
เจาะผลประกอบการ 15 บิ๊กอสังหาฯ ปี 2568 ในวันที่ตลาดบ้านซบเซา และเมื่อคำว่า “ยักษ์ใหญ่” ไม่ได้วัดกันที่ขนาด แต่คือ "ทักษะการเอาตัวรอด"
ปี 2568 ที่ผ่านมา คือ ปีที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ถูกกดดันจากดอกเบี้ยสูง ,กำลังซื้อชะลอตัว และการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น แต่ผลประกอบการของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ยังคงสะท้อน “ความแข็งแกร่งของแบรนด์ใหญ่” ได้อย่างชัดเจน
ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า 15 บริษัอสังหาริมทรัพย์ ที่จดทะเบียน ยังสามารถสร้างรายได้รวม อยู่ที่ 234,799 ล้านบาท และ มีกำไรรวมกัน 21,572 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา
ตัวเลขนี้สะท้อนภาพสำคัญของอุตสาหกรรมว่า แม้ตลาดบ้านจะอ่อนแรง แต่ “จักรวาลดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่” ยังสามารถรักษาระดับรายได้ มากกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี ฃได้
และนี่คือภาพของ THAI PROPERTY DEVELOPER GALAXY 2025
เจาะกลุ่มบริษัทที่ยังทำกำไรระดับพันล้าน ในปีที่การแข่งขันรุนแรง บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่หลายรายยังสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง
ทั้งสามบริษัทนี้ ถือเป็น “แกนหลัก” ของอุตสาหกรรม เพราะรายได้กว่า 80-90% ยังมาจากการขายบ้านและคอนโดฯโดยตรง ต่างจากบางบริษัทที่มีธุรกิจอื่นมาช่วยพยุงรายได้
ขณะที่บริษัทที่ยังทำกำไรระดับพันล้านยังมีอีกหลายราย เช่น
กลุ่มนี้คือบริษัทที่ยังสามารถรักษา “ความสามารถในการทำกำไร” ได้ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง
อย่างไรก็ดี แม้หลายบริษัทจะยังทำกำไรได้ แต่ภาพรวมของตลาดไม่ได้สดใส ในประเด็นนี้ “สุรเชษฐ กองชีพ” หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ ระบุว่า ปี 2568 ที่ผ่านมา เป็นปีที่ผู้ประกอบการอสังหาฯ เผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน และผลที่เห็นชัดคือ กำไรสุทธิของบริษัทส่วนใหญ่ลดลงมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน
มีเพียง 3 บริษัทเท่านั้น ที่กำไรลดลงไม่ถึงระดับดังกล่าว ได้แก่
สะท้อนว่า การแข่งขันในตลาดที่อยู่อาศัยรุนแรงกว่าที่เคย ขณะเดียวกันก็มีบางบริษัทที่เผชิญความท้าทายหนักจนผลประกอบการพลิกเป็นขาดทุน เช่น
ส่วนบางบริษัทมีกำไรเพียงระดับหลักสิบล้าน เช่น LPN และ อนันดา ซึ่งสะท้อนว่าตลาดอสังหาฯ ไม่ได้เอื้อกับทุกคนเหมือนในอดีตอีกต่อไป
เจาะภาพใหญ่ อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กดดันผู้ประกอบการคือ การหดตัวของตลาดเปิดตัวโครงการใหม่ ข้อมูลตลาดที่อยู่อาศัยปี 2568 จากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) พบว่า
แยกตามประเภท
ในขณะที่ ซัพพลายคงค้างรวมยังสูงถึง 1.29 ล้านล้านบาท และแทบไม่ลดลงจากปีก่อน โดยเฉพาะ ทาวน์เฮาส์ที่สต็อกเพิ่มขึ้น 5% สะท้อนแรงกดดันด้านอุปทานที่ยังไม่คลี่คลาย นี่คือเหตุผลที่หลายบริษัทต้องปรับกลยุทธ์ ชะลอการเปิดโครงการใหม่ และเร่งโอนโครงการที่สร้างเสร็จแทน
ทั้งนี้ เมื่อขายจำนวนมากไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป บริษัทที่ปรึกษาอสังหาฯ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ มองว่า การแข่งขันในยุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่จำนวนยูนิตที่เปิดขายอีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันเชิงคุณภาพมากขึ้น
โดยมี 4 แนวทางสำคัญ ที่จะกำหนดทิศทางตลาด
1. Quality over Quantityตลาดจะเน้นโครงการคุณภาพในทำเลศักยภาพ มากกว่าการเปิดจำนวนยูนิตจำนวนมาก
2. Financial Disciplineบริษัทที่ควบคุมต้นทุนและมีรายได้ประจำ เช่น โรงแรม รีเทล หรือบริการอื่น จะรับมือเศรษฐกิจผันผวนได้ดีกว่า
3. Lifestyle Personalizationการออกแบบโครงการเฉพาะกลุ่ม เช่น
กำลังกลายเป็นเทรนด์สำคัญของตลาด
4. Smart Tech as a Standardเทคโนโลยีบริหารอาคาร ระบบความปลอดภัย และ Smart Building กำลังเปลี่ยนจาก “ทางเลือก” เป็น “มาตรฐานใหม่”
แม้ปีที่ผ่านมา เป็นปีที่ยากของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่หลายฝ่ายเริ่มเห็นสัญญาณบวกในปี 2569 “อารภัฏ โกมุทบุตร” ประธานคณะกรรมการจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโดฯ ระบุว่า ตลาดอสังหาฯ เริ่มผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่การฟื้นตัวจะเป็นแบบ ค่อยเป็นค่อยไป
ปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาด ได้แก่ ...
สุดท้าย ภาพรวมของ THAI PROPERTY DEVELOPER GALAXY 2025 สะท้อนชัดว่า ในวันที่ตลาดไม่ได้เติบโตเหมือนเดิม ผู้เล่นที่ยังอยู่ในเกมคือบริษัทที่มีแบรนด์แข็งแรง เงินทุนแข็งแรง และปรับตัวเร็ว แม้ตลาดจะอ่อนแรง
แต่บริษัทอสังหาฯ รายใหญ่ยังคงเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่อง
เฉพาะ 3 บริษัทใหญ่ อย่าง
ก็มีแผนเปิดโครงการใหม่รวมกัน มากกว่า 100,000 ล้านบาท หากรวมทั้งอุตสาหกรรม ปี 2569 อาจมีการพัฒนาโครงการใหม่ ระดับ 2-3 แสนล้านบาท
คำถามสำคัญของตลาดจึงไม่ใช่เพียง “ใครขายบ้านได้มากที่สุด” แต่คือ “ใครปรับตัวได้เร็วพอที่จะอยู่รอดในจักรวาลอสังหาฯ ยุคใหม่” ต่อไปได้อย่างแข็งแกร่งนั่นเอง.
ติดตามข่าวสารด้านการตลาด กับ Thairath Money ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/business_marketing
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney