
“Lululemon” (ลูลู่เลม่อน) ก่อตั้งโดย Chip Wilson ซึ่งนับเป็นแบรนด์เสื้อผ้ากีฬาระดับพรีเมียมชื่อดังสัญชาติแคนาดา ที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 1998 ในเมืองแวนคูเวอร์ รัฐบริติชโคลัมเบีย และเข้าสู่ตลาดเอเชียครั้งแรกในปี 2557 โดยเปิดสาขาแรกในประเทศสิงคโปร์
และด้วยการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง จึงได้มีการตั้งเป้าที่จะเติบโตไปอีกขั้น ผ่านการเปิดตัวสาขาใหม่ในกรุงเทพฯ ด้วยขนาดพื้นที่ 600 ตารางเมตร โดยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ที่มีในไทย ซึ่งนับเป็นสาขาที่ 100 ในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งนอกจากจะมีชื่อเสียงมาจากกางเกงโยคะแล้วนั้น lululemon ยังมีสินค้าอีกหลายประเภทไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้ากีฬา รองเท้า และอุปกรณ์อื่นๆ อาทิ accessory ที่ออกแบบผลิตภัณฑ์โดยใช้นวัตกรรมเฉพาะ เพื่อตอบโจทย์ในการเล่นโยคะ วิ่ง เทรนนิ่ง และกิจกรรมออกกำลังกายอื่น ๆ
แกเร็ธ โป๊ป รองประธานอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของ lululemon กล่าวว่า การเข้ามาดำเนินธุรกิจในครั้งนี้คาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากคนไทย และจะเข้ามาช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีให้กับคอมมูนิตี้ในประเทศไทย ในการยกระดับการใช้ชีวิตให้ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งเห็นได้ว่าแนวโน้มคนไทยมีรูปแบบไลฟ์สไตล์ที่แอคทีฟเพิ่มมากขึ้น และให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตที่สมดุล ซึ่งสอดคล้องกับค่านิยมหลักของเราในการช่วยให้ผู้คนสามารถปลดล็อกศักยภาพสูงสุดและรู้สึกเป็นตัวเองในแบบฉบับที่ดีที่สุด
lululemon สาขาแห่งแรกในประเทศไทยนี้ ภายในร้านจะมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย อาทิ ผลิตภัณฑ์สำหรับการฝึกโยคะ วิ่ง เทรนนิ่ง และกีฬาประเภทต่าง ๆ ได้แก่ กอล์ฟ เทนนิส ปีนเขา รวมถึงเครื่องแต่งกายสำหรับชีวิตประจำวัน (On The Move) คนไทยจะได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์ซิกเนเจอร์ของแบรนด์ ได้แก่ กางเกงรุ่น Align™ สำหรับผู้หญิงที่ผลิตจากผ้า Nulu™ ที่ให้ความรู้สึกไร้น้ำหนักบนผิวกาย และกางเกงรุ่น ABC แบบสลิมฟิตสำหรับผู้ชายที่สวมใส่สบายตลอดทั้งวันและคล่องตัวในขณะเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวัน
ทั้งนี้การขยายการดำเนินธุรกิจนั้นถือเป็นหนึ่งในสามเสาหลักของกลยุทธ์การเติบโต “Power of Three ×2” ของ lululemon โดยในไตรมาสที่ 1 ของปี 2566 ทาง lululemon ได้เปิดตัวสาขาใหม่ 7 สาขา โดยปัจจุบันนี้มีจำนวนสาขาทั้งหมด 662 สาขา และการเข้ามาเปิดสาขาแรกในประเทศไทยนั้นจะสามารถผลักดันและสร้างการเติบโตให้ตลาดภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้เป็นอย่างดี
เริ่มแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัทฯมีแผนที่จะรุกตลาดในปี 2014 โดยเริ่มที่สิงคโปร์ ส่วนในไทยนั้นปักหมุดไว้ในปี 2018-2019 แต่ด้วยสถานการณ์โควิด แผนการรุกตลาดประเทศไทยจึงชะลอออกไป จนกระทั่งในปี 2023 จึงได้ดำเนินตามแผนที่วางไว้
