ธุรกิจโลจิสติกส์ไทย…จะไปอย่างไรต่อดี?

Business & Marketing

Marketing & Trends

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

ธุรกิจโลจิสติกส์ไทย…จะไปอย่างไรต่อดี?

Date Time: 25 ธ.ค. 2564 05:25 น.

Summary

หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือ การมุ่งให้ไทยเป็นประตูการค้าการลงทุนและยุทธศาสตร์ทางโลจิสติกส์ที่สำคัญของภูมิภาค ทำให้ผู้เขียนนึกย้อนไปถึงการพูดคุยร่วมกัน

Latest

รอบรั้วการตลาด : Simplus ย้ำประเทศไทยเป็นตลาดสำคัญและจุดกำเนิดแบรนด์

สุพริศร์ สุวรรณิก สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

เมื่อไม่กี่วันก่อน ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมการประชุมระดมความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ.2566-2570) ในกลุ่มนักวิชาการและสถาบันการศึกษา โดยแผนฉบับที่ 13 นี้ประกอบไปด้วยหลายหมุดหมายที่มุ่งเป้าให้เศรษฐกิจไทยสามารถปรับตัวได้ท่ามกลางความท้าทายใหม่ๆ

หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือ การมุ่งให้ไทยเป็นประตูการค้าการลงทุนและยุทธศาสตร์ทางโลจิสติกส์ที่สำคัญของภูมิภาค ทำให้ผู้เขียนนึกย้อนไปถึงการพูดคุยร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการ นักวิชาการ และนักวิเคราะห์ในงานเสวนา “Industry Transformation” ที่จัดโดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ช่วงโควิดระลอกแรกเพิ่งจบ โดยขอสรุปใจความและข้อเสนอแนะต่อโลจิสติกส์ไทย ซึ่งอาจช่วยให้ผู้ประกอบการไทยไม่ตกขบวนรถไฟกันครับ

ย้อนเวลากลับไปก่อนเกิดวิกฤติโควิด-19 อันที่จริงแล้ว อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยมีการแข่งขันกันสูง โดยเฉพาะจากธุรกิจต่างชาติขนาดใหญ่ ซึ่งได้แย่งส่วนแบ่งตลาดของธุรกิจไทย เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารห่วงโซ่อุปทาน มีความเข้มแข็งด้านเครือข่าย มีโมเดลธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม และยอมขาดทุนเพื่อขยายส่วนแบ่งการตลาด ทำให้ผู้ประกอบการไทยที่มีเงินทุนจำกัดแข่งขันด้วยได้ยาก

ต่อมา เมื่อเกิดวิกฤติโควิด ได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย โดยเฉพาะต่อธุรกิจการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศที่หยุดชะงัก อย่างไรก็ดี ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าภายในประเทศยังเติบโตได้ดี โดยเฉพาะธุรกิจซื้อขายสินค้าออนไลน์ ธุรกิจขนส่งอาหาร ธุรกิจขนส่งพัสดุแบบเร่งด่วน ตามที่เราๆท่านๆได้เห็นกันอยู่แล้ว และเมื่อมองไปข้างหน้า อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในประเทศไทยก็มีแนวโน้มเติบโตดี โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอีคอมเมิร์ซ ตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงต่อเนื่องจากวิกฤติโควิด ซึ่งกระตุ้นให้การซื้อขายออนไลน์ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคเติบโตอย่างก้าวกระโดด

อย่างไรก็ตาม ผู้เล่นหลักในตลาดอีคอมเมิร์ซยังคงเป็นบริษัทต่างชาติ โดยเฉพาะบริษัทสัญชาติจีน ขณะที่ผู้ประกอบการไทยทำหน้าที่ได้เพียงเป็นผู้ขนส่ง last mile (การขนส่งจากร้านค้าถึงลูกค้าโดยตรง) และต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงต่อเนื่อง กระนั้นแล้ว ผู้ประกอบการไทยยังสามารถรับมือกับความท้าทายและคว้าโอกาสในการเติบโตได้ โดย 1) ขยายตลาดในธุรกิจคลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งยังมีผู้เล่นต่างชาติไม่มากนัก 2) ขยายธุรกิจเข้าไปในกิจกรรมสนับสนุน โดยเฉพาะผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันยังมีน้อย และ 3) ร่วมมือกับบริษัทต่างชาติ โดยเป็น sub-contract ในการขนส่งสินค้าภายในประเทศ เพิ่ม value-added services โดยเฉพาะการขนส่งแบบ Business-to-Business (B2B) ทางถนน ซึ่งยังเติบโตได้

และแน่นอนว่า ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งทำหลายสิ่งควบคู่ไปด้วย ซึ่งจะทำให้หมุดหมายของยุทธศาสตร์ทางโลจิสติกส์เป็นจริงได้ อันได้แก่ 1) การสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจเพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม เช่น การกำกับดูแลป้องกันการทุ่มตลาด 2) การสนับสนุนและร่วมมือกับภาคเอกชนพัฒนาเทคโนโลยี โดยเฉพาะการเข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูลของ startup และ 3) การสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการระดมทุนสำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและกระบวนการผลิต เช่น transformation loan

ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ธุรกิจโลจิสติกส์ไทยจะสามารถปรับตัวและไม่พลาดคว้าโอกาสในยุคการก้าวกระโดดของอีคอมเมิร์ซได้ทันท่วงทีครับ!


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