช็อกโกแลตธรรมดา แต่เป็น KitKat รุ่นลิมิเต็ดที่ออกแบบเป็นรถแข่ง Formula 1 ขนาดจิ๋ว ถูกขึ้นรูปอย่างละเอียด ทั้งปีกหน้า ปีกหลัง ล้อรถสไตล์เรซซิ่ง และดีไซน์ที่ตั้งใจเจาะกลุ่มแฟนมอเตอร์สปอร์ต ก่อนฤดูกาลแข่ง European Grand Prix จะเริ่มต้นเดือนมิถุนายนนี้
สินค้านี้เป็นสินค้าลิมิเต็ดเอดิชัน มีแบรนด์ชัดเจน มีช่วงเวลาขายจำกัด และจดจำได้ทันที คำถามสำคัญคือ แล้วทำไมต้องขโมยของที่สะดุดตาขนาดนี้?
คำตอบแรกอาจเป็นเรื่อง “สินค้าขาดแคลน” (Scarcity) สินค้าพิเศษที่ออกมาในช่วงฤดูกาลสำคัญแบบนี้และยังเป็นการคอลแลปกับแบรนด์ระดับโลก มักจะมีราคาสูงมากในตลาดมืด
ราคาตามท้องตลาดของ KitKat รูปรถแข่ง F1 ในร้าน Morrisons ในอังกฤษมีราคาอยู่ที่ 1.75 ยูโร หรือราว 70 บาท ด้านในซองบรรจุ 5 ชิ้น และหากลองคำนวณมูลค่าตามราคาขายนี้แล้ว สินค้าในรถบรรทุกคันนั้นจะมีมูลค่าที่กว่า 724,138 ยูโรหรือกว่า 27 ล้านบาท
และยิ่งความนิยมของ Formula 1 พุ่งสูงขึ้นทั้งจากความนิยมในตัวกีฬา จากซีรีส์ Drive to Survive และภาพยนตร์ F1: The Movie สินค้ากลุ่มนี้ก็ยิ่งมีโอกาสกลายเป็นของสะสม และหากการโจรกรรมครั้งนี้ทำให้การขายสินค้าต้องถูกเลื่อนออกไป ความต้องการในตลาดก็จะยิ่งสูง ราคาก็จะพุ่งขึ้นตามไปด้วย และยิ่งในตลาดมืดราคาก็จะทะยานขึ้นไปอีก
อีกหนึ่งเหตุผลที่เป็นไปได้คือ “สินค้าขายง่าย เคลื่อนย้ายเร็ว” (Speed) เหตุผลนี้อาจไม่ได้ซับซ้อน ช็อกโกแลตต่างจากสินค้าเทคโนโลยีหรือชิ้นส่วนอุตสาหกรรม เพราะไม่ต้องใช้เครือข่ายขายเฉพาะทาง สามารถกระจายขายได้ทันที ผ่านร้านเล็ก ๆ ตลาดชั่วคราว หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะตามรอยได้ทัน สินค้าอาจถูกปล่อยออกตลาดไปแล้วจำนวนมาก
สินค้าชนิดนี้เปิดตัวมาตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา เปิดขายในหลายประเทศทั่วยุโรป ออสเตรเลีย ซาอุดิอาระเบีย กับช่องทางออนไลน์อย่างเช่น Amazon UK, Snackje หรือ The Australian Food Shop และล่าสุดเมื่อลองค้นหาสินค้าชนิดนี้บน Google Marketplace พบว่ามี KitKat F1 จำหน่ายผ่านเว็บไซต์ที่ส่งสินค้าจากอินเดีย มีราคาสูงถึงซองละกว่า 400 บาท
ตำรวจอิตาลีมุ่งเป้าไปที่การโจรกรรมโดยอาชญากรรมระดับองค์กร มีการทำงานเป็นขบวนการ เพราะในภาพใหญ่ เหตุการณ์นี้สะท้อนความท้าทายใหม่ของซัพพลายเชนโลก โดยมีสิ่งที่สำคัญมากกว่าสินค้า ถูกขโมยไปด้วย นั่นคือ “ข้อมูล”
ข้อมูลในกระบวนการโลจิสติกส์ อย่างเช่น อะไรถูกส่ง ส่งเมื่อไหร่ ส่งไปที่ไหน กลายเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าไม่แพ้ตัวสินค้า และในกรณีนี้ของ KitKat ข้อมูลนั้นอาจเป็นเป้าหมายที่แท้จริง
แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่มีคำตอบว่า ช็อกโกแลตล็อตนี้จะถูกพบอีกหรือไม่ หรือมันจะละลายหายไปในระบบเศรษฐกิจนอกระบบของยุโรปหรือไม่ แต่สิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดตอนนี้คือ สินค้าอาจจะถูกแบ่งออกเป็นล็อตย่อย บรรทุกใส่รถหลายคัน และกระจายไปทั่วทวีปแล้วก็เป็นได้
ทั้งนี้ เหตุปล้นช็อกโกแลตครั้งใหญ่นี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในยุโรป ก่อนหน้านี้ในปี 2023 ได้มีการจับกุม Joby Pool ชายชาวอังกฤษและโดนตัดสินจำคุกนาน 18 เดือน หลังจากเขาก่อเหตุขโมยช็อกโกแลตรูปไข่แบรนด์ Cadbury รุ่น Cadbury Creme Egg จำนวนกว่า 200,000 ชิ้น มูลค่ารวมหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นรถบรรทุกที่ขโมยและหลบหนีไป
ความพิเศษของช็อกโกแลต Cadbury Creme Egg คือทำออกมาเฉพาะช่วงเทศกาลอีสเตอร์ ให้มีไส้ด้านในเป็นฟองดองคล้ายไข่แดงและไข่ขาวของจริง ทำให้มีความต้องการสูงในช่วงเทศกาลนั้น และราคาก็สูงขึ้นไปด้วยเช่นกัน
ท่ามกลางความงงงวย แบรนด์ KitKat ได้พลิกวิกฤตินี้เป็นการตลาดของแบรนด์ที่ทรงคุณค่า โดย KitKat ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการว่า “ผลิตภัณฑ์ KitKat จำนวน 12 ตัน ถูกขโมยไประหว่างการขนส่ง จากโรงงานของเราในอิตาลีตอนกลาง ไปยังปลายทางในประเทศโปแลนด์”
“ขณะนี้เรากำลังทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและพันธมิตรด้านซัพพลายเชน เพื่อดำเนินการสืบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว”
ก่อนจะปิดท้ายด้วย “ข่าวดีคือ ไม่มีข้อกังวลใด ๆ เกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้บริโภค และปริมาณสินค้ายังคงไม่ได้รับผลกระทบ”
โพสต์แถลงการณ์นี้ได้รับการตอบรับบนโลกออนไลน์ ทั้งการส่งต่อ คอมเมนต์ หรือโพสต์ต่อแนวติดตลก อย่างเช่น บน Bluesky มีคนคำนวณว่า “หากการพักดื่มชาพร้อมกิน KitKat ใช้เวลา 10 นาทีต่อครั้ง การโจรกรรมครั้งนี้ก็เทียบเท่ากับเวลาพักเบรกยาวถึง 13 ปีเลยทีเดียว” ขณะที่บางส่วนกังวลที่สินค้าจะขาดตลาดในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างอีสเตอร์ด้วย
ทั้งนี้ การที่ผู้คนแชร์ต่อความรู้สึกและสร้างให้เรื่องนี้เป็นความขบขันนั้น เป็นเพราะผู้คนต่างรู้สึกคุ้นเคยและเชื่อมโยงกับแบรนด์ โดยงานวิจัยในปี 2020 ของ University of Leeds พบว่า หากสิ่งใดเป็นสิ่งที่คุ้นเคย สำหรับเรา เรามีแนวโน้มที่จะนำไปแชร์ต่อมากขึ้น
และยิ่ง KitKat เป็นแบรนด์ที่อยู่คู่กับคนทั่วโลกมานาน พร้อมกับสโลแกนคุ้นหูอย่าง “คิดจะพัก คิดถึงคิทแคท” หรือ “Have a break, have a KitKat” สิ่งนี้จึงยิ่งทำให้ข่าวเข้าไปอยู่ในความคิดของผู้คนมากกว่าปกติ และมีแนวโน้มที่จะถูกแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดียได้มากยิ่งขึ้น
ที่มา: Forbes, CNN, Fast Company, BBC
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney