ส.อ.ท. ขานรับโครงการ “ต้นไม้” ไทยไปซาอุฯ หวังชิงส่วนแบ่งรายได้ส่งออกอย่างน้อย 2-3 แสนล้าน

Business & Marketing

Marketing & Trends

Content Partnership

Content Partnership

Tag

ส.อ.ท. ขานรับโครงการ “ต้นไม้” ไทยไปซาอุฯ หวังชิงส่วนแบ่งรายได้ส่งออกอย่างน้อย 2-3 แสนล้าน

Date Time: 11 ส.ค. 2566 16:09 น.
Content Partnership

Summary

ส.อ.ท.ดันโครงการส่งต้นไม้ไปซาอุดีอาระเบีย ที่ซาอุดีอาระเบียมีแผนปลูก 1 หมื่นล้านต้น ใน 38 สายพันธุ์ คาดจะเจรจาสำเร็จภายในสิ้นปีนี้ สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้กว่า 2 แสนล้านบาท

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า คณะของ ส.อ.ท.มีโอกาสเดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียเป็นครั้งที่สาม โดยล่าสุดร่วมกับนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 6-10 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือและส่งเสริมการเจรจาการค้า การลงทุนระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ พร้อมรับร่วมโครงการ “ต้นไม้” ไทยไปซาอุฯ เป้า 5 หมื่นล้านต้น

โดยทราบว่าซาอุดีอาระเบียมีโปรเจกต์ที่น่าสนใจคือ การปลูกต้นไม้ 5 หมื่นล้านต้นในกลุ่มประเทศอาหรับ (GCC) ตามแผน “Saudi Vision 2030” ที่ต้องการเปลี่ยนพื้นที่เสื่อมโทรมให้กลับมามีชีวิตชีวา และลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนในภูมิภาคให้ได้มากกว่า 60% โดยปัจจุบัน โครงการนี้มีแผนนำเข้าต้นไม้จากทั่วโลก เป็นเมกะโปรเจกต์ที่ซาอุดีอาระเบียหวังเปลี่ยนประเทศเป็นสีเขียว ที่ไม่ใช่แค่ภายในประเทศหรือการระดมอีก 5 ชาติอาหรับ แต่ยังผลักดันโครงการปลูกต้นไม้เพื่อนำเข้าต้นไม้จากนานาประเทศด้วย

สำหรับโอกาสทองของไทย คือ ซาอุดีอาระเบียมีแผนปลูกต้นไม้ 1 หมื่นล้านต้นใน 38 สายพันธุ์ที่ต้องนำเข้าจากทั่วโลกเพื่อให้บรรลุนโยบายซาอุดีอาระเบียสีเขียว (The Saudi Green Initiative) และไทยพร้อมร่วมสนับสนุนโครงการปลูกต้นไม้ 5 หมื่นล้านต้นทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง

เบื้องต้นทราบว่า ประเทศไทยได้รับใบสั่งซื้อเพื่อส่งออกไปแล้ว 200,000 ต้น และยังมีโอกาสให้ไทยส่งออกไปอีกมาก เพื่อสร้างรายได้ให้ภาคเกษตร โดยประโยชน์จะตกกับเกษตรกรผู้ปลูกต้นไม้ ผู้ค้า ผู้ส่งออก รวมถึงการส่งออกแรงงานและบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญไปช่วยดูแลในการปลูกและบำรุงรักษาต้นไม้

คาดเจรจาเสร็จสิ้นปีนี้ ให้เกษตรกรพร้อมร่วมโครงการต้นปี 2567

ประธาน ส.อ.ท. กล่าวด้วยว่า โครงการส่งต้นไม้ไปซาอุดีอาระเบีย ที่ซาอุดีอาระเบียมีแผนปลูก 1 หมื่นล้านต้น ใน 38 สายพันธุ์ คาดจะเจรจาสำเร็จภายในสิ้นปีนี้ และทางเกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่สนใจร่วมโครงการจะเริ่มปลูกได้ภายในต้นปี 2567 เพื่อให้ต้นไม้โตเพียงพอและส่งไปปลูกที่ซาอุดีอาระเบียได้ภายในปี 2573 ตามที่ตั้งเป้าไว้

“แนวคิดนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามอง หากทำได้จริงพื้นที่บริเวณดังกล่าวจะถูกพลิกจากทะเลทรายเป็นโอเอซิส และกลายเป็นแหล่งเสริมสร้างระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหารที่สมบูรณ์” นายเกรียงไกร กล่าว

ด้วยเหตุนี้ ล่าสุดจึงได้มอบหมายให้สถาบันอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตร (สอก.) ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นผู้รับผิดชอบหลักของโครงการ ซึ่งทางคณะทำงานภายใต้ สอก. ได้เริ่มทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมจังหวัดต่างๆ ที่เป็นสมาชิก ส.อ.ท. แล้ว เพื่อรวบรวมรายชื่อพันธุ์ไม้และข้อมูลของจังหวัดต่างๆ ที่มีความเหมาะสม สามารถเพาะพันธุ์ไม้ และพร้อมเป็นสินค้าส่งออกไปยังซาอุดีอาระเบียได้

หลังจากนั้นทาง สอก. จะเริ่มประชุมหาข้อสรุปของแต่ละภาคแล้วจะไปเจาะแต่ละจังหวัดต่อไป โดยคาดว่าจะเริ่มจากภาคเหนือซึ่งมีความพร้อมสูงสุดก่อน แล้วอาจจะตามมาด้วยภาคอีสาน และขยายไปยังภาคอื่นๆ จนครบทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม โครงการส่งต้นไม้ไปซาอุดีอาระเบีย ต้องการการสนับสนุนด้านองค์ความรู้เชิงลึกจากภาครัฐของไทย รวมถึงระบบการบริหารจัดการ การคัดเลือกพันธุ์ไม้ การขนส่ง การปลูกและดูแลรักษา รดน้ำ ซึ่งต้องอาศัยทักษะความชำนาญ เพื่อให้ต้นไม้สามารถยืนต้นในสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้ง และทนต่อการเคลื่อนที่ของเนินทรายที่เปลี่ยนแปลงตามสภาพภูมิอากาศตลอดเวลา

อีกด้านหนึ่ง ส.อ.ท. ยังต้องประสานและทำงานร่วมกับหน่วยงานราชการที่เชี่ยวชาญและมีความรู้ทางด้านเพาะพันธุ์ไม้และการปลูกต้นไม้ เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักวิชาการเกษตร เป็นต้น สำหรับให้คำแนะนำและความรู้ต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่เกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการส่งต้นไม้ไปซาอุฯ

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการสร้างความได้เปรียบกับประเทศคู่แข่งไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย อินเดีย อียิปต์ และเนเธอร์แลนด์ ที่มีโอกาสส่ง 38 พันธุ์ไม้ไปยังซาอุฯ ได้เหมือนไทย ทาง ส.อ.ท. ยังประสานงานและขอคำปรึกษากับทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อรวบรวมรายชื่อพันธุ์ไม้ท้องถิ่นของไทยที่เป็นไม้หอมมีกลิ่นตรงกับรสนิยมของชาวตะวันออกกลาง และเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศในแถบตะวันออกกลาง เพื่อนำเสนอเพิ่มเติมกับทางซาอุดีอาระเบีย นอกเหนือจาก 38 พันธุ์ไม้ที่เคยกำหนดไว้ก่อนหน้านี้

สำหรับประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ไทยจะได้รับนั้น ขณะนี้อาจจะยังไม่สามารถระบุตัวเลขที่ชัดเจนได้ แต่หากประเมินคร่าวๆ บนสมมุติฐานที่ต้นไม้ราคาระหว่าง 200-300 บาทต่อต้น ไม่รวมค่าขนส่ง หากไทยสามารถชิงส่วนแบ่งของโครงการนี้ได้ประมาณ 10% หรือราว 1,000 ล้านต้นเป็นอย่างน้อย ก็จะสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้อย่างต่ำก็ 2-3 แสนล้านบาทแล้ว

แต่โอกาสของไทยที่กล่าวมาข้างต้น คือ ซาอุดีอาระเบียมีแผนปลูกต้นไม้ 1 หมื่นล้านต้นใน 38 สายพันธุ์ที่ต้องนำเข้า ลองคิดดูว่าไทยจะได้ส่วนแบ่งอีกเท่าไหร่

Saudi Vision 2030 : อนาคตใหม่เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบีย ได้ชื่อว่าเป็นผู้ค้าน้ำมันอันดับ 1 ของโลก ล่าสุดซาอุดีอาระเบีย ไม่ได้หวังเพียงแค่ต้องการพลิกฟื้นทะเลทรายเป็นพื้นที่สีเขียว แต่เตรียมมุ่งเป้าบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero) เพื่อลดโลกร้อน ก้าวสู่การเป็นประเทศผู้นำสีเขียว

ซาอุดีอาระเบียเดินหน้าผลักดันการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้เห็นผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด สังเกตได้จากเมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2564 เจ้าชายมุฮัมหมัด บิน ซัลมาน (Mohammed bin Salman) มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้เชิญผู้นำอาหรับ 5 ประเทศ ได้แก่ กาตาร์ คูเวต บาห์เรน อิรัก และซูดาน หารือเกี่ยวกับโครงการปลูกต้นไม้ โดยตั้งเป้าปลูกต้นไม้รวม 5 หมื่นล้านต้น เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ขณะที่ไทยและซาอุดีอาระเบียได้กลับมาฟื้นความสัมพันธ์อันดีอีกครั้งในรอบ 32 ปี โดยเมื่อเดือนสิงหาคม 2565 ส.อ.ท.ได้เดินทางพร้อมด้วยภาคเอกชนกว่า 130 ราย โดยมี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำทีมหารือกับผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของซาอุดีอาระเบีย เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกัน ณ ซาอุดีอาระเบีย และมีการเริ่มหารือเรื่องแผนปลูกต้นไม้ 1 หมื่นล้านต้นใน 38 สายพันธุ์ในครั้งนั้น สัญญาณบวกของประเทศไทยจึงเริ่มต้นขึ้น

