
พีช–พชร จิราธิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งและเจ้าของแบรนด์ MAW (มาว) เปิดเผยว่า การรุกเข้าสู่ธุรกิจขนมขบเคี้ยวพรีเมียม เพื่อหวังเจาะช่องว่างตลาดระหว่างขนมแมสกับสินค้านำเข้า โดยวางตำแหน่งเป็นขนมพรีเมียมที่เข้าถึงได้ พร้อมเริ่มวางจำหน่ายผ่านซูเปอร์มาร์เก็ต TOPS จำนวน 724 สาขาทั่วประเทศ
ข้อมูลจาก Euromonitor ระบุว่า มูลค่าตลาดขนมขบเคี้ยวประเภท Savoury Snacks ในไทยมีแนวโน้มขยายตัวจาก 55,322 ล้านบาทในปี 2568 เป็น 67,977 ล้านบาทในปี 2573 สะท้อนว่าผู้บริโภคยังคงใช้จ่ายกับสินค้ากลุ่ม “ให้รางวัลตัวเองเล็กๆ” หรือ Affordable Indulgence แม้เศรษฐกิจจะผันผวน
พชร กล่าวว่า ตลาดขนมพรีเมียมในไทยที่ผ่านมา ถูกครองโดยสินค้านำเข้าเป็นหลัก ทำให้ราคาค่อนข้างสูง ขณะที่ขนมในกลุ่มแมสแม้เข้าถึงง่าย แต่ยังขาดความหลากหลายด้านรสชาติและประสบการณ์การบริโภคแบบสากล จึงเห็นโอกาสพัฒนาแบรนด์ขนมที่ให้ภาพลักษณ์พรีเมียม แต่ตั้งราคาที่ผู้บริโภคสามารถซื้อกินได้ในชีวิตประจำวัน
สินค้ารุ่นแรกของแบรนด์คือ ข้าวเกรียบกุ้งพรีเมียม พัฒนารสชาติในสไตล์ Global Taste พร้อมเปิดตัว 3 รส ได้แก่ Spicy Mentaiko Mayo, Cheddar Jalapeño และ Salted Rosemary Butter โดยวางจำหน่ายใน 2 ขนาด ราคา 69 บาท และ 145 บาท
กลยุทธ์การทำตลาดช่วงเริ่มต้น แบรนด์เลือกจับกลุ่มผู้บริโภคเมือง อายุประมาณ 25–35 ปี ซึ่งให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์และการทดลองสินค้าใหม่ พร้อมเปิดตัวผ่านความร่วมมือกับ ซูเปอร์มาร์เก็ต TOPS จำนวน 724 สาขาทั่วประเทศ เพื่อเข้าถึงฐานลูกค้าที่มีกำลังซื้อและสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของสินค้า
ในปีแรก MAW ตั้งเป้ายอดขายราว 55–71 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 0.1% ของมูลค่าตลาด โดยบริษัทวางแผนเริ่มจากตลาดเฉพาะกลุ่มก่อนขยายฐานผู้บริโภคในระยะต่อไป
ขณะที่แผนธุรกิจระยะ 3–5 ปี บริษัทมีแนวคิดต่อยอดสินค้าในหมวดขนมขบเคี้ยวอื่น และศึกษาการขยายตลาดในเอเชีย โดยเฉพาะ ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นตลาดขนมขนาดใหญ่และมีพฤติกรรมผู้บริโภคใกล้เคียงกับไทย.