
"ธัญญ่า - ธัญทิพ" ทายาท เจียรวนนท์ ทุ่ม 2.4 พันล้าน ปั้น Eden Country Club โครงการไพรเวทคลับหรูแห่งแรกในไทย เจาะเศรษฐี “บางนา-ตราด” แบบสมาชิก จากที่ดินเก่าของตระกูล สู่เกมใหม่อสังหาฯ ไทย
ถ้าย้อนไปเมื่อไม่กี่สิบปีก่อน ชื่อของ “บางนา-ตราด” อาจยังถูกจดจำในฐานะถนนสายอุตสาหกรรม ทางผ่านไปชลบุรี หรือโซนโกดังและโลจิสติกส์ แต่วันนี้ ภาพของย่านนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ปัจจุบัน บางนา-ตราด กำลังค่อย ๆ กลายเป็น ฮับใหม่ของคนรวยฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ พื้นที่ที่เต็มไปด้วยบ้านหลังใหญ่ โครงการวิลล่าหรู สนามกอล์ฟ โรงเรียนนานาชาติ และคอมมูนิตี้ระดับพรีเมียม ที่ดึงดูดทั้งนักธุรกิจ ผู้บริหาร และครอบครัวที่มีกำลังซื้อสูงให้ย้ายออกจากใจกลางเมือง มาสร้าง “ฐานชีวิต” ในย่านที่ได้ทั้งพื้นที่ ความเป็นส่วนตัว และการเดินทางที่เชื่อมต่อเมืองได้ง่าย
ทำให้วันนี้ ถนนเส้นนี้ไม่ใช่แค่ทำเลอยู่อาศัย แต่กำลังกลายเป็น โซนไลฟ์สไตล์ของชนชั้นบน ที่ทุกอย่างถูกออกแบบมาให้ใหญ่ขึ้น เงียบขึ้น และคัดคนมากขึ้น ตั้งแต่บ้านราคาหลายสิบล้าน ไปจนถึงระดับร้อยล้าน
และในจังหวะที่บางนา-ตราด กำลังถูกยกระดับจาก “ชานเมือง” เป็น “ย่านคนรวย” แลนด์ลอร์ดรายใหญ่ในพื้นที่อย่าง ตระกูลเจียรวนนท์ ซึ่งเป็นทั้งเจ้าของอภิมหาโปรเจกต์ “เดอะ ฟอเรสเทียร์” มูลค่ากว่า 1.25 แสนล้านบาท ผ่าน MQDC ในเครือ CP รวมถึงโรงเรียนนานาชาติคอนคอร์เดียน และแลนด์แบงก์สำคัญอีกหลายแปลง ก็เริ่มขยับหมากอีกครั้ง
ครั้งนี้เป็นการขยับโดย ทายาทเจน 3 ของตระกูล เพื่อบุก “น่านน้ำใหม่” ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ผ่านโปรเจกต์ที่ไม่ได้ขายบ้านหรือที่ดินโดยตรง แต่ขาย “คอมมูนิตี้” และ “วิถีชีวิต” ภายใต้ชื่อ Eden Country Club โครงการไพรเวทเมมเบอร์คลับรูปแบบใหม่ ที่ถูกวางให้เป็นมากกว่าคันทรีคลับหรือสปอร์ตคลับแบบที่ตลาดคุ้นเคย
หัวเรือของโปรเจกต์นี้คือ “ธัญญ่า - ธัญทิพ เจียรวนนท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีเดน เอสเตท คอร์ปอเรชั่น จำกัด ลูกสาวของ “สุภกิต-มาริษา เจียรวนนท์” และเป็นหลานของ “ธนินท์ เจียรวนนท์” เจ้าสัวเครือเจริญโภคภัณฑ์
ธัญญ่าไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการอสังหาฯ เธอเคยมีประสบการณ์ร่วมพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมหรู The Strand Thonglor และเป็นเจ้าของโปรเจกต์ Eden Ekkamai คอนโดมิเนียมแบบ Low-Density ที่มีเพียง 17 ยูนิต ทั้งโครงการ ทุกยูนิตมีลิฟต์ส่วนตัว ในราคาเริ่มต้นราว 70 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนแนวคิดการพัฒนาที่เน้น “ความแตกต่าง” และการสร้างมูลค่าในระยะยาว มากกว่าการเล่นเกมปริมาณ
แนวคิดของ Eden Country Club เริ่มต้นจากประสบการณ์ส่วนตัวของเธอที่เติบโตในฮ่องกง เมืองที่วัฒนธรรมคลับฝังอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน ครอบครัวสามารถใช้เวลาอยู่ในพื้นที่เดียวได้ทั้งวัน ทั้งออกกำลังกาย พบปะสังสรรค์ ทำกิจกรรมกับลูก หรือพักผ่อน โดยไม่ต้องเคลื่อนย้ายหลายที่
ในมุมของเธอ เล่าว่า แม้วันนี้ประเทศไทยจะมีห้างดี ๆ มีโครงการที่อยู่อาศัยคุณภาพสูงจำนวนมาก แต่ยังขาด “พื้นที่ส่วนตัว” ที่สามารถรองรับการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างครบถ้วนในที่เดียว และมีความเป็นเมมเบอร์คลับอย่างแท้จริง