1.มองเห็นในเรื่องของสังคมของประชากร ที่มีจำนวนประชากรมากเพียงพอสำหรับในการออกกำลังกาย ที่แบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มโยคะ กลุ่มวิ่ง ที่มีจำนวนประชากรมากพอที่ทำให้บริษัทฯดูตลาดนี้
2.Economic ของตลาดที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดย Positioning ของแบรนด์เป็นพรีเมียม จึงต้องดูจำนวนประชากร และผู้ที่สนใจใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯมากน้อยแค่ไหน ซึ่งดูจากตลาด Ecommerce อย่างเช่นการช้อปปิ้งผ่านอีคอมเมิร์ซในช่องทางต่างๆ ซึ่งจะเห็นการจับจ่ายใช้สอยในประเทศไทย รวมถึงคนไทยมีการท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นในประเทศฮ่องกง สิงคโปร์ โตเกียว ทำให้เห็นว่าตลาดประเทศไทยมีโอกาสที่จะเติบโต
ทั้งนี้การรุกตลาดในประเทศไทยเป็นบริษัทแม่มาเอง ทั้งนี้ในรูปแบบของการขยายกิจการมี 2 รูปแบบ คือ ผ่านพาร์ทเนอร์ หรือ ตัวแทนจำหน่าย ซึ่งจะต้องเป็นตลาดที่เข้าถึงได้ยากในประเทศที่มีความเข้าใจและภาษาจำเพาะ อาทิ ประเทศอิสราเอล ขณะที่คอนเซ็ปต์เหมือนกับ lululemon ในทุกที่ โดยทีมออกแบบ และทีมพัฒนาทั้งหมดจะมาจากฮ่องกง ซึ่งเริ่มแรกปักหมุดสาขาแรกในกรุงเทพฯ แต่มีแผนจะไปที่อื่นเช่นกัน แต่จะต้องดูการดำเนินการก่อนเป็นเบื้องต้น
ส่วนทางด้านกลุ่มของคู่แข่ง แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เป็น Sport Brand อาทิ Nike Adidas และ Under Armour สองคือกลุ่มของเสื้อผ้าที่มีการสวมใส่ในทุกวันที่หลากหลายอาทิ Uniqlo และสุดท้ายคือกลุ่ม premium segment อาทิ Louis Vuitton ดังนั้น lululemon จึงมีคู่แข่งหลากหลายกลุ่ม ดังนั้นจากความสำเร็จคือ การทำเสื้อผ้ากีฬาที่นำเทคโนโลยีมาใส่เพื่อเพิ่มความหลากหลาย เพื่อให้สามารถสวมใส่ได้ในหลายโอกาส หลายกิจกรรม
สำหรับผลิตภัณฑ์ไฮไลต์ ได้แก่ กางเกงรุ่นยอดนิยม Align™ ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้สวมใส่รู้สึกเบาสบายและเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ยังมีกางเกงรุ่น ABC ที่ผลิตด้วยผ้า Utilitech™ ซึ่งมีคุณสมบัติในการป้องกันการเสียดสีและยืดหยุ่นได้ถึง 4 ทิศทาง ให้ทั้งความสบาย สไตล์ที่ลงตัว และความคล่องตัวสูงสุดแก่ผู้สวมใส่ โดยที่ราคาเริ่มต้นของเสื้อผ้าจะอยู่ที่ประมาณ 400 ดอลลาร์ ส่วนสินค้าเรือธงยังคงเป็นกางเกงโยคะ เพราะให้อารมณ์เหมือนไม่ได้สวมใส่ ขณะที่จุดเด่นของ lululemon คือ การแห้งไหว เคลื่อนไหว เทคโนโลยี ยืดหยุ่น และคุณภาพที่สามารถใช้ได้อย่างยาวนาน โดยยังคงคุณภาพเดิม
โดยที่กลุ่มเป้าหมายจะมีอายุระหว่าง 20-40 ปี ซึ่งในกลุ่มนี้โฟกัสที่กลุ่มคนรักสุชภาพ และลงทุนกับสุขภาพ ลงทุนกับตัวเอง
ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมา (2565) lululemon มีรายได้อยู่ที่ 8.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 30% จากปี 2564 สำหรับปี 2566 บริษัทคาดว่ารายได้สุทธิจะอยู่ในช่วง 9.4-9.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นการเติบโตประมาณ 17%