
Kaniva เดินเกมใหญ่ สร้างแรงสั่นสะเทือนตลาดอาหารสัตว์ไทยดึงวง BUS นั่งพรีเซนเตอร์ ล่าสุดผุดแคมเปญ No Pet Beauty Standard เมื่อ Brand Purpose ไม่ใช่แค่คำพูด โกย 2,300 ล้าน ปี 69 ตั้งเป้าโต 30%
“คานิว่า คานิว่า อาหารแมวโซเดียมต่ำและไม่เค็ม... ถูกใจคน รู้ใจแมว คานิว่า”
วินาทีนี้คงไม่มีทาสแมวคนไหนไม่คุ้นเคยกับบทเพลงนี้ จุดเริ่มต้นสำคัญที่แจ้งเกิดแบรนด์ Kaniva (คานิว่า) ผ่านกลยุทธ์ Music Marketing จนกลายเป็นภาพจำติดหูและสร้างการตระหนักรู้ในวงกว้าง
ทว่าท่ามกลางความสำเร็จนั้น แบรนด์กลับไม่หยุดนิ่ง แต่ยังคงมุ่งมั่นยกระดับตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยขยับเข้าสู่กลยุทธ์ Emotional Anchoring เพื่อสร้างความผูกพันทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นระหว่างเจ้าของและสัตว์เลี้ยง
จารุวัฒน์ เลาหวิศิษฏ์ กรรมการบริหาร บริษัท เพ็ท โพรเทคท์ ฟู้ด จำกัด และ บริษัท เพ็ท โพรเทคท์ จำกัด กล่าวว่า Kaniva เริ่มต้นจากแรงบันดาลใจที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังของสองพี่น้องผู้ก่อตั้งที่เป็น "ทาสแมว" โดยมีแนวคิดสำคัญคือ Customer Centric หรือการนำ Pain Point ของผู้เลี้ยงมาเป็นโจทย์ในการพัฒนาสินค้า
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการปฏิวัติ "ทรายแมว" ให้กลายเป็นกลิ่น Café Inspiration อย่างกลิ่นป๊อปคอร์น หรือขนมหอมหวาน เพื่อเปลี่ยนช่วงเวลาการทำความสะอาดกระบะทรายที่เคยน่าเบื่อให้กลายเป็นความสุขเหมือนอยู่ในคาเฟ่ จนได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามและขึ้นแท่นยอดขายอันดับหนึ่งในไทย
ในด้านตัวเลขผลประกอบการ Kaniva ตั้งเป้าหมายการเติบโตในปีนี้ไว้ที่ 30% จากยอดขายรวมปี 2568 ของทั้งบริษัท เพ็ท โพรเทคท์ และบริษัท เพ็ท โพรเทคท์ ฟู้ด อยู่ที่ 2,300 ล้านบาท โดย บริษัท เพ็ท โพรเทคท์ จำหน่ายสินค้าของใช้สำหรับสัตว์เลี้ยงและ บริษัท เพ็ท โพรเทคท์ ฟู้ด จำหน่ายอาหารสัตว์ รวมถึงสินค้า อาหารแมวและสุนัขคานิว่า
ปัจจุบันสัดส่วนรายได้หลักยังคงมาจากตลาดในประเทศถึง 90% แม้จะมีการขยายตัวไปยังต่างประเทศกว่า 20 ประเทศก็ตาม รวมทั้งวางแผนจะขยายเข้าสู่ตลาดยุโรป หลังจากที่ครอบคลุมพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลางเกือบทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อย
โดยเมื่อปีที่ผ่านมา Kaniva ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการ ด้วยการดึงศิลปินกลุ่ม BUS (because of you i shine) ทั้ง 12 คน มาร่วมถ่ายทอดแคมเปญ "การเจอใครที่เหมือนเราคือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต" ซึ่งเป็นการนิยามความหมายใหม่ว่า สัตว์เลี้ยงไม่ได้เป็นเพียงสมาชิกในครอบครัวเท่านั้น แต่ยังเปรียบเสมือน “ตัวเราในอีกเวอร์ชันหนึ่ง” โดยแคมเปญนี้ไม่เพียงแต่สร้างปรากฏการณ์ Brand Love ให้แข็งแกร่งขึ้น แต่ยังกลายเป็นไวรัลที่ยึดพื้นที่สื่อทั่วประเทศ ตั้งแต่ Billboard, BTS, MRT ไปจนถึงจอ LED ยักษ์ใจกลางเมือง
ทั้งนี้จากความสำเร็จถล่มทลายนั้น นำมาสู่คำถามสำคัญที่ว่า “ยังมีใครที่ถูกลืมอยู่ในสังคมอีกหรือไม่?” คำถามนี้เองคือจุดก่อกำเนิดของแคมเปญแห่งปีอย่าง "Kaniva No Beauty Standard" การเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่มุ่งทลายกำแพงบรรทัดฐานความงามแบบเดิมๆ ในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงที่มักฉายภาพเพียงสัตว์ที่มีขนฟูสวยหรือรูปลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ โดย Kaniva ตั้งใจจะเป็นกระบอกเสียงที่บอกว่า สัตว์เลี้ยงทุกตัวล้วนมีความงามในตัวเอง ไม่ว่าพวกเขาจะมีรูปลักษณ์แบบไหนก็ตาม
Kaniva ใช้ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์และนำเสนอภาพสัตว์เลี้ยงที่ก้าวข้ามขีดจำกัดด้านความงาม โดยพบว่าภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือน มีการกล่าวถึงเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงที่มีลักษณะไม่พิมพ์นิยม เช่น แมวหัวล้าน, หมาฟันเหยิน, แมวตาเหล่ แมวหางหัก แมวไม่มีมือ หมาฟันเหยิน หมาจร มากกว่า 1,000 ครั้ง โดยมีสถิติที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น การเข้าถึงผู้คนกว่า 700 ล้านครั้ง มีผู้คนมีส่วนร่วมกว่า 17.5 ล้านครั้ง และกว่า 82% เป็นความรู้สึกเชิงบวก
ตัวเลขเหล่านี้ยืนยันว่าผู้บริโภคยุคใหม่ให้คุณค่ากับความหลากหลาย Kaniva จึงนำเสนอผ่านหนังโฆษณาและบรรจุภัณฑ์จริง ที่ใช้ภาพสัตว์เลี้ยงไม่สมบูรณ์แบบ ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างถล่มทลาย สินค้าล็อตแรก Sold Out ภายใน 2 วัน และสร้างยอดการมองเห็น ได้มากกว่า 189 ล้านครั้ง ภายในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา
“จุดแข็งที่ทำให้ Kaniva แตกต่างคือการให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนา (R&D) สินค้าแต่ละชิ้นอาจใช้เวลาพัฒนาถึง 3 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ไปซ้ำทางกับแบรนด์อื่นและต้องตอบโจทย์สุขภาพสัตว์เลี้ยงจริงๆ เช่น การใส่ "วิตามินบอล" ที่เปรียบเสมือนคาเวียร์ในอาหารแมว หรือการพัฒนาสูตรอาหารสุนัขที่ต้องใช้เวลานานเนื่องจากความหลากหลายของขนาดสายพันธุ์ที่มีความต่างกันมากตั้งแต่ครึ่งกิโลกรัมไปจนถึง 50 กิโลกรัม ปัจจุบันสัดส่วนสินค้าของแบรนด์ยังคงเทน้ำหนักไปที่แมวถึง 92% และสุนัข 8%” จารุวัฒน์ กล่าว
ทั้งนี้ในยุคที่ตลาดอาหารสัตว์มีการแข่งขันสูงและเกิดสภาวะ Over Supply จารุวัฒน์ มองว่าการแค่ "ตะโกนว่าของฉันดี" นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป Kaniva จึงเลือกใช้กลยุทธ์การตลาดที่ "หว่านเมล็ดพันธุ์" มากกว่าแค่การเก็บเกี่ยวในระยะสั้น
และการเลือกใช้ วง BUS เป็นพรีเซนเตอร์ไม่ได้หวังผลเพียงยอดขายปัจจุบัน แต่เป็นการสร้าง Brand Awareness ให้กับกลุ่ม Gen Z ตั้งแต่วัยเด็ก (5-6 ขวบ) เพื่อให้ Kaniva เข้าไปอยู่ในความทรงจำและเป็นตัวเลือกแรกเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นและเริ่มเลี้ยงสัตว์เอง
ขณะเดียวกันท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics คาดการณ์มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงของไทยในปี 2568 จะมีมูลค่าราว 9.2 หมื่นล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 13.2% จากปีที่ผ่านมา และคาดว่ามูลค่าตลาดจะทะลุแสนล้านในปี 2569
จากรูปแบบการเลี้ยงสัตว์ในยุคปัจจุบันที่กำลังเริ่มพัฒนาไปได้ไกลกว่าแค่การเลี้ยงเสมือนส่วนหนึ่งในครอบครัว เข้าสู่บริบทใหม่ที่สัตว์เลี้ยงมีบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ส่วนตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงปี 2568 ขยายตัวโดยมีมูลค่าแตะ 6.24 หมื่นล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 16.5%
ดังนั้นการมี Brand ที่ชัดเจน และสามารถสื่อสารอย่างต่อเนื่องผ่านหลาย Touchpoint ทั้งสื่อ OOH ภาพยนตร์โฆษณา แพ็กเกจจิ้ง และอีเวนต์ออฟไลน์ คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความแตกต่างในระยะยาว โดยปัจจุบัน Kaniva มีแบรนด์ในเครือ รวมกว่า 12 แบรนด์ มีสินค้ากว่า 1,000 SKUs ส่วน Kaniva เอง มี 200 SKUs ทำรายได้ที่ 60% จากแบรนด์ทั้งหมด ทั้งนี้ช่องทางขายแบ่งเป็น ออนไลน์ 60% ตัวแทนที่มีหน้าร้าน 30% และออนไลน์ 10%
ทำให้คาดว่าในปี 2569 Kaniva ยังจะรักษาระดับการเติบโต Double Digit หรือประมาณ 30% ของยอดขายรวมทั่วโลก ทั้ง Food และ Non-Food แม้อยู่ในบริบทเศรษฐกิจและการเมืองที่ยังไม่แน่นอน โดยเน้นการเติบโตอย่างระมัดระวังและยั่งยืน
อ้างอิง ttb
ติดตามข่าวสารด้านการตลาด กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney