
ตลาดกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าประเทศไทย (รวมกลุ่มโทรศัพท์มือถือ โน้ตบุ๊ก กล้องถ่ายรูป เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และกลุ่มทีวี) ในปี 2566 ที่ผ่านมามีมูลค่ารวมอยู่ที่ประมาณ 260,358 ล้านบาท ทรงตัวเมื่อเทียบกับปี 2565 แต่ถ้ามองในมุมจำนวนสินค้า จะอยู่ที่ประมาณ 44,886 ล้านเครื่องต่อปี ถือได้ว่าลดลงประมาณ 6%
ส่วนของเฉพาะกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน (รวมตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องปรับอากาศ และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านขนาดเล็ก) ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 30% ของตลาดรวม จะมีมูลค่าตลาดประมาณ 75,000 ล้านบาท ซึ่งเติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2565 ราว 10%
อันเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการขยายตัวของการอุปโภคบริโภค รวมทั้งการลงทุนของภาคเอกชน ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม อาทิ สภาพอากาศที่ร้อนจัดในหน้าร้อนปีที่ผ่านมา
ในส่วนผลการดำเนินงานของโตชิบา ไทยแลนด์ อเล็กซ์ มา รองประธานบริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 67 มองว่าภาพรวมตลาด การเติบโตยังบวกอาจจะไม่เยอะมากเมื่อเทียบกับ GDP จะเติบโต 2-3% โดยสินค้าที่โตที่สุด คือ หมวดเครื่องปรับอากาศอย่างแอร์ พัดลม และตู้เย็น ส่วนของโตชิบามองว่าในปี 67 กลุ่มสินค้าที่จะเติบโตที่สุดคือ เครื่องซักผ้า
ทั้งนี้ที่ผ่านมาในปี 2566 ผลประกอบการรวมเติบโตกว่า 14% จากปี 2565 หากนับย้อนหลัง 4 ปี (2019-2023) ค่าเฉลี่ยการเติบโตทำตัวเลขได้ถึง 11.1% ต่อปี โดยกลุ่มสินค้าที่สร้างรายได้สูงสุด ได้แก่ สินค้ากลุ่มตู้เย็น มีอัตราการเติบโต 4.3% รองลงมา ได้แก่ กลุ่มเครื่องซักผ้า เติบโต 16.1%
ในขณะที่กลุ่มสินค้าอื่น เช่น กลุ่มเตาอบไมโครเวฟ เติบโต 37.5% กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เติบโต 18.1% กลุ่มสินค้าเกี่ยวกับน้ำ เติบโต 14.8% และกลุ่มเครื่องปรับอากาศ เติบโตสูงถึง 127.6% และตลอด 4 ปีที่ผ่านมา (ปี 2562-2566) เราสามารถรักษาการเติบโตเฉลี่ย 4 ปี ได้ถึง 11.1% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าของโตชิบาโตทุกหมวด
“ปี 2567 เป็นปีที่โตชิบา ดำเนินธุรกิจครบรอบ 55 ปี บริษัทฯ จึงตั้งเป้าเติบโตกว่า 20% รวมทั้งตั้งเป้าการเติบโตของสินค้าแต่ละหมวดหมู่ ได้แก่ กลุ่มตู้เย็น ตั้งเป้ารุกตำแหน่งใหม่สู่ส่วนแบ่งการตลาดขึ้นเป็นอันดับ 2 ด้วยสัดส่วน 15% ในขณะที่กลุ่มเครื่องซักผ้ารักษาตำแหน่งอันดับ 3 แต่เพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเป็น 10% กลุ่มเตาอบไมโครเวฟ ชิงตำแหน่งอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 29% ส่วนหม้อหุงข้าวตั้งเป้าขึ้นเบอร์ 2 อยู่ที่ 9.5% และเครื่องทำน้ำอุ่น ต้ังเป้าอยู่ที่เบอร์ 5 สัดส่วน 8%”
สำหรับกลยุทธ์ปี 67 มีแผนการเปิดตัวสินค้าใหม่มากถึง 52 รุ่น โดยเน้นสินค้ากลุ่ม Mid to High ที่แต่เดิมมีจำนวนไม่เยอะ เพื่อรองรับดีมานด์ที่มากขึ้น โดยตั้งเป้าที่โต 2 เท่าในปีนี้ ผ่านการขยายช่องทางการจัดจำหน่าย ปรับรูปแบบสโตร์ให้ดูทันสมัย โดยเน้นขยายจุดวางสินค้ากลุ่มไฮเอนด์มากขึ้น, การเล่นกับสื่อนอกบ้าน (Out of Home) และการสร้าง Experience Store ที่เน้นการโชว์สินค้ากลุ่ม Smart Solution ซึ่งเป็นเทรนด์ของคนยุคใหม่ที่รักความสะดวกสบาย โดย 30% ของสินค้าส่วนใหญ่จะเป็นการใช้เทคโนโลยี IOT
ในส่วนการตลาดโตชิบามีแผนที่จะทุ่มงบมากกว่าเดิมถึง 3 เท่า คิดเป็นสัดส่วน 15% ของยอดขาย ถือได้ว่ามากที่สุดในรอบ 10 ปี ครอบคลุมด้านการตลาดทุกอย่างเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และเข้าถึงผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น เพราะด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป จากเดิมที่ชอบ “ความทน” หันไปสนใจเรื่องของ “ความสวยงาม” เป็นหลัก และตามมาด้วยฟังก์ชันการใช้งาน
พร้อมกับเปิดตัวพรีเซนเตอร์ “หมาก ปริญ” ที่จะมาเสริมความแข็งแกร่งให้แบรนด์ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่
ขณะที่ภาพรวมกำลังซื้อและเศรษฐกิจในปี 67 มองว่า เติบโตโดยภาพรวม เห็นชัดคือ จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ด้วยมาตรการของทางรัฐบาลที่ผลักดัน Easy E-Receipt ทำให้ยอดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าในช่วงเดือนแรกของปี 67 เติบโตขึ้นประมาณ 5% ดังนั้นหากใครมีความพร้อมก่อนก็จะได้เปรียบ โตชิบา จึงเน้นเดินหน้าเต็มกำลังเพื่อชิงกำลังซื้ออย่างแน่นอน ขณะเดียวกันยังมีแผนในการลงทุนโรงงานเพิ่มเติม เนื่องจากมีการวางแผนที่จะผลิตในประเทศมากกว่านำเข้า