“ธวัช มานะวงศ์” จากลูกจ้างสู้ผู้ประกอบการ กับเส้นทางความสำเร็จเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ "สมาร์ทโฮม"

Business & Marketing

Marketing & Trends

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

“ธวัช มานะวงศ์” จากลูกจ้างสู้ผู้ประกอบการ กับเส้นทางความสำเร็จเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ "สมาร์ทโฮม"

Date Time: 24 ม.ค. 2569 04:30 น.

Summary

ในยุคที่แบรนด์ต่างชาติยึดตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าแทบทั้งหมด การเติบโตของเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กแบรนด์ไทย อย่าง “สมาร์ทโฮม” หรือ SMART HOME ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของยอดขายพุ่งทะยาน แต่เป็น “บทเรียนธุรกิจ” และเบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์ที่เริ่มจากคนตัวเล็กที่กล้าฝัน

Latest

PRAKAAN (ปราการ) รุกตลาดสุราเต็มสูบ ปั้นซิงเกิลมอลต์วิสกี้ไทยสู่โลก

ในยุคที่แบรนด์ต่างชาติยึดตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าแทบทั้งหมด การเติบโตของเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กแบรนด์ไทย อย่าง “สมาร์ทโฮม” หรือ SMART HOME ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของยอดขายพุ่งทะยาน แต่เป็น “บทเรียนธุรกิจ” และเบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์ที่เริ่มจากคนตัวเล็กที่กล้าฝัน และกล้าลงมือทำมากกว่าคนอื่นหนึ่งก้าว จากสายงานจัดซื้อ เป็นคนหลังบ้านในวงการค้าปลีก ก่อนจะพลิกบทบาทขึ้นมาเป็นผู้ประกอบการ ที่ปั้นแบรนด์ไทยจนยอดขายแตะพันล้าน

“คุณธวัช มานะวงศ์” เกิดและโตที่เชียงใหม่ เรียนจบคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยพายัพ เขาเริ่มงานแรกเป็นพนักงานขายที่ “นิยมพานิช” ดีลเลอร์เครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ในเชียงใหม่ ก่อนจะย้ายไปเป็นจัดซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ห้าง Auchan ดอนจั่น เชียงใหม่ ก่อนที่ “บิ๊กซี” จะเข้ามาเทกโอเวอร์ Auchan และเปลี่ยนมาเป็น “บิ๊กซี” ทำให้เขาได้เข้ามาเป็นฝ่ายจัดซื้อให้กับ “บิ๊กซี” ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ บทบาทนี้เองทำให้เขาเข้าใจห้างค้าปลีก ตั้งแต่ระบบหลังบ้าน การจัดหาสินค้า การประสานกับโรงงานผู้ผลิตจากจีน ประกอบกับประสบการณ์หน้างาน ทำให้เขาเห็น “ช่องว่าง” ในตลาด

จึงตัดสินใจลาออกมาเป็นผู้ประกอบการเอง โดยเริ่มจากนำเข้าเตาแก๊สจากจีน เข้ามาขายใน “บิ๊กซี” ทำอยู่ 2 ปี ยอดขายดีขึ้นทุกเดือน ความสำเร็จนี้กลายเป็นฐานความมั่นใจ หลังจากนั้นได้มีนายทุนมาเสนอให้เขานำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีนมาสร้างเป็นแบรนด์ไทย โดยเสนอเงินลงทุนให้และแบ่งกำไรกัน ทำให้เขาได้เรียนรู้ถึงการเป็นผู้ประกอบการอย่างเต็มตัว แต่เมื่อทำมาระยะหนึ่ง แม้จะมียอดขายดีต่อเนื่องแต่เขารู้สึกถึงข้อจำกัดในการบริหารจัดการที่ต้องพึ่งพาคนอื่นมากเกินไป

“อยากสร้างแบรนด์ของตัวเอง...ต้องเป็นคนคุมเกมเองทั้งหมด” ในที่สุดจึงตัดสินใจแยกตัวออกมา โดยร่วมหุ้นกับเพื่อนที่รู้มือกันซึ่งเป็นอดีตเพื่อนร่วมงานอีก 2 คน โดยเขายังคงทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาสินค้าจากเมืองจีน หุ้นส่วนอีกคนเป็นฝ่ายขาย ประสานห้างค้าปลีกและดีลเลอร์มาเป็นตัวแทนขาย ส่วนอีกคนดูเรื่องเงินและหาแหล่งเงินทุน โดยเริ่มแรกมีเงินทุนตั้งต้นที่ 27 ล้านบาท ใช้ห้องรับแขกที่บ้านเป็นห้องประชุม ในที่สุดปลายปี 2556 เครื่องใช้ไฟฟ้า “แบรนด์สมาร์ทโฮม” จึงถือกำเนิดขึ้น โดยเริ่มส่งสินค้าขายที่ “บิ๊กซี” บ้านเก่าที่คุ้นเคยเป็นที่แรก

เพียงแค่ช่วงเวลาปลายปีแรก “สมาร์ทโฮม” ทำยอดขายได้ถึง 29 ล้านบาท ปีที่ 2 ยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 100 ล้านบาท ก่อนจะพุ่งไปเกือบ 400 ล้านบาท ในปีที่ 3 และกว่า 500 ล้านบาทในปีถัดมา

จนปี 2560 ท่ามกลางวิกฤติโควิด ช่องทางจำหน่ายในร้านค้าและห้างค้าปลีกต้องปิดตัวลง ทุกคนหยุดทำงานที่บ้าน แต่ในวิกฤติย่อมมีโอกาส เมื่อพฤติกรรม Work from Home ทำให้ความต้องการสินค้าภายในบ้านพุ่งสูงขึ้นพร้อมๆกับกระแสการดูแลสุขภาพ หม้อทอดไร้น้ำมัน และหม้อสุกี้-ชาบู กลายเป็น product hero สินค้ายอดฮิตในทันที

ในวันที่ธุรกิจส่วนใหญ่ชะงักงัน แต่เขาไม่ลังเลที่จะสั่งผลิตสินค้าทั้ง 2 ตัวมาตุนในสต๊อกล่วงหน้าไว้หลายแสนใบด้วยประสบการณ์ และการ “มองตลาดขาด” หลังเห็นความต้องการที่สูงขึ้นมาก ขณะที่ช่องทางตลาดออนไลน์ และมาร์เก็ตเพลสกำลังเติบโต ผลคือยอดขายจาก 500 ล้านบาท ทะยานสู่เกือบ 1,000 ล้านบาทภายในปีเดียว!!

วันนี้ “สมาร์ทโฮม” ถือกำเนิดมาแล้ว 13 ปี สินค้าของสมาร์ทโฮมวางขายในห้างค้าปลีกทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กทุกแห่ง มีร้านค้าดีลเลอร์ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ เมื่อถามว่าอะไรทำให้แบรนด์เล็กๆแบรนด์นี้แทรกตัวเข้ามาอยู่ในสมรภูมิเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก ที่มีแบรนด์ยักษ์ใหญ่เป็นเจ้าตลาดมาเนิ่นนานได้ “คุณธวัช” บอกว่า เพราะ Design รูปลักษณ์ สินค้าที่สวย ทันสมัย วางเป็นเฟอร์นิเจอร์ได้ ในราคาที่เอื้อมถึง ตั้งใจฉีกกฎ “ของสวยฟังก์ชันดีต้องแพง” ทำให้ทุกคนเป็นเจ้าของได้ ที่สำคัญแม้ผลิตที่จีนแต่มีการควบคุมการผลิตคัดเกรดโรงงานจากจีนอย่างเข้มงวด กล้ารับประกันนานถึง 3 ปี และได้มาตรฐาน มอก.ไทย

