
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ท่ามกลางการขยายตัวของอุตสาหกรรมกาแฟไทยที่ล่าสุดมูลค่าตลาดรวมพุ่งแตะ 65,000 ล้านบาท โดยมีเซกเมนต์ “กาแฟสเปเชียลตี้” เป็นหัวหอกหลักครองสัดส่วนถึง 46% หรือประมาณ 30,000 ล้านบาท ที่โต 10-15% ต่อปี แต่กลับมีช่องว่างขนาดใหญ่ในด้านราคา ล่าสุด ZUS COFFEE (ซุส คอฟฟี่) แบรนด์กาแฟสเปเชียลตี้จากมาเลเซียที่มีสาขาทะลุ 1,000 แห่งทั่วอาเซียน ได้กระโดดเข้าร่วมวงไพบูลย์ในไทยอย่างเป็นทางการ โดยเน้นการใช้ “ราคา” เป็นอาวุธหนักในการเจาะตลาด
นางสาวภัทธนันต์ มีสิริพีราธร ผู้จัดการทั่วไป ZUS COFFEE ประเทศไทย กล่าวว่า จุดแข็งที่สุดที่จะใช้สู้ในตลาดไทยคือการทำให้กาแฟคุณภาพสูงเป็นสิ่งที่ “เข้าถึงได้ทุกวัน” โดยวางโครงสร้างราคาเริ่มต้นที่ 65 บาท ซึ่งต่ำกว่าแบรนด์พรีเมียมระดับสากลถึง 20-30% เป้าหมายคือการเปลี่ยนให้กาแฟสเปเชียลตี้ไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือยแต่เป็น Daily Coffee สำหรับคนทำงานและคนรุ่นใหม่ โดยตั้งเป้าขยายให้ครบ 50 สาขาภายในปี 2569 เน้นพื้นที่ทำเลทองที่เข้าถึงง่าย
หัวใจของการทำราคาให้ต่ำกว่าตลาด แต่ยังคงคุณภาพระดับสเปเชียลตี้ คือโมเดล “App-first” และ “New Retail” ที่ตัดทอนต้นทุนส่วนเกินจากการจัดตั้งหน้าร้านขนาดใหญ่และการบริหารจัดการที่ซับซ้อน โดยเน้นให้ลูกค้าสั่งผ่านแอปพลิเคชันและรับสินค้าเอง (Self Pickup) หรือใช้บริการเดลิเวอรี ข้อมูลจากการสั่งซื้อผ่านดิจิทัลช่วยให้แบรนด์บริหารจัดการสต็อกและวัตถุดิบได้อย่างแม่นยำ ลดการสูญเสีย (Wastage) จนสามารถนำส่วนต่างของต้นทุนที่ประหยัดได้มาทำราคาขายที่ดึงดูดใจผู้บริโภคไทยได้มากกว่าคู่แข่ง
ด้าน นายเวนอน เทียน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการกลุ่ม ZUS COFFEE กล่าวว่า ไทยเป็นตลาดที่ปราบเซียนแต่มีโอกาสมหาศาลหากวางตำแหน่งสินค้าได้ถูกต้อง การนำแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยีมาผสานกับ “ราคาที่ปฏิเสธไม่ได้” จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ ZUS เติบโตอย่างรวดเร็วเหมือนในมาเลเซียและฟิลิปปินส์ โดยโมเดลร้านในไทยจะเน้นความคล่องตัวสูงเพื่อแทรกตัวเข้าสู่ทุกหัวมุมถนน
สำหรับการบุกตลาดไทยครั้งนี้ ZUS COFFEE ยังเดินหน้า “ทุบราคา” หนักขึ้นเพื่อแจ้งเกิด ด้วยโปรโมชันเปิดตัวขายเพียงแก้วละ 49 บาท เมื่อสั่งผ่านแอปพลิเคชัน ระหว่างวันที่ 30 ม.ค. – 7 ก.พ. นี้ ซึ่งถือเป็นการใช้กลยุทธ์ราคาเพื่อดึงลูกค้าเข้าสู่ระบบนิเวศดิจิทัลของแบรนด์ในทันที
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ “สงครามราคากาแฟพรีเมียม” ในไทย ที่จะบีบให้ผู้เล่นรายเดิมต้องปรับตัวอย่างหนัก เพราะในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูง แต่พฤติกรรมผู้บริโภคยังต้องการสินค้าคุณภาพ และต้องการดีราคาถูก