ต่อมาระหว่างวันที่ 6-10 มิถุนายน 2566 ส.อ.ท.พร้อมคณะได้เดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียอีกครั้งร่วมกับนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือและส่งเสริมการเจรจาการค้า การลงทุนระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นเวลาที่ประจวบเหมาะเนื่องจากซาอุดีอาระเบียกำลังต้องการดึงนักลงทุนจากทั่วโลกและนักลงทุนจากไทยไปร่วมเมกะโปรเจกต์ Saudi Vision 2030 โดยตั้งเป้าหมายจะนำพาซาอุดีอาระเบียไปสู่อนาคตใหม่ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมกับนโยบายในการสร้างเมืองใหม่ที่มีชื่อว่า “นีอุม” NEOM (Saudi Arabia Smart City)

และเดินหน้าร่วมสนับสนุนผลักดันโครงการปลูกต้นไม้ 5 หมื่นล้านต้นทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้ส่งต้นไม้ไปยังซาอุฯ แล้วกว่า 200,000 ต้น และถือว่ายังมีโอกาสให้ไทยส่งออกต้นไม้ไปยังซาอุฯ ได้อีกมาก ซึ่งซาอุฯ จะร่วมมือกับประเทศสมาชิก GCC และประเทศหุ้นส่วนอื่นๆ ในการปลูกต้นไม้ในเอเชียตะวันตกเพิ่มอีก 4 หมื่นล้านต้น

เปิดลิสต์ “ต้นไม้ไทย” 38 พันธุ์ เข้าโครงการส่งออกไปซาอุฯ

ชัยพฤกษ์ (Cassia javanica)
ชัยพฤกษ์ (Cassia javanica)
ก้ามปู (Albizia saman)
ก้ามปู (Albizia saman)

สำหรับรายชื่อต้นไม้ที่ไทยเตรียมส่งออก ซึ่งอยู่ในลิสต์ที่ซาอุดีอาระเบียต้องการ มีทั้งสิ้น 38 พันธุ์ ได้แก่

1. ชมพูพันธุ์ทิพย์ (Tabebuia rosea)
2. นนทรี (Peltophorum pterocarpum, Yellow poinciana)
3. พุทราจีน (Ziziphus jujuba)
4. ศรีตรัง (Jacaranda mimosifolia)
5. หูกวาง (Terminalia catappa)
6. อรชุน (Terminalia arjuna, Arjuna Tree)
7. ไทรย้อยใบแหลม (Ficus benjamina, Weeping fig)
8. พฤกษ์ (Albizia lebbeck)
9. ยี่เข่ง (Lagerstroemia indica)
10. งิ้ว (Bombax ceiba, Red kapok tree)
11. หางนกยูงฝรั่ง (Delonix regia)
12. มัลเบอร์รี (Morus nigra, Blackberry)
13. มะรุม (Moringa oleifera)
14. เลี่ยน (Melia azedarach)
15. มะเดื่อ (Ficus carica, Fig)
16. เลมอน (Citrus limon)
17. ส้มซ่า (Citrus aurantium)
18. คารอบ (Ceratonia siliqua, Carob Tree)
19. ส้มแมนดาริน (Citrus reticulata, Mandarin orange)
20. มะตูมซาอุ (Schinus terebinthifolius)
21. กระถินเทพา (Acacia mangium)
22. หยีน้ำ (Millettia pinnata)
23. นิโครธ (Ficus benghalensis)
24. ชัยพฤกษ์ (Cassia javanica)
25. ก้ามปู (Albizia saman)
26. ปีบ (Millingtonia hortensis, Tree jasmine)
27. เสี้ยวดอกขาว (Bauhinia variegata)
28. ชงโค (Bauhinia purpurea)
29. ราชพฤกษ์ (Cassia fistula)
30. มะขามเทศ (Pithecellobium dulce)
31. มะกอกโอลีฟ (Olea europaea, Olive)
32. โพ (Ficus religiosa, Sacred fig)
33. สะเดา (Azadirachta indica)
34. มะขาม (Tamarindus indica)
35. โพทะเล (Thespesia populnea)
36. กร่าง (Ficus altissima)
37. ปอทะเล (Hibiscus tiliaceus, Seacoast mallow)
38. ทามาริสก์ (Tamarix aphylla, Athel pine)


Author

Content Partnership

Content Partnership