ขณะเดียวกันได้ให้ความสำคัญกับบริการหลังการขายโดยใช้ Human Service เน้นใช้พนักงาน (Call Center) รับสายลูกค้าทันทีแทนระบบอัตโนมัติ หากสินค้ามีปัญหามี ระบบ QR Code Service ให้ลูกค้าแจ้งซ่อมเข้ามาที่ศูนย์บริการโดยตรง ไม่ว่าจะซื้อมาจากที่ไหน ไม่ต้องผ่านห้าง ไม่ต้องรอรอบ สามารถส่งเข้าศูนย์ซ่อมพระราม 2 หรือศูนย์ภูมิภาคได้ทันที และยังเน้นสื่อสารกับลูกค้า ไม่ได้ขายแค่เครื่อง แต่ขาย “วิธีใช้” ผ่านคลิปวิดีโอ และเมนูอาหาร ให้ลูกค้าใช้งานจริงได้ถูกต้องและคุ้มค่า และยังทำ CSR จริงจัง เช่น ซื้อ 1 ชิ้น ปัน 1 บาท เพื่อสร้างโรงเรียนและช่วยโรงพยาบาล ทั้งหมดนี้คือสูตรที่ทำให้ Smart Home มีทั้งเรตติ้งสินค้า–บริการที่ดี และ Brand Love สูงขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับหลักในการบริหาร ในฐานะที่เขาและหุ้นส่วนผ่านการเป็นลูกจ้างมาก่อน จึงเห็นร่วมกันในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ให้ “วันจันทร์คือวันแห่งความสุข” ปกติลูกจ้างทั่วไปมักไม่อยากให้ถึงวันจันทร์ แต่เขาเปลี่ยนวันจันทร์ที่น่าเบื่อให้เป็นวันที่มีการประชุม KPI และปิดท้ายการประชุม ด้วยจัดเลี้ยงสังสรรค์กันเบาๆในออฟฟิศ ให้พนักงานผ่อนคลาย สร้างความสัมพันธ์ที่ดีร่วมกัน

หากเกิดปัญหาข้อผิดพลาดหรือบกพร่องในการทำงาน จะยึดหลัก “แก้ปัญหาก่อนจับผิด” กันเอง เน้นไปที่การแก้ไขเบื้องต้นให้ลูกค้าก่อน แล้วค่อยกลับมาวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา เพื่อหาทางป้องกันการเกิดซ้ำ ไม่เน้นหาคนผิดมาลงโทษ คนเราผิดพลาดกันได้ เขาไม่ต้องการให้เกิดวัฒนธรรมลูกจ้างกลั่นแกล้งลูกจ้างกันเองในองค์กร ขณะที่ช่วงโควิดไม่ลดเงินเดือนหรือเลิกจ้างพนักงานที่มีกว่า 500 ชีวิต แม้ต้นทุนสูง เพื่อรักษาขวัญกำลังใจ และนั่นทำให้บริษัทกลายเป็น “บ้านหลังที่สอง” ของหลายคน

ปีนี้เขาตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 2,200 ล้านบาท จากปี 68 มียอดขายกว่า 1,700 ล้านบาท หากทำสำเร็จจะจับสลาก แจกรถยนต์เป็นรางวัล ให้พนักงาน 1 คัน ซึ่งเคยแจกมา 1 คันแล้วตอนยอดขาย 1,000 ล้าน ทำให้พนักงานกว่า 500 คน กระตือรือร้นขยันขันแข็งร่วมกันทำเป้าหมายให้ได้ไปด้วยกัน แต่สำหรับเป้าหมายใหญ่ของ “สมาร์ทโฮม” คุณธวัชบอกว่า คือการผงาดขึ้นเป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าคนไทยอันดับ 1 ทั้งยอดขายและ Market Share

นี่คือผู้ประกอบการที่โตมาจากข้างล่าง เห็น Pain Point ขององค์กรและเข้าใจพนักงาน ขณะที่รู้ความต้องการลูกค้า จึงเลือกสร้างแบรนด์สินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้จริง!!

เลดี้แจน

คลิกอ่านคอลัมน์ “Business on my way” เพิ่มเติม


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