
บริษัท ดอนเมืองพัฒนา จำกัด ผู้บริหาร ตลาดสี่มุมเมือง ศูนย์กลางค้าส่งผักผลไม้และของสดชั้นนำของเอเชีย เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย Simummuang Sustainable City
ไอริณ ภัทรประสิทธิ์ ผู้อำนวยการสายงานพัฒนาองค์กร ตลาดสี่มุมเมือง กล่าวว่า Simummuang Sustainable City คือการปรับโครงสร้างธุรกิจในระดับระบบ เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับหลักสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงโครงการระยะสั้น แต่คือการบูรณาการความยั่งยืนเข้าสู่แกนกลยุทธ์ขององค์กรโดยตรง
ในบริบทเศรษฐกิจปัจจุบัน ความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก หากเป็นเงื่อนไขของความสามารถในการแข่งขันและการบริหารความเสี่ยงระยะยาว ทั้งด้านต้นทุนพลังงาน การใช้ทรัพยากร และความเชื่อมั่นของสังคม ความท้าทายสำคัญจึงไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีราคาแพงหรืองบลงทุนสูง
แต่คือการปรับวิธีคิดของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องนับหมื่นคนในระบบนิเวศของตลาด ให้เห็นตรงกันว่าขยะคือทรัพยากรพลังงานสะอาดคือความมั่นคงทางธุรกิจ และการเติบโตต้องไม่แลกมาด้วยต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม
โดยเราขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่องนานกว่า 10 ปี ตั้งแต่ปี 2556 ครอบคลุมตั้งแต่การคัดแยกและเพิ่มมูลค่าขยะ เช่น การแปรรูปขยะอินทรีย์เป็นอาหารสัตว์ การบริหารจัดการขยะรีไซเคิล การพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย ไปจนถึงการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาอาคารห้องเย็น โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้คือรากฐานของ Simummuang Sustainable City
ปัจจุบัน เพื่อยกระดับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ตลาดสี่มุมเมืองยังได้ดำเนินการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กร (CFO) ซึ่งได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ในปี 2567 จากการบริหารจัดการขยะภายใต้โครงการ LESS ตลาดสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 40,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์
พร้อมจัดกิจกรรม Carbon Neutral Event ซึ่งสร้างผลลัพธ์เทียบเท่าการปลูกต้นไม้มากกว่า 14,000 ไร่ ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ตลาดบริหารโดยยึดหลัก ESG ควบคู่แนวคิดการสร้างคุณค่าร่วม (Shared Value) โดยเชื่อว่าความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกภาคส่วน — พ่อค้าแม่ค้า แรงงาน และพนักงาน — ก้าวไปพร้อมกัน โดยเริ่มจากทุกคนเห็นเป้าหมายที่ตรงกัน และสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างง่ายดาย
เราตั้งเป้าให้ตลาดสี่มุมเมืองเป็นต้นแบบขององค์กรไทยที่ขับเคลื่อนธุรกิจตามหลัก ESG โดยพิสูจน์ว่าโมเดลธุรกิจสีเขียวไม่เพียงสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ แต่ยังยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน และดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ซึ่ง 3 แกนหลักของ Simummuang Sustainable City
1. ด้านพลังงาน (Energy): วางรากฐานพลังงานสะอาดทั้งระบบ เพื่อก้าวสู่ Net Zero ในอนาคต
ตลาดสี่มุมเมืองเดินหน้ายกระดับการบริหารจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบ มุ่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานทั้งองค์กร ตั้งเป้าสามารถลดต้นทุนพลังงานรวมได้กว่า 24 ล้านบาทต่อปี โครงการสำคัญประกอบด้วย
การติดตั้ง Solar Cell กำลังการผลิตรวม 3.98 เมกะวัตต์พีก (MWp) ช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 19 ล้านบาทต่อปี และเป็นกลไกหลักในการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนของตลาดอย่างต่อเนื่อง
มาตรการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานทั้งระบบ อาทิ การควบคุมอุณหภูมิห้องเย็นอย่างเหมาะสม การปรับปรุงระบบทำความเย็น และการเปลี่ยนอุปกรณ์เป็นรุ่นประสิทธิภาพสูงประหยัดพลังงาน ช่วยลดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้อีกประมาณ 5 ล้านบาทต่อปี
พัฒนาระบบติดตามและบริหารจัดการการใช้พลังงาน (Monitoring Platform): ลดการใช้ไฟฟ้าและน้ำมันดีเซลลง 15% ภายในปี 2028
สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV): เริ่มปรับเปลี่ยนรถจักรยานยนต์และรถยนต์ขององค์กรเป็นยานยนต์ไฟฟ้าภายในปีนี้ พร้อมพัฒนาจุดชาร์จไฟฟ้าให้ครอบคลุมพื้นที่ตลาด เพื่อรองรับผู้ค้าและผู้ใช้บริการ โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 15% ภายใน 3 ปี
2. การจัดการของเสีย (Waste): ตั้งเป้า Zero Waste to Landfill ภายในปี 2570 ลดขยะฝังกลบให้เป็นศูนย์
ตลาดสี่มุมเมืองมีปริมาณขยะมากกว่า 230 ตันต่อวัน ปัจจุบันสามารถ ลดปริมาณขยะฝังกลบได้รวม 50% ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะกว่า 10.5 ล้านบาทต่อปี โดยมีการคัดแยกและนำขยะกลับมา รีไซเคิลและแปรรูปได้ประมาณ 34% ของปริมาณทั้งหมด ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะกว่า 7.2 ล้านบาทต่อปี และสร้างรายได้จากการแปรรูปประมาณ 26 ล้านบาทต่อปี
ขณะเดียวกันยังมีการ คัดแยกขยะอินทรีย์เปียกและบีบน้ำเพื่อลดน้ำหนักก่อนขนส่ง ปริมาณประมาณ 35 ตันต่อวัน (15% ของขยะทั้งหมด) ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการฝังกลบได้กว่า 3.3 ล้านบาทต่อปี
ในปี 2027 ตลาดฯ ตั้งเป้า Zero Waste to Landfill หรือการลดขยะฝังกลบให้เป็นศูนย์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดค่าฝังกลบได้เกือบ 3 เท่าของปัจจุบัน หรือสูงถึง 22 ล้านบาท ผ่านการยกระดับระบบบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจร เปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่า ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
การเพิ่มมูลค่าจากขยะ (Waste to Value): ตลาดคัดแยกขยะอินทรีย์และรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ สร้างรายได้รวมประมาณ 26 ล้านบาทต่อปี มีการนำขยะอินทรีย์ไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์จากของเหลือใช้ เช่น สบู่เหลวจากเปลือกส้มโอเพื่อใช้ในห้องน้ำทั่วทั้งตลาด
ปัจจุบันผลิตได้ 14,000 ลิตรต่อปี และช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ 180,000 ต่อปี และในปีนี้ 2026 ตลาดมีแผนผลิตปุ๋ยจากขยะอินทรีย์ คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้กว่า 77 ล้านบาทต่อปี รวมถึงการนำขยะส่วนที่เหลือไปผลิตเป็นเชื้อเพลิง (RDF) ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะได้เพี่มอีกประมาณ 5 ล้านบาทต่อปี
ระบบบำบัดน้ำเสีย (Water Treatment): ตลาดฯ มีระบบบำบัดน้ำเสียผ่านมาตรฐานสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปทุมธานี รองรับการบำบัดวันละ 6,500 ลบ.ม. และนำน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ ช่วยลดค่าใช้น้ำได้ประมาณ 800,000 บาทต่อปี
3. ด้านสังคม (Social) ยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสอย่างยั่งยืนให้กับทุกคนในระบบนิเวศของตลาดฯ
ตลาดสี่มุมเมืองมุ่งดูแลผู้ประกอบการ พนักงาน แรงงาน และชุมชนรอบข้างในฐานะครอบครัวสี่มุมเมือง” โดยให้ความสำคัญทั้งด้านคุณภาพชีวิตและการพัฒนาศักยภาพระยะยาว
โรงเรียนพัฒนาวิทยา: ก่อตั้งขึ้นเพื่อมอบโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพแก่บุตรหลานของพนักงานและพ่อค้าแม่ค้าในตลาดฯ พร้อมช่วยลดภาระการเดินทางและค่าใช้จ่ายของครอบครัว
สี่มุมเมือง Academy: ศูนย์พัฒนาโอกาสและทักษะอาชีพ ที่เปิดหลักสูตรอบรมฟรีสำหรับผู้ค้า ผู้เริ่มต้นธุรกิจ ผู้ประกอบการ และผู้สนใจทั่วไป โดยเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญควบคู่ประสบการณ์จริง พร้อมหลักสูตรต่อยอดด้านการตลาดออนไลน์ การส่งเสริมการขาย และการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันในยุคดิจิทัล และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของผู้ประกอบการ
สวัสดิการเพื่อดูแลครอบครัวสี่มุมเมือง: ตลาดมีบริการตรวจสุขภาพ รถทันตกรรมเคลื่อนที่ และวัคซีนที่จำเป็น อาทิ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เพื่อส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ค้าและแรงงานในตลาดสำหรับแรงงานไทย มีสวัสดิการเงินช่วยเหลือกรณีเสียชีวิต เพื่อแบ่งเบาภาระครอบครัวและสร้างหลักประกันขั้นพื้นฐาน
ขณะที่แรงงานต่างชาติ ได้รับการสนับสนุนผ่านศูนย์บริการด้านเอกสารการทำงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย ในราคาประหยัดกว่าค่าบริการภายนอกถึง 25% เพื่อส่งเสริมการจ้างงานที่เป็นธรรมและโปร่งใส ทั้งหมดสะท้อนความมุ่งมั่นของตลาดในการดูแล ครอบครัวสี่มุมเมือง อย่างรอบด้านและต่อเนื่อง
เชื่อมโยงสู่สังคมภายนอก: ร่วมมือกับองค์กรภาคสังคม อาทิ มูลนิธิ SOS ประเทศไทย ส่งต่อวัตถุดิบอาหารคุณภาพกระจายสู่ชุมชนเปราะบางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อมเปิดตลาดเป็นพื้นที่เรียนรู้ให้สถาบันการศึกษาและหน่วยงานต่าง ๆ เข้าศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนแนวทางบริหารจัดการและความยั่งยืน
รับรางวัลใหญ่ : มาม่า ยังคงยืนหนึ่งในใจคนไทย จากผลสำรวจ Thailand’s Most Admired Brand 2026 โดย BrandAge ครองตำแหน่งแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่น่าเชื่อถือมากที่สุด 26 ปีต่อเนื่อง ในหมวดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจาก นิตยสาร BrandAge ด้วยสัดส่วนความเชื่อมั่น 33.63% สะท้อนฐานผู้บริโภคที่แข็งแรง มีความเชื่อมั่นในแบรนด์ แม้กำลังซื้อชะลอตัว
ผลวิจัยดังกล่าวสำรวจผู้บริโภค 1,600 คนทั่วประเทศ ครอบคลุม 12 หมวดสินค้า ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่เติบโตช้า การฟื้นตัวแบบ K-Shaped และการแข่งขันด้านความสนใจบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งทำให้ ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ กลายเป็นตัวชี้ขาดการตัดสินใจซื้อ
ท่ามกลางผู้บริโภคที่แบ่งชัดระหว่างกลุ่มที่พร้อมใช้จ่ายและกลุ่มที่ต้องประหยัด แบรนด์จึงต้องตอบให้ได้ว่าทำไมต้องเลือกเรา สำหรับมาม่า คำตอบไม่ใช่แค่เรื่องราคาและรสชาติ แต่คือความคุ้นเคยและความสม่ำเสมอที่อยู่คู่คนไทยมายาวนาน จากอาหารยามฉุกเฉิน สู่ Comfort Food ที่ตอบโจทย์ทั้งความอิ่ม อร่อย สะดวก และความมั่นใจว่า ไม่ผิดหวัง
เปิดตัวสินค้าใหม่ : Sewa (เซวา) แบรนด์สกินแคร์สัญชาติไทยตำนานน้ำตบโสม 2,000 ปี ที่ครองใจสาวไทยและทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเขย่าวงการบิวตี้ เดินหน้ารุกตลาดสกินแคร์รับฤดูร้อน เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Sewa UV Skin Barrier Sunscreen SPF50+ PA++++ กันแดดสูตรไฮบริดที่ผสานการปกป้องผิวจากรังสี UV มลภาวะ และความร้อน พร้อมเสริมเกราะผิวให้แข็งแรงในหนึ่งเดียว พร้อมเปิดแคมเปญใหญ่ Crazy Live Summer Fest ชูกลยุทธ์ Influencer Live Commerce Marathon ดึงอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์ร่วมไลฟ์ต่อเนื่องหลายวัน สร้างประสบการณ์ “Content-to-Commerce แบบเรียลไทม์ ตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่ผสานความบันเทิงและการซื้อสินค้าเข้าด้วยกัน