ททท.เร่งดึงตลาดใกล้ พยุงท่องเที่ยวไทย จับตาผลกระทบสงครามยืดเยื้อ

Business & Marketing

Marketing & Trends

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

ททท.เร่งดึงตลาดใกล้ พยุงท่องเที่ยวไทย จับตาผลกระทบสงครามยืดเยื้อ

Date Time: 9 มี.ค. 2569 07:58 น.

Summary

  • ททท. ปรับกลยุทธ์การตลาดท่องเที่ยวกระทบตลาดระยะไกล
  • หันมาเน้นตลาดระยะใกล้และอาเซียนมากขึ้น
  • ตลาดจีนเริ่มฟื้นตัวนักท่องเที่ยวแตะ 1 ล้านคนใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มขึ้น 15%
  • เตรียมจัดอีเวนต์ระดับโลกและแพ็กเกจท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นการเดินทาง
  • กระทรวงการท่องเที่ยวประเมินหากยืดเยื้อ 8 สัปดาห์ 
  • อาจสูญเสียนักท่องเที่ยวกว่า 5.9 แสนคนและรายได้หายกว่า 4 หมื่นล้านบาท


Latest

เนสท์เล่อัด 800 ล้านปั้นสูตรกาแฟใหม่ ดึง“ณเดชน์-แบมแบม”รักษาผู้นำตลาด

น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า การรับมือด้านการตลาด จากผลกระทบภาวะสงครามและความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ซึ่งกระทบตลาดระยะไกล (Long haul) ว่า จะให้ความสำคัญกับการดึงตลาดระยะใกล้ (Short haul) และตลาดอาเซียนกลับมาให้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าตลาดเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนหันไปเลือกจุดหมายปลายทางอื่น เช่น เวียดนาม หรือญี่ปุ่น ที่มีค่าเงินถูกกว่า


ส่วนแนวโน้มตลาดจีน มีสัญญาณฟื้นตัวเป็นบวกประมาณ 5% ขณะนี้เข้าไทยแตะ 1 ล้านคนแล้ว แม้จำนวนคนจะไม่ได้เติบโตก้าวกระโดดเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจและค่าเงิน แต่พบว่านักท่องเที่ยวจีนกลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง (FIT) มีคุณภาพและมีการใช้จ่ายต่อหัวสูงขึ้นถึง 15% โดย ททท. เตรียมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย นำผู้ประกอบการรายใหญ่ของไทยกว่าร้อยรายไปเจาะตลาดที่เซี่ยงไฮ้เพื่อกระตุ้นยอดเพิ่มเติม


ขณะเดียวกันให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวในประเทศ ตั้งเป้าที่จะกระตุ้นความถี่ในการเดินทางของคนไทยให้เพิ่มขึ้นเป็น 3-4 ครั้งต่อคนต่อปี ควบคู่ไปกับการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านการจัดงานอีเวนต์ระดับโลก เช่น เทศกาลดนตรี Tomorrowland ที่มีผู้ลงทะเบียนล่วงหน้ากว่า 400,000 คน ขณะที่งานรองรับได้ 50,000 คน ซึ่ง ททท. มีแผนจะจัดทำแพ็กเกจเชื่อมโยงการท่องเที่ยวไปยังภูมิภาคตะวันออก เช่น ระยอง จันทบุรี และพัทยา เพื่อกระจายรายได้


นางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ททท.กล่าวว่า ในวิกฤตที่เกิดขึ้นนี้ ททท.ได้มองเห็นโอกาสครั้งใหญ่เช่นกัน เพราะสถานการณ์จะบีบบังคับให้สายการบินต่างๆ ทั่วโลกต้องรื้อกลยุทธ์ (Strategy) และบริหารความเสี่ยงใหม่ โดยจะต้องหาพอร์ตการบินและศูนย์กลางการบิน (Hub) แห่งใหม่ที่ไม่ใช่ตะวันออกกลาง ซึ่งประเทศไทยถือเป็นทางเลือก ที่มีความพร้อมและมีศักยภาพสูงมากในการดึงสายการบินเหล่านี้เข้ามา


พร้อมกันนี้ ททท. ได้จัดกลุ่มประเทศในยุโรปที่จะได้รับผลกระทบจากเส้นทางบินออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มประเทศที่ไม่มีเที่ยวบินตรง เช่น ยุโรปตะวันออก เช็ก ฮังการี โรมาเนีย สเปน และโปรตุเกส 2.กลุ่มที่พึ่งพาการต่อเครื่องในตะวันออกกลางเป็นหลัก ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดใหญ่และสำคัญมาก เช่น รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ และอิตาลี มีจำนวนรวมสูงถึง 1.3 ล้านคนต่อปี 3.กลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงในพื้นที่ความขัดแย้ง ได้แก่ อิสราเอล ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งมีฐานนักท่องเที่ยวรวมประมาณ 796,000 คนต่อปี รวมไปถึงประเทศในโซนปะทะ เช่น อิหร่าน บาห์เรน และโอมาน


นางจิระวดี กล่าวว่า แม้สภาพเศรษฐกิจในยุโรปจะเผชิญปัญหาของแพง แต่นักท่องเที่ยวก็ยังคงต้องการเดินทาง โดยหันมาให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าของประสบการณ์ (Worth Experience) แทนที่จะมองแค่เรื่องราคา อีกทั้งยังมีกระแสการหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาในหมู่นักท่องเที่ยวยุโรป ซึ่งถือเป็นอานิสงส์เชิงบวกที่ทำให้พวกเขาเลือกเดินทางมายังภูมิภาคเอเชียมากขึ้น เพื่อรองรับปัจจัยดังกล่าว ททท. ได้ผลักดันการเพิ่มเส้นทางบินตรงเข้าไทย โดยในฤดูหนาวที่ผ่านมามีสายการบินใหม่เพิ่มขึ้นถึง 78 สายการบิน ความสำเร็จล่าสุดคือการปิดดีลกับ LOT Polish Airline ที่ใช้เวลาเจรจากว่า 1 ปีบินตรงเข้าไทย รวมทั้งยังมองเห็นโอกาสในการใช้สายการบินอย่าง Finnair ให้เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมนักท่องเที่ยวจากแถบยุโรปเหนือให้บินตรงมายังภูเก็ตได้อีกด้วย