นั่นจึงกลายเป็นโจทย์ของ Eden Country Club การสร้าง Private Members’ Club ที่ไม่ใช่คันทรีคลับแบบเดิม ไม่ใช่สปอร์ตคลับ และไม่ใช่คลับสังคมเฉพาะกลุ่ม แต่เป็นการหลอมรวมศาสตร์ของ Luxury Hospitality, Sport, Wellness, Leisure และ Community เข้าไว้ในประสบการณ์เดียว และจำกัดจำนวนสมาชิก เพื่อคงคุณภาพการใช้งานและความเป็นส่วนตัวในระยะยาว
ในเชิงกายภาพ โครงการตั้งอยู่บนที่ดินราว 24 ไร่ ในซอยบางนา–ตราด 66 เชื่อมออกได้สองทาง ทั้งถนนบางนา-ตราด และถนนวงแหวนกาญจนาภิเษก ตัดใหม่ อยู่ใกล้ ทั้งสนามกอล์ฟ เมกะบางนา และโรงเรียนนานาชาติคอนคอร์เดียน (ของตระกูลเจียรวนนท์) ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กของย่าน
เม็ดเงินลงทุนทั้งโครงการอยู่ที่ราว 2.4 พันล้านบาท วางกรอบระยะเวลาคืนทุนไม่เกิน 7 ปี โดยตั้งเป้าจำนวนสมาชิกขั้นต่ำราว 1,500 ราย และในปีแรกคาดว่าจะมีสมาชิกประมาณ 220 ราย
ตัวโครงการประกอบด้วยอาคารหลัก 6 อาคาร ตั้งแต่ Clubhouse, Sport Building, Tennis & Padel Complex, Wellness Building ไปจนถึง Banquet Hall รวมพื้นที่ใช้สอยกว่า 42,000 ตารางเมตร โดยมีกำหนดเริ่มก่อสร้างในช่วงครึ่งหลังปี 2569 และคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดใช้อย่างเต็มรูปแบบในปี 2571
เบื้องหลังงานออกแบบ ยังดึงทีมระดับนานาชาติเข้ามาร่วมงาน ตั้งแต่ SCDA Architects จากสิงคโปร์, Tandem Architects, Landscape Tectonix และ Blink Design Group เพื่อวางภาพของโครงการให้เป็นมากกว่าสิ่งปลูกสร้าง แต่เป็น “พื้นที่ชีวิต” ที่เชื่อมผู้คน กิจกรรม และความสัมพันธ์เข้าด้วยกัน
ในมุมของผู้พัฒนา Eden Country Club ไม่ได้มองโปรเจกต์นี้เป็นเพียงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของเมืองฝั่งตะวันออก ที่กำลังเปลี่ยนจากพื้นที่รองรับอุตสาหกรรม มาเป็นย่านที่อยู่อาศัยและไลฟ์สไตล์ระดับบน และเชื่อว่าการเติบโตของเมืองในแนวนี้ จะเป็นฐานดีมานด์สำคัญของตลาดเมมเบอร์คลับในระยะยาว
เหนือไปกว่านั้น การขยับของ Eden ยังสะท้อนภาพใหญ่ของตลาดอสังหาฯ ไทย ที่ผู้พัฒนาเริ่มมองหา “รูปแบบใหม่” มากกว่าการแข่งขันในตลาดแมส เพราะในวันที่กำลังซื้อถูกบีบ และการแข่งขันรุนแรงขึ้น การมี ลูกค้าเฉพาะกลุ่ม และโปรดักต์ที่แตกต่าง อาจกลายเป็นหนึ่งในทางรอดของธุรกิจและเมื่อมาถึงเรื่อง “ราคา” ตัวเลขก็ทำหน้าที่คัดกรองกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจนตั้งแต่ต้น
สำหรับแพ็กเกจราคาของ Private Members’ Club โครงการ “Eden Country Club” ตัวเลขที่ใช้คัดกรองสมาชิกตั้งแต่ด่านแรก ก็บอกชัดแล้วว่านี่ไม่ใช่คลับสำหรับคนทั่วไป
แพ็กเกจสูงสุด “Legacy” สมาชิกระยะเวลา 15 ปี ถูกตั้งราคาไว้ที่ราว 2.2 ล้านบาท ต่อสมาชิก ซึ่งไม่ได้ซื้อแค่สิทธิ์เข้าใช้สถานที่ แต่เป็นการซื้อ “วิถีชีวิต” ระยะยาว ที่ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ของครอบครัว ใช้ต่อเนื่องข้ามรุ่น และขยายสิทธิ์ไปยังสมาชิกครอบครัวได้หลายคน
ขณะที่แพ็กเกจ “Chapter” สมาชิกระยะเวลา 3 ปี ตั้งราคาไว้ราว 8 แสนบาท ทำหน้าที่เป็นประตูบานแรกของโลก Private Club สำหรับคนที่อยากก้าวเข้ามาสัมผัสระบบนิเวศของ Eden ก่อนตัดสินใจผูกพันในระยะยาว
ถ้ามองผิวเผิน ตัวเลขระดับ “หลักล้าน” สำหรับค่าสมาชิก อาจดูแรงสำหรับคนทั่วไป แต่ในโลกของลูกค้ากลุ่มนี้ นี่คือราคาของการแลกกับ “พื้นที่คุณภาพ” คอมมูนิตี้คัดคน และประสบการณ์ที่ไม่ต้องแชร์กับคนหมู่มาก และนั่นทำให้ Eden Country Club ไม่ได้แข่งขันกันที่จำนวนสมาชิก แต่แข่งขันกันที่ว่า ใครได้สิทธิ์เป็น “ส่วนหนึ่งของคลับ” แห่งนี้ต่างหาก
ติดตามข่าวสารด้านการตลาด กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney