
การมีวินัยและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เป็นสิ่งที่ชาวญี่ปุ่นได้รับการยกย่องมากที่สุดชาติหนึ่งของโลก ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการเข้าคิว-ต่อแถว การโค้งคำนับเพื่อแสดงความขอบคุณอย่างสุภาพ-นอบน้อม ไปจนถึงการแยกขยะอย่างจริงจัง เคร่งครัด ทำให้ญี่ปุ่นติด 1 ใน 10 ประเทศที่รีไซเคิลขยะเก่งที่สุดในโลก (ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ)
สำหรับอุตสาหกรรมการบิน ซึ่งได้ชื่อว่าปล่อยก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์เป็นจำนวนไม่น้อยในแต่ละปี เจแปน แอร์ไลน์ Japan Airlines (JAL) สายการบินแห่งชาติอันดับ 2 ของญี่ปุ่น ได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนภายใต้ Strategic Sustainability Roadmap: Accelerating Toward Net-Zero 2050 มุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero CO2) ภายในปี 2050 เดินหน้าดำเนินมาตรการเชิงรูปธรรม ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมการบิน การยกเลิกพลาสติกใช้ครั้งเดียว และการพัฒนาระบบรีไซเคิลทรัพยากรอย่างยั่งยืน
สำหรับแผนระยะสั้นกว่านั้น ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา JAL เพิ่งประกาศ JAL Vision 2035 (ปี ค.ศ.2026-2035) ให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนเป็นอันดับ 1 เป็นหัวใจสำคัญขององค์กร เพื่อส่งมอบโลกที่น่าอยู่ให้กับคนรุ่นต่อไป
ยุทธศาสตร์ดังกล่าว ขับเคลื่อนผ่านแนวทางหลากหลาย ประกอบด้วย 1.การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ฝูงบินที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ทั้งการซื้อฝูงบินใหม่ที่ใช้เครื่องประหยัดน้ำมันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น A350, 787, A321neo และ 787-8 ตลอดจนการพัฒนาและขยายการใช้เชื้อเพลิงสะอาดเพื่ออากาศยานหรือ Sustainable Aviation Fuel (SAF)
นายฟูกูดะ ชินโนะซูเกะ ผู้อำนวยการแผนกส่งเสริมสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG-Environmental Social and Governance) เจแปน แอร์ไลน์ กล่าวว่า 1 ในโครงการสำคัญคือ ACT FOR SKY Initiative ซึ่ง JAL เป็นผู้นำในการผลักดันการผลิตและการใช้งาน SAF ในญี่ปุ่น เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมการบินที่เป็นกลางทางคาร์บอน นอกจากนั้นยังได้ดำเนินโครงการ “FRY to FLY” ใช้น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วจากครัวเรือนและธุรกิจในญี่ปุ่น มาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงการบิน SAF เปลี่ยนของเสียในชุมชนให้กลายเป็นทรัพยากรพลังงานที่มีคุณค่า
JAL ตั้งเป้าหมายให้ SAF ทดแทนเชื้อเพลิงการบินอย่างน้อย 10% ภายในปี 2030 จากปีที่ผ่านมาใช้อยู่ 1% โดยขยายการใช้ SAF ในเส้นทางบินระหว่างประเทศหลัก เช่น ซานฟรานซิสโก ลอสแอนเจลิส ชิคาโก เซี่ยงไฮ้ และสิงคโปร์ พร้อมมีแผนขยายไปยังกรุงเทพฯ และมะนิลา ภายในปีงบประมาณ 2026
“การจัดเก็บน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว เป็นการขอความร่วมมือเพื่อจิตสำนึกที่ดีต่อชุมชน มีกระปุกสำหรับจัดเก็บใบละ 200 เยน จากนั้นจะมีบริษัทจัดเก็บรวบรวมเพื่อนำไปใช้ต่อไป โดยล่าสุดสามารถรวบรวมน้ำมันใช้แล้วได้มากกว่า 19,000 ลิตร แต่อุปสรรคคือขณะนี้น้ำมัน SAF มีราคาสูงกว่าน้ำมันสำหรับเครื่องบิน (Jet Fuel) ถึง 3–5 เท่า”
2.ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single Used) โดยขณะนี้ไม่มีการใช้พลาสติกที่ทำจากปิโตรเลียมในทุกจุดบริการ เป็นการลด 100% โดยมีมาตรการสำคัญ ประกอบด้วยภาชนะจากพืช กระดาษรองถาดอาหาร และฝาภาชนะที่ย่อยสลายได้ ในการบริการบนเครื่องบิน, เปลี่ยนขวดเครื่องดื่มจากพลาสติกปิโตรเลียมเป็นวัสดุรีไซเคิลหรือวัสดุทางเลือกที่ยั่งยืน, ชุดสิ่งอำนวยความสะดวกบนเครื่องบิน (Amenity Kit) จาก HERALBONY ใช้วัสดุชีวภาพ TEXa® ที่ผลิตจากผลพลอยได้ทางการเกษตร พร้อมบรรจุภัณฑ์กระดาษที่ได้รับการรับรอง FSC, เปลี่ยนจากถุงพลาสติกคลุมรถเข็นเด็กและรถเข็นผู้โดยสาร เป็นผ้าคลุมแบบใช้ซ้ำได้ เพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกจากเที่ยวบิน, เปลี่ยนมาใช้พลาสติกรีไซเคิลสำหรับห่อพัสดุแทนพลาสติกที่ผลิตจากวัตถุดิบใหม่ในงานขนส่งสินค้า
3.พัฒนาระบบรีไซเคิลแก้วกระดาษบนเที่ยวบินเพื่อแก้ปัญหาขยะ โดยพัฒนาระบบรีไซเคิลแก้วกระดาษแบบวงจร (Circular Recycling) ผ่านความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในญี่ปุ่น รวบรวมแก้วกระดาษที่ใช้แล้วจากเที่ยวบินภายในประเทศและเลานจ์สนามบิน นำไปผลิตเป็นเยื่อกระดาษรีไซเคิลคุณภาพสูง ซึ่งจะนำกลับมาผลิตเป็นแก้วกระดาษใหม่ กล่องกระดาษสำหรับขนส่งสินค้า และเครื่องเขียนของ JAL ช่วยให้ทรัพยากรป่าไม้ถูกนำมาใช้ในระบบหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง
ส่วนเสื้อชูชีพ หน้าต่างในห้องโดยสาร นำไปใช้ผลิตเป็นกระเป๋า เก้าอี้ กล่อง, ขอบขนมปังแซนด์วิชที่ถูกตัดทิ้งเอาไปทำคราฟต์เบียร์ และกากกาแฟเอาไปผลิตเป็นแก้วน้ำและคราฟต์จิน (Craft Gin)
อย่างไรก็ตาม นายฟูกูดะ กล่าวปิดท้ายว่า สิ่งที่ JAL กำลังพยายามทำอยู่นี้ นำไปสู่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล แม้ตั้งใจอย่างยิ่ง แต่ JAL ไม่สามารถดำเนินการได้เพียงลำพัง ต้องอาศัยความร่วมมือ ทั้งจากอุตสาหกรรมการบินทั้งหมด ภาครัฐและเอกชนทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้อง.
ศุภิกา ยิ้มละมัย
คลิกอ่านคอลัมน์ “The Issue” เพิ่มเติม