
กลุ่มเซ็นทรัลประกาศว่า บริษัทได้ใช้สิทธิในการแปลงหนี้เป็นทุน จากเงินกู้ที่บริษัทในเครือของกลุ่มเซ็นทรัลให้ไว้กับ Selfridges Group (กลุ่มเซลฟริดเจส) ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวจะเสร็จสิ้น เมื่อได้รับการอนุมัติตามกฎหมายป้องกันการผูกขาด (Anti-Trust) และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้กลุ่มเซ็นทรัลจะขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่มีอำนาจในการบริหารงานบริษัทร่วมทุนที่ประกอบกิจการสรรพสินค้าในกลุ่มเซลฟริดเจส ซึ่งประกอบด้วย ห้างสรรพสินค้า Selfridges อันโด่งดังในสหราชอาณาจักร ห้างสรรพสินค้า Brown Thomas และ Arnotts ในไอร์แลนด์ และห้างสรรพสินค้า De Bijenkorf ในเนเธอร์แลนด์
การดำเนินการในครั้งนี้ ตอกย้ำจุดยืนของกลุ่มเซ็นทรัล ในฐานะเจ้าของและผู้ประกอบการกลุ่มห้างสรรพสินค้าหรูระดับลักชัวรี่ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ที่เป็นผู้คัดสรรสุดยอดแบรนด์สินค้าและผลิตภัณฑ์ชั้นนำ เพื่อมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้แก่ลูกค้า
สำหรับดีลในการเข้าถือหุ้นของเครือเซ็นทรัลได้มีมาก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ในช่วงเดือนธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งได้มีการลงนามเข้าซื้อกิจการเป็นมูลค่ากว่า 4 พันล้านปอนด์ หรือราว 1.8 แสนล้านบาท ในสัดส่วนการถือหุ้น 50% และกลุ่มซิกน่าอีก 50% ซึ่งนับเป็นหนึ่งในข้อตกลงด้านค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักรในรอบหลายปีเลยทีเดียว
ทั้งนี้ Selfridges ถือเป็นห้างสรรพสินค้าหรูระดับลักชัวรี่ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1908 โดยเศรษฐีชาวอเมริกัน Harry Gordon Selfridge ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นที่ขนานนามในฐานะห้างค้าปลีกขนาดใหญ่บนถนน Oxford ในกรุงลอนดอนที่ดึงดูดผู้ชื่นชอบแฟชั่นมายาวนาน จึงจัดว่าเป็นสวรรค์ของนักช็อป หรือ Shopping Destination ระดับเวิลด์คลาส เพราะมีแบรนด์ดังต่างๆ ให้เลือกอย่างเพลิดเพลิน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกเสร็จสรรพครบครัน การันตีด้วยรางวัล The Best Department Store in the World ถึง 4 ครั้ง ซึ่งจะเรียกว่า “ห้างที่ดีที่สุดในโลก” ก็ไม่ผิดมากนัก
สำหรับกลุ่มเซลฟริดเจส ประกอบไปด้วยห้างสรรพสินค้ารวมทั้งหมด 18 แห่ง ภายใต้ 4 แบรนด์ ใน 3 ประเทศ อาทิ ห้างสรรพสินค้า บราวน์ โธมัส และ อาร์นอตส์ ในประเทศไอร์แลนด์ ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการในครั้งนี้ทำให้ “Central” กลายเป็นเจ้าของและผู้ประกอบการกลุ่มห้างสรรพสินค้าหรูที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และขึ้นแท่นเป็นผู้นำทางด้านห้างสรรพสินค้าค้าปลีกลักชัวรี่ระดับโลกเลยก็ว่าได้
อ้างอิง Reuters