
นายไพศาล อ่าวสถาพร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสูงสุดสายธุรกิจอาหาร ประเทศไทย กลุ่มบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา ได้ประกาศมาตรการภาษีตอบโต้ประเทศที่สหรัฐฯ ไป ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลกจะมากน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ ท่ามกลางเทรนด์หรือแนวโน้มของธุรกิจอาหารโลกในปีนี้ที่กำลังเปลี่ยนไป จะทำให้ผู้ผลิตทั่วโลกต้องปรับตัว ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของผู้บริโภคที่ต้องการสุขภาพดี ความยั่งยืน และนวัตกรรมอาหารที่มีเรื่องราว
ทั้งนี้นโยบายภาษีของสหรัฐฯ สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค และห่วงโซ่อุปทานด้านอาหารทั่วโลก ผู้ผลิตรวมถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอาหารทั่วโลกจะต้องรีเซ็ตกลยุทธ์เพื่อรับมือสงครามการค้าใหม่ในหลายแนวทาง อาทิเช่น การลงทุนด้านการวิจัยและการพัฒนาในประเทศ โดยมองหาวัตถุดิบท้องถิ่นที่มีศักยภาพมาทดแทนวัตถุดิบที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ การกระจายแหล่งวัตถุดิบเพื่อลดการพึ่งพาประเทศเดียว การลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศที่ขายสินค้า สำหรับเทรนด์ของอาหารโลกในปีนี้จะมี 5 แนวโน้มสำคัญที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรม
1. วัตถุดิบทางเลือกและนวัตกรรมใหม่ (Unusual Ingredients) ความคิดสร้างสรรค์ในการเลือกใช้วัตถุดิบใหม่ ๆ กลายเป็นจุดขายสำคัญ ทั้งเพื่อตอบโจทย์สุขภาพ ความยั่งยืน และคุณค่าเชิงโภชนาการ เช่น โปรตีนจากเชื้อรา (Mycelium) ที่อุดมด้วยไฟเบอร์ วิตามิน และแร่ธาตุ รวมถึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เหมาะกับผู้บริโภคกลุ่ม Plant-based ที่มองหาโปรตีนทดแทน
2. สุขภาพลำไส้และไมโครไบโอม (Gut Health) กระแสรักสุขภาพลึกถึงระดับลำไส้และระบบย่อยอาหารกำลังมาแรง อาหารที่อุดมด้วยไฟเบอร์ พรีไบโอติกส์ และโปรตีนจากแมลงได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ แคนาดา และอังกฤษ ซึ่งมีผลิตภัณฑ์แมลงอบกรอบตอบโจทย์กลุ่มผู้รักสุขภาพ
3. ความยั่งยืนในดีเอ็นเอของแบรนด์ (Sustainability) ผู้บริโภคยุคใหม่เลือกอาหารจากแหล่งผลิตที่ยั่งยืน และแบรนด์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม อาหารแนว Upcycled เช่น เนื้อจากพืช หรือเนื้อจากการเพาะเลี้ยงในห้องแล็บ (Lab-grown meat) กำลังได้รับการยอมรับในฐานะแหล่งโปรตีนทางเลือกที่ลดการปล่อยคาร์บอนและของเสียในกระบวนการผลิต
4. เทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติ (AI & Automated Technology) AI กำลังกลายเป็นผู้ช่วยสำคัญในห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่การพัฒนาเมล็ดพันธุ์ การคิดสูตรอาหาร การคำนวณต้นทุน ไปจนถึงการจัดการโลจิสติกส์ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการพัฒนากาแฟสายพันธุ์ใหม่ (Arabica) ที่สามารถทนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นความท้าทายของเกษตรกรในหลายประเทศ
5. การเชื่อมโยงวัฒนธรรมผ่านอาหารท้องถิ่น (Local Food Culture) อาหารกลายเป็นตัวแทนของอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เทรนด์ใหม่ที่เห็นได้ชัดคือการนำรสชาติพื้นถิ่นมาผสมผสานกับผลิตภัณฑ์ยอดนิยม เช่น ราเมนรสต้มยำ ที่จับคู่รสชาติไทยและเกาหลีเข้าด้วยกัน กลายเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงผู้คนจากต่างภูมิภาค