พร้อมกันนี้ การเจาะตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวเดินทางครั้งแรก (First Traveler) แต่มีศักยภาพการใช้จ่ายสูงลิ่ว เช่น กลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก ได้แก่ โรมาเนีย เซอร์เบีย บัลแกเรีย ที่มีพฤติกรรมใช้จ่ายในโรงแรมสูง ตลอดจนตลาดละตินอเมริกาอย่าง โคลอมเบีย และเม็กซิโก ซึ่ง ททท. ไม่อยากให้มีภาพจำในแง่ลบกับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ เพราะในความเป็นจริงเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงมากและชื่นชอบการเดินทางมาไทยอีกด้วย


ทางด้านน.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยกระทรวงท่องเที่ยวฯได้ประเมินฉากทัศน์ (Scenario) ไว้ 3 ระดับถึงสถานการณ์ความขัดแย้งที่ส่งผลให้เกิดการปิดน่านฟ้าในภูมิภาคตะวันออกกลาง ตามระยะเวลาของการปิดน่านฟ้า โดยในกรณีที่ดีที่สุด (Best Case) คือสถานการณ์ยุติลงภายใน 3 สัปดาห์ ผลกระทบจะจำกัดอยู่แค่กลุ่มนักท่องเที่ยวภูมิภาคตะวันออกกลาง และนักท่องเที่ยวภูมิภาคยุโรปที่ต้องแวะพักเครื่องในตะวันออกกลาง เนื่องจากสายการบินหยุดบินในเส้นทางดังกล่าว


"ในกรณี 3 สัปดาห์ สถานการณ์จะไม่กระทบต่อกลุ่มตลาดระยะใกล้และตลาดระยะไกลที่บินตรงสู่ไทย แต่จะทำให้มีนักท่องเที่ยวลดลง 210,973 คน แบ่งเป็นยุโรป 188,129 คน และตะวันออกกลาง 22,844 คน และทำให้สูญเสียรายได้ 13,167 ล้านบาท


สำหรับกรณีฐาน (Base Case) หากการปิดน่านฟ้ากินระยะเวลา 4 สัปดาห์ แม้สายการบินจะสามารถปรับปรุงเส้นทางหรือตารางบินได้บ้างในช่วงสัปดาห์สุดท้าย และราคาน้ำมันยังไม่ปรับตัวขึ้นมากนัก แต่ผลกระทบจะเพิ่มสูงขึ้น โดยคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะหดตัวลง 334,084 คน แบ่งเป็น ยุโรป 265,645 คน และตะวันออกกลาง 68,439 คน ส่งผลให้รายได้การท่องเที่ยวลดลงถึง 21,531 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 กรณีแรกจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มตลาดการท่องเที่ยวอื่นๆ


แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ กรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) หากสถานการณ์ยืดเยื้อยาวนานถึง 8 สัปดาห์ สายการบินในเส้นทางยุโรปจะต้องมีการปรับปรุงเส้นทางและตารางบินฤดูร้อน (Summer schedule) ในช่วงระหว่างวันที่ 30 มี.ค. – ต.ค. 2569 ซึ่งจะทำให้ค่าโดยสารปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนราคาน้ำมันที่แพงขึ้นและความผันผวนของค่าเงิน โดยจะลุกลามส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวในทุกตลาด แม้ตลาดระยะใกล้จะได้รับผลกระทบน้อยกว่าตลาดระยะไกลก็ตาม


นอกจากนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่า 60 วัน ซึ่งเกินกำหนดระยะเวลาสำรองน้ำมัน จะกลายเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลกระทบชิ่งไปยังราคาบัตรโดยสารในทุกเส้นทางบิน รวมถึงต้นทุนการผลิตและต้นทุนโลจิสติกส์ในประเทศต่างๆ ด้วย หากเกิดกรณียืดเยื้อ 8 สัปดาห์ จะทำให้ไทยสูญเสียนักท่องเที่ยวรวมสูงถึง 595,874 คน ซึ่งนอกจากกลุ่มยุโรปและตะวันออกกลางแล้ว จะกระทบกับนักท่องเที่ยวภูมิภาคอื่นๆ ด้วยอีก 19,646 คน ส่งผลให้รายได้ด้านการท่องเที่ยวของไทยสูญหายไปมหาศาลถึง 40,972 ล้านบาท


ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับวิกฤตความขัดแย้งดังกล่าว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้เตรียมแนวทางปฏิบัติเพื่อสร้างความเชื่อมั่น โดยเน้นยกระดับประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย (Safe Destination) ควบคู่ไปกับการจัดเตรียมอาสาสมัครอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ณ สนามบินหลัก และประสานงานเรื่องการขยายเวลาพำนัก (Overstay) นอกจากนี้ ในมิติของการตลาด จะเร่งรุกตลาดระยะใกล้ (Short Haul) เช่น มาเลเซีย อินเดีย และเกาหลีใต้ เพื่อทดแทนตลาดที่สูญเสียไป พร้อมทั้งเดินหน้าผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อเที่ยวบิน (Flight Connecting Hub) ระหว่างภูมิภาคเอเชียและยุโรปต่อไป


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