
BDMS Wellness กางแผนใหญ่ นำทีมรัฐและเอกชน สร้าง Wellness Ecosystem ดันไทยสู่เบอร์ต้น “ฮับท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ”
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาคำว่า “Wellness” ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ไลฟ์สไตล์ แต่กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่ทั่วโลกกำลังเร่งช่วงชิงบทบาทความเป็นผู้นำ และประเทศไทย คือ หนึ่งในประเทศที่ถูกจับตามองมากที่สุดเวลานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาค “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” (Wellness Tourism) ที่คนมองหาสถานที่พักผ่อน รักษา ฟื้นฟู ทั้งร่างกายและจิตใจไปพร้อมกัน
ข้อมูลล่าสุดจาก Global Wellness Institute (GWI) ชี้ให้เห็นว่าในปี 2022-2023 ธุรกิจ Wellness ไทยมีอัตราการเติบโตถึง 28.4% สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลก สร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.2 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกันในปี 2023-2024 มูลค่าการเติบโตของตลาด Wellness Tourism ไทยเติบโตถึง 36.4% สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก
อย่างไรก็ตามแม้ไทยจะถูกขนานนามว่าเป็น “สวรรค์แห่งการดูแลสุขภาพ” และตัวเลขข้างต้นยังสะท้อนชัดว่า ประเทศไทยไปได้ไกลกว่านี้มาก แต่ที่ผ่านมาภาพของ Wellness ในบ้านเรากลับเหมือนจิ๊กซอว์ที่วางกระจัดกระจาย ภาคธุรกิจและภาครัฐ ต่างคนต่างทำในมุมของตนเอง ไม่มีการเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ จุดนี้เองทำให้ไทยพลาดโอกาสมหาศาลในการรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไปโดยไม่รู้ตัว
ทั้งหมดนี้ คือ จุดเริ่มต้นที่ทำให้ “BDMS Wellness Clinic” ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันในเครือบริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ชวนภาครัฐและเอกชนมาวางโครงสร้าง Wellness Ecosystem ระบบนิเวศเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ครอบคลุมทุกความต้องการของนักท่องเที่ยว ภายใต้แนวคิด The Journey Within ที่จะช่วยเพิ่มมูลค่ามหาศาลทางเศรษฐกิจ และทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการดูแลชีวิตอย่างแท้จริง
นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ หมอแอมป์ ผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนระบบนิเวศคนสำคัญ อธิบายโมเดลนี้ไว้ชัดเจนในกรอบ “Travel-Stay-Scientific Wellness” คือ เชื่อมตั้งแต่เดินทางมาถึง เข้าพัก ตรวจสุขภาพเชิงลึกในระดับเซลล์ เช่น การตรวจเทโลเมียร์ การตรวจ Epigenetics การตรวจระดับวิตามิน ฮอร์โมน แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ตลอดจนการออกแบบโปรแกรมอาหาร โปรแกรมฟื้นฟูร่างกายและจิตใจให้ทั้งหมดทำงานเป็นระบบเดียวกัน ภายใต้แผนการดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล
อธิบายง่ายๆ คือ ลองนึกภาพนักท่องเที่ยวคนหนึ่งบินมาไทย เขาไม่ได้มาเที่ยวอย่างเดียว แต่มาดูแลสุขภาพจริงจัง พักโรงแรมสาย Wellness ที่มีบริการให้ตรวจสุขภาพละเอียด ข้อมูลถูกส่งต่อให้หมอ โรงแรม เทรนเนอร์ ร้านอาหาร ช่วยออกแบบโปรแกรมเฉพาะตัว จากนั้นอยากไปเที่ยวภูเก็ต เชียงใหม่ หรือสมุย การดูแลก็ยังต่อเนื่อง เพราะทุกที่อยู่ใน Wellness Ecosystem เดียวกัน นักท่องเที่ยว 1 คนทำให้เงินหมุนทั้งระบบ
นายแพทย์ตนุพล มองว่าแต่ละวงการอย่างรีสอร์ทเพื่อสุขภาพ การแพทย์แผนไทย สมุนไพร ซาวน่า มวยไทย ต่างก็มีมูลค่าอยู่แล้ว แต่ถ้านำทั้งหมดมารวมเป็น Wellness Ecosystem มูลค่าจะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด เพิ่มการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวและทำให้เงินหมุนทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่การแพทย์ งานวิจัย ไปจนถึงเกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพร ซึ่งนี่อาจเป็นทางรอดใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาวอีกด้วย
“ประเทศไทยอาจแข่งขันด้านอุตสาหกรรมใหม่หรือเทคโนโลยีบางด้านได้ยาก แต่ในด้านบริการทางสุขภาพ การดูแลชีวิต เรามีศักยภาพสูงมาก ถ้าเรายกระดับ Wellness จากราคาถูกไปสู่ Wellness ที่มีคุณค่า มีการแพทย์ มีการวัดผล และมีมาตรฐานระดับโลก เราจะไม่ใช่ประเทศที่ขายแรงงานราคาถูก แต่เป็นประเทศที่ขายคุณภาพชีวิต”
นอกจากนี้ นายแพทย์ตนุพล ยังวิเคราะห์ให้ถึงศักยภาพของประเทศไทยที่เราถือเป็นไม่กี่ประเทศที่มีองค์ประกอบหลักของ “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” ที่ครบถ้วน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นจุดแข็งที่ทำให้ได้เปรียบกว่าหลายประเทศทั่วโลก ได้แก่ แหล่งท่องเที่ยวและธรรมชาติที่สวยงาม อาหารและโภชนาการแบบไทย ๆ สมุนไพรไทย การบริการแบบไทย แพทย์แผนไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่ ซึ่งถ้าเราสามารถรวมทั้ง 5 อย่างนี้เป็นระบบเดียวกันได้ เราจะขึ้นมาเป็น Wellness Destination ที่แข่งขันกับใครก็ได้ โดยมีการกำหนดเป้าหมายไว้ว่าจะดันให้ Wellness Tourism ไทยกลับไปติด Top 5 ของโลก และ Wellness Economy ติด Top 10 ให้ได้
ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่แค่การรวมองค์กรใหญ่ ๆ มาอยู่ในโปรเจกต์เดียวกันเท่านั้น แต่เป็นการกำหนดบทบาทของแต่ละภาคส่วนให้ชัดว่าใครทำอะไร และช่วยต่อจิ๊กซอว์ตรงไหน เพื่อให้ Wellness Ecosystem ของประเทศไทยเกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่แค่แนวคิดบนกระดาษ แต่เป็นระบบที่เดินหน้าได้ในทางปฏิบัติ
มนาเทศ อันนวัฒน์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด (TPC) เล่าว่า Thailand Privilege ทำหน้าที่เป็นเกตเวย์ให้ชาวต่างชาติด้วยความมั่นใจในการใช้ชีวิตว่าถ้าเข้ามาอยู่ไทยจะมี Medical Hub ที่ได้มาตรฐานรองรับ โดยเฉพาะกลุ่มกำลังซื้อสูงและกลุ่มพำนักระยะยาว ตัดสินใจเลือกประเทศไทยเป็นบ้านหลังที่สองได้ง่ายขึ้น ขณะที่ เพลินพิศ โกศลยุทธสาร ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมการตลาดด้านการท่องเที่ยวและพันธมิตร บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ Bangkok Airways เชื่อมต่อให้เห็นถึงบทบาทของสายการบินว่าไม่ใช่แค่พาผู้โดยสารจากจุด A ไปจุด B แต่เป็นจุดเริ่มต้นของ Wellness Journey และเป็นสะพานเชื่อมที่ทำให้การเดินทางกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Wellness Ecosystem แบบไร้รอยต่อ
ดิฐวัฒน์ อิสสระ กรรมการและผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ตัวแทนผู้บริหารโรงแรมศรีพันวา ภูเก็ต และ อาริญา ปราสาททองโอสถ ประธานผู้บริหารโรงแรมเซเลส สมุย (CELES SAMUI) พันธมิตรโรงแรมระดับ 6 ดาวทั้งสอง อธิบายถึงบทบาทของโรงแรม (Hospitality) ที่ทำให้การรักษาฟื้นฟูและการท่องเที่ยวกลายเป็นเรื่องเดียวกัน ประเทศไทยเป็นหนึ่งในหมุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลกอยู่แล้ว แต่การเติมเต็มด้าน Scientific Wellness เข้าไปในบริการโรงแรม จะช่วยสร้างความแตกต่างและดึงดูดตลาดที่มีกำลังซื้อสูง
ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า ผู้เข้ารับบริการที่อยากมองหาการฟื้นฟูร่างกายไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลเสมอไป แต่สามารถฟื้นฟูร่างกายในบรรยากาศธรรมชาติ จากการทำงานร่วมกับ BDMS Wellness ข้อมูลสุขภาพจากกรุงเทพฯ จะถูกส่งตรงถึงรีสอร์ตเพื่อนำมาออกแบบโปรแกรมการพักผ่อนให้ตรงกับผลตรวจของลูกค้าแต่ละคน หรือลูกค้าสามารถเจาะเลือด รับวิตามิน หรือปรึกษาแพทย์ในบรรยากาศที่ไม่ตึงเครียด พร้อมอาหารสุขภาพที่คำนวณโดยนักโภชนาการแต่ยังอร่อย ผลตรวจสามารถส่งเข้าแล็ปส่วนกลางได้ทันที ทำให้การดูแลสุขภาพไม่สะดุดแม้จะอยู่ต่างจังหวัด
ด้าน ณรงค์ฤทธิ์ กาละพุฒ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็มส์ จำกัด (N Health) ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ภายใต้ BDMS ที่ทำหน้าที่เป็นแล็บตรวจวิเคราะห์เชิงลึก ตั้งแต่ระดับชีวเคมีไปจนถึงพันธุกรรมเพื่อส่งต่อฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่แม่นยำให้กับส่วนอื่น ๆ เสมือนเป็นกระดูกสันหลังให้กับคำว่า Scientific Wellness โดยการสนับสนุนด้านข้อมูลการแพทย์ให้โรงแรมสามารถให้บริการเจาะเลือดหรือเก็บตัวอย่างได้โดยไม่ต้องตั้งห้องแล็บเอง ทำให้ Supply Chain ของการดูแลสุขภาพสั้นลงและเข้าถึงง่ายขึ้น
โดยรวมแล้วทุกคนเห็นตรงกันว่า หากการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Hub สำเร็จได้จริงสิ่งนี้จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย โดยจุดร่วมที่สำคัญที่สุด คือ ทุกองค์กรไม่ได้มองแยกส่วนธุรกิจของใครของมันอีกต่อไป แต่มองว่า “การท่องเที่ยว” และ “สุขภาพ” ต้องถูกหลอมรวมเป็นเรื่องเดียวกันเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ที่ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกอยากกลับมาประเทศไทยซ้ำแล้วซ้ำอีก
สุดท้ายเรื่องนี้ไม่ใช่แค่หาเงินจากต่างชาติ แต่คือการยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย และรีแบรนด์ประเทศ จากเมืองท่องเที่ยวธรรมดาสู่จุดหมายปลายทางด้านสุขภาพที่ใครมาแล้วต้อง “อายุยืนขึ้น ตายช้าลง” นี่คือภาพของประเทศไทยในฐานะ The Land of Life ที่ BDMS Wellness และพันธมิตรภาครัฐเอกชนพยายามทำให้เกิดขึ้นจริง