
นายปเนต มหรรฆานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงิน บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC เปิดเผยว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมาแม้ภาพรวมค้าปลีกไทยยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวและเศรษฐกิจผันผวน แต่ CRC ยังรักษาการเติบโตได้ โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายของปีที่กำไรขยายตัวสวนภาวะตลาด สะท้อนบทบาทของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะเวียดนาม ที่กลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของกลุ่มค้าปลีกไทย
ผลประกอบการปี 2568 มีรายได้รวม 253,165 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิหลังรายการปรับปรุงอยู่ที่ 7,432 ล้านบาท ลดลง 6% จากผลกระทบการปรับโครงสร้างธุรกิจในต่างประเทศ แต่หากพิจารณาเฉพาะไตรมาส 4 บริษัททำกำไรสุทธิหลังรายการปรับปรุงได้ 2,729 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีรายได้ไตรมาสเดียวสูงถึง 71,162 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12%
ทั้งนี้ การเติบโตในช่วงปลายปีได้ใช้จังหวะฤดูกาลจับจ่ายและการฟื้นตัวของบางตลาด โดยเฉพาะในเวียดนาม ซึ่ง CRC เดินหน้าขยายศูนย์การค้าและไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ในไทย บริษัทเร่งปรับรูปแบบสาขาและขยายโมเดลใหม่ เพื่อดึงทราฟฟิกและเพิ่มยอดขายต่อสาขา
“แม้ค้าปลีกต้องเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนตัว แต่บริษัทสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้จากการบริหารต้นทุนและการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายธุรกิจที่หลากหลาย โดยโครงสร้างรายได้ของ CRC ครอบคลุมทั้งห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านวัสดุก่อสร้าง และค้าปลีกเฉพาะทาง ทำให้สามารถกระจายความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ขณะเดียวกัน การขยายธุรกิจไปยังเวียดนามซึ่งยังมีอัตราการเติบโตของการบริโภคสูงกว่าประเทศไทย ช่วยหนุนผลประกอบการโดยรวม”
สำหรับปีที่ผ่านมา CRC เดินหน้าปรับพอร์ตธุรกิจครั้งสำคัญ โดยลดบทบาทในตลาดยุโรป และหันมาเน้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ และเพิ่มสัดส่วนรายได้จากตลาดที่ยังมีศักยภาพ
นอกจากการขยายสาขา บริษัทเร่งพัฒนาโมเดลค้าปลีกใหม่ เช่น ร้าน Auto1 ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ด้านบริการยานยนต์ และโมเดล Tops Daily Hybrid ที่ผสมผสานสินค้าหลายประเภทในร้านเดียว เพื่อเพิ่มยอดขายต่อพื้นที่และเพิ่มความถี่ในการเข้าร้านของลูกค้า
อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญคือการใช้ข้อมูลสมาชิกผ่านแพลตฟอร์ม The 1 ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกในไทยมากกว่า 23 ล้านราย และเริ่มขยายไปเวียดนาม โดยมีสมาชิกเพิ่มกว่า 4 ล้านรายภายในเวลาไม่ถึงสองเดือน สะท้อนความพยายามของผู้ค้าปลีกในการใช้ข้อมูลลูกค้าเป็นฐานในการแข่งขัน
ทางด้าน นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA กล่าวว่า ผลประกอบการปี 2568 เติบโตสวนทางภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศที่ยังชะลอตัว โดยมีรายได้รวม 21,779 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% ขณะที่กำไรสุทธิพุ่งขึ้น 52% อยู่ที่ 2,917 ล้านบาท จากการบริหารต้นทุนและการขยายตลาดต่างประเทศ พร้อมเตรียมเสนอจ่ายเงินปันผลครึ่งปีหลังในอัตรา 0.39 บาทต่อหุ้น ทำให้ทั้งปีจ่ายเงินปันผลรวม 0.75 บาทต่อหุ้น โดยจะเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 27 เมษายน 2569 นี้
ทั้งนี้แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะเมียนมาและเวียดนาม ซึ่งยอดขายขยายตัวต่อเนื่องตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการขยายตัวของภาคก่อสร้าง ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่บริษัทปรับกลยุทธ์ด้านช่องทางจำหน่ายและพอร์ตสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละประเทศ
ขณะที่ในประเทศ แม้ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่บริษัทสามารถรักษาระดับรายได้ได้จากการขยายพอร์ตสินค้าไปยังกลุ่มเคมีภัณฑ์ก่อสร้างและวัสดุตกแต่งบ้าน ซึ่งได้อานิสงส์จากความต้องการซ่อมแซมและปรับปรุงที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้น
“TOA เตรียมเดินหน้ากลยุทธ์ระยะต่อไป โดยเน้นขยายการเติบโตในตลาดอาเซียนควบคู่กับการรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจสี พร้อมเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านระบบดิจิทัลและออโตเมชัน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน บริษัทพยายามขยายบทบาทจากผู้ผลิตสินค้า ไปสู่การให้บริการโซลูชันที่ครอบคลุมมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาทักษะบุคลากรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม และวางเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว”
ส่วนนางสาวสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX กล่าวว่า ในปี 2568 มีรายได้อยู่ที่ 47,393 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.1% จากปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 769 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.65% สะท้อนการกลับมาขยายตัวของตลาดเทคโนโลยี หลังผ่านช่วงชะลอตัวในช่วงก่อนหน้า
ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทมีมติจ่ายเงินปันผลครึ่งปีหลังหุ้นละ 0.38 บาท เมื่อรวมกับเงินปันผลระหว่างกาล 0.10 บาท ทำให้ทั้งปีจ่ายเงินปันผลรวม 0.48 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดจ่ายในเดือนพฤษภาคม 2569
การเติบโตในปีที่ผ่านมาส่วนหนึ่งมาจากยอดขายสินค้าในกลุ่ม Apple สมาร์ทโฟนที่รองรับ AI อุปกรณ์สวมใส่ และสินค้าเกมมิ่ง รวมถึงการเปิดตัวเครื่องเล่นเกม Nintendo Switch รุ่นใหม่ในช่วงกลางปี ซึ่งช่วยกระตุ้นความต้องการในตลาดผู้บริโภค ขณะที่กลุ่มลูกค้าองค์กรเริ่มกลับมาลงทุนในระบบไอทีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมากขึ้น
“แม้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และกำลังซื้อยังไม่กลับมาเต็มที่ แต่ความต้องการเทคโนโลยียังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Cloud ซึ่งองค์กรธุรกิจใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน นอกจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น บริษัทสามารถปรับปรุงความสามารถในการทำกำไร จากการบริหารต้นทุนและปรับโครงสร้างสินค้าไปสู่กลุ่มที่มีอัตรากำไรสูงขึ้น รวมถึงการลงทุนในระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์และรองรับการเติบโตในอนาคต”