
2 กูรูบิ๊กวงการเหล็กชี้อุตสาหกรรมเหล็กไทยปีนี้โตต่อเนื่อง เพราะการก่อสร้างในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ แนะรัฐเพิ่มการใช้เหล็กในประเทศช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศให้เร็วขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเหล็กของไทยก็เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอื่นๆที่ได้รับผลกระทบจาก “โควิด-19” เริ่มตั้งแต่ราคาที่มี การปรับราคาขึ้นลงอย่างรุนแรง ทั้งยังมีปัญหาการขาดแคลนแรงงานและโลจิสติกส์ ขณะที่ในส่วนของกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้างก็มีปัญหาการก่อสร้าง ทำให้ความต้องการเหล็กเลยได้รับผลกระทบตามไปด้วย
หนุนเหล็กไทยโตยั่งยืน
“วิโรจน์ โรจน์วัฒนชัย” ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยข้อมูลสถานการณ์ภาพรวมของอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศไทยช่วง 11 เดือนแรกของปี 2564 ว่า มีปริมาณการบริโภคผลิตภัณฑ์เหล็ก 17.3 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเดียวกันของปี 2563 คาดว่าจะมีปริมาณความต้องการใช้เหล็กทั้งปีราว 18.9 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 15% จากปี 2563 โดยจากข้อมูลของสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทยในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2564
พบว่าการบริโภคผลิตภัณฑ์เหล็กทรงแบนเพิ่มขึ้น 22% และผลิตภัณฑ์เหล็กทรงยาวเพิ่มขึ้น 4% แต่ทั้งนี้ปริมาณนำเข้ายังคงมีอัตราการขยายตัวที่สูงกว่าการผลิตในประเทศมาก โดยปริมาณการผลิตขยายตัว 8.3% ส่วนการนำเข้าขยายตัว 20.9%
“เพื่อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กอย่างยั่งยืน รวมถึงการ แก้ปัญหาอุตสาหกรรมเหล็กในปัจจุบัน โดยเฉพาะปัญหาด้านโครงสร้างการผลิต สถาบันจึงกำลังร่วมจัดทำแผนพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็ก 4.0 ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม และกลุ่ม 7 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของมาตรการเร่งด่วน เช่น การขยายขอบข่ายของมาตรการการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ให้สามารถครอบคลุมงานโครงการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP ด้วยซึ่งจะสามารถทำให้มีผู้ประกอบการที่เป็นผู้ผลิตสินค้าในประเทศได้รับประโยชน์จากการลงทุนของภาครัฐอีกเป็นจำนวนมาก และมาตรการควบคุมการตั้ง หรือขยายโรงงานเหล็กแผ่นเพื่อป้องกันปัญหากำลังการผลิตล้นตลาด (Over capacity) เช่นเดียวกับกรณีเหล็กเส้นอีกด้วย”.
made in Thailand ฟื้นเศรษฐกิจ
ด้าน “นาวา จันทนสุรคน” ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ฉายภาพแนวโน้มสถานการณ์เหล็กในปี 2565 ว่า ราคาผลิตภัณฑ์เหล็กโลกช่วงปลายปี 2564 ถึงต้นปี 2565 ได้ลดความร้อนแรงลง เนื่องจากโรงงานเหล็กส่วนใหญ่ทั่วโลกกลับมาผลิตเหล็กในปริมาณเกือบเป็นปกติแล้ว ล่าสุดข้อมูลต้นเดือน ม.ค.2565 ราคาผลิตภัณฑ์เหล็กทรงยาว และเหล็กทรงแบน ในประเทศจีนปรับตัวลดลงเหลือ 756-762 เหรียญ/ตัน ลดลง 18-24% จากช่วงที่ราคาเคยขึ้นไปสูงสุดเมื่อกลางปี 2564
อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้ยากที่ราคาเหล็กจะลงไปต่อเนื่องจนเทียบเท่าระดับราคาในปี 2563 โดยเชื่อว่าราคาเหล็กในจีนและภูมิภาคเอเชีย จะขยับลงอีกไม่มาก หรือทรงตัว แล้วจะปรับขึ้นภายในไตรมาส 1 ปี 2565 นี้ เนื่องจากประเทศจีนปรับนโยบายเรื่องยกเลิกการให้ภาษีส่งออก (Rebate VAT) สินค้าเหล็ก รวมถึงมีการดำเนินการนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังส่งผลให้มีต้นทุนในกระบวนการผลิตเพิ่ม รวมถึงสถาน การณ์ของต้นทุนพลังงาน และวัตถุดิบต่างๆ เช่น ถ่านหินก็มีแนวโน้มราคาสูงขึ้นเช่นกัน
จากการที่ประเทศไทยเผชิญภาวะโควิด-19 มา 2 ปีแล้ว ได้ส่งผลให้ทั้งภาคสังคมและภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบและต้องปรับตัวกันตามวิถีใหม่ (New Normal) เช่น การขาดแคลนแรงงาน การบริหารจัดการก่อสร้างที่ต้องลดความแออัดของการใช้แรงงาน และระยะเวลาในการ ก่อสร้าง ตลอดจนการตอบสนองนโยบายภาครัฐที่ ส่งเสริมขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
ดังนั้น เหล็กจึงเป็นวัสดุก่อสร้างและทางเลือกที่เหมาะสมยิ่งขึ้นสำหรับภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างของประเทศไทย โดยในปี 2565 นี้ความ ต้องการใช้เหล็กของประเทศน่าจะยังเติบโตต่อเนื่อง ไม่น้อยกว่า 5% จากปี 2564 เนื่องจากการก่อสร้างในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ของ ภาครัฐที่ยังดำเนินการต่อเนื่อง การเริ่มฟื้นตัวของภาคส่งออก ภาคบริการ โดยเหล็กเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความจำเป็นต่อการผลิตในภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ การก่อสร้างทั้งภาครัฐและเอกชน อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ พลังงาน บรรจุภัณฑ์ เป็นต้น จึงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย
“ดังนั้น การส่งเสริมอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ และการส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กที่ผลิตในประเทศไทย เพื่อลดการพึ่งพาสินค้านำเข้า รวมถึงการควบคุม Supply การผลิตเหล็กในประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความต้องการของประเทศจะเป็นปัจจัยสำคัญช่วยเร่งการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ รวมถึงเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศให้เร็วขึ้นได้”
นายนาวากล่าวอีกว่า ยังต้องจับตาดูผลกระทบจากกรณีที่กรอบความตกลงเขตการค้าเสรี “อาร์เซ็ป” มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 1 ม.ค.ปีนี้ว่าจะส่งผลกระทบต่อปริมาณการนำเข้าสินค้าเหล็กสู่ประเทศไทยหรือไม่ เนื่องจากประเทศนอกอาเซียน 5 ประเทศเป็นประเทศที่มีความสามารถในการผลิต และส่งออกเหล็กเป็นอย่างมาก แต่ในเบื้องต้นคาดว่าจะมีผลไม่มากนัก เพราะสินค้าเหล็กส่วนใหญ่ได้มีการเสนอให้ไม่เปิดเสรีเพิ่มเติมจากกรอบความตกลงเดิมที่มีอยู่ รวมถึงอาจจะช่วยส่งเสริมให้มีโอกาสส่งออกมากขึ้นด้วยจากการที่มีแหล่งวัตถุดิบให้สามารถเลือกใช้ได้เพิ่มมากขึ้น.