
ในปัจจุบันเทคโนโลยีทางการเงิน หรือฟินเทค เป็นเรื่องใกล้ตัวของคนเรา ช่วยให้เข้าถึงบริการทางการเงินที่มีอยู่หลากหลายชนิดอย่างง่ายๆ กับสถาบันการเงินที่เป็นธนาคารพาณิชย์และไม่ใช่ธนาคารที่แข่งขันกันออกผลิตภัณฑ์มารองรับความต้องการ
ในอนาคตจะยิ่งเห็นนวัตกรรมฟินเทคออกมาหลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางไลฟ์สไตล์ของคนเราเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัยในโลกดิจิทัลที่ทุกคนดำเนินชีวิตประจำวันผ่านสมาร์ทโฟนที่เป็นอุปกรณ์ประจำตัวที่มีความสำคัญ
โลกของฟินเทค มีสตาร์ตอัพหลายๆรายได้พัฒนาและออกแบบเทคโนโลยีมาให้ธุรกิจออกบริการใหม่ๆ ซึ่งสตาร์ตอัพด้านฟินเทคของคนไทยที่น่าสนใจได้เตรียมนำโซลูชันทางด้านการเงินมาให้บริการในปลายปีนี้กับเทคโนโลยีบล็อคเชนที่มีความโปร่งใส ปลอดภัยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ คือบริษัทบล็อคฟินท์ (Blockfint) ภายใต้การบริหารของ นายสุทธิพงศ์ กนกากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ที่มีประสบการณ์คร่ำหวอดในวงการสตาร์ตอัพที่ “ซิลิคอน วัลเล่ย์” กว่า
20 ปี อยากเอาประสบการณ์ที่มีอยู่มาพัฒนาสตาร์ตอัพในประเทศไทย
ทั้งนี้ จากปัญหาของสถาบันการเงินคือการใช้ระบบการเงินการธนาคารที่มีความซับซ้อน ขั้นตอนซ้ำซ้อน ระยะเวลาในการพิจารณาอนุมัติใช้เวลาค่อนข้างนาน และมีต้นทุนในการดูแลที่สูง อีกทั้งฟังก์ชันการทำงานยังไม่เอื้อกับประโยชน์ของลูกค้าที่มาใช้บริการ เป็นต้น จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ Thinker series ออกมารองรับ
นายสุทธิพงศ์กล่าวว่า Thinker series ออกแบบมาเพื่อรองรับสถาบันการเงิน ในการให้บริการลูกค้า สามารถตอบโจทย์ได้ตามความต้องการของลูกค้า ทั้งในเรื่องของความรวดเร็วในการทำธุรกรรม ความปลอดภัยของข้อมูล ลดขั้นตอนของเอกสาร และที่สำคัญคือ สามารถช่วยลดหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ลงได้
พร้อมกับอธิบายด้วยว่า ประสิทธิภาพของการประมวลข้อมูลจะช่วยลด NPL ได้ เพราะระบบที่ทำงานสัมพันธ์กันตั้งแต่การรับเรื่อง การพิจารณาอนุมัติ ทำให้การอนุมัติมีความแม่นยำมากขึ้น จากระบบเดิมใช้การพิจารณาอนุมัติที่มักจะมีความผิดพลาด คือไปอนุมัติให้คนที่ ไม่มีความสามารถในการผ่อนชำระ ทำให้เกิดปัญหา NPL ตามมา หรือการใช้ระบบประมวลผลแบบเดิม ที่ใช้พิจารณาอนุมัติบัตรเครดิต เมื่อไม่อนุมัติ เจ้าหน้าที่จะไม่สามารถตอบได้ว่า ผู้ยื่นขอบัตรเครดิตนั้นติดขัดปัญหาตรงไหน ทำไมจึงไม่ได้รับอนุมัติ ทั้งที่มีรายได้ประจำเกินจากเกณฑ์ที่กำหนดขั้นต่ำ ไม่มีประวัติในเครดิตบูโร
“การปรับเปลี่ยนซอฟต์แวร์ใหม่ของสถาบันการเงิน ทำให้สถาบันการเงินต้องหันมามองว่า ซอฟต์แวร์ใหม่ที่จะเปลี่ยนนั้นนอกจากเพื่อความทันสมัย รองรับระบบดิจิทัล และควรจะแก้ปัญหาที่มีมาในอดีตด้วย เช่น ความรวดเร็วในการทำธุรกรรมใดๆ ขั้นตอนการยื่นเรื่องไม่ควรใช้เวลานาน วิธีการทำงานไม่ควรซ้ำซ้อน ควรมีฟังก์ชันที่เน้นประโยชน์ของลูกค้า ความปลอดภัยของข้อมูล เป็นต้น”
สำหรับประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับเมื่อไปใช้บริการจากสถาบันการเงินที่ใช้แพลตฟอร์มหรือซอฟต์แวร์ของบล็อคฟินท์ อาทิ ความรวดเร็วในการขอรับบริการ โดยเฉพาะการทำธุรกรรมด้านการขอสินเชื่อไม่ต้องรอคำตอบเป็นเดือนอีกแล้ว แต่สามารถทราบผลได้ภายในเวลาไม่กี่วัน ความไม่ยุ่งยากและขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อนในการขอใช้บริการ ลดเวลาในการกรอกเอกสาร ลดขั้นตอนการจัดหาเอกสารประกอบการพิจารณา รวมถึงความมั่นใจใน ความปลอดภัยของข้อมูลในระบบและการได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการเงิน โดยไม่มีอคติ หรือแอบ แฝงผลประโยชน์ส่วนตัว
ปัจจุบัน Thinker series มี 5 โซลูชัน ได้แก่ 1.Thinker Bank 2.Thinker LOS 3.Thinker Insurance 4.Thinker Wise และ 5.Thinker Bond รวมทั้งการพัฒนาแพลตฟอร์ม อื่นๆ เช่น Gideon การซื้อขายพลังงาน แพลตฟอร์มดิจิทัลแบงกิ้งให้สถาบันการเงินมาพบกับลูกค้ารวมถึง SignFin เป็นต้น
ปัจจุบันลูกค้าของบริษัทคือธนาคารเกียรตินาคินที่ต้องการใช้ระบบออกสินเชื่อแบบดิจิทัลเลือกใช้ Thinker LOS คาดว่าระบบใหม่จะแล้วเสร็จประมาณปลายปี 2564 นี้
สำหรับผลงานของบล็อคฟินท์ที่ผ่านมา อาทิ ร่วมกับสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย พัฒนาระบบซื้อขายพันธบัตรแบบดิจิทัล ร่วมทำระบบวอลเล็ต สบม.ของแอปพลิเคชันเป๋าตัง สนับสนุนธนาคารกรุงไทยด้านระบบซื้อขายพันธบัตรออมทรัพย์ 2 หมื่นล้านบาท ร่วมออกแบบบริการการยืนยันตัวตนรูปแบบดิจิทัล (NDID) เป็นต้น
นายสุทธิพงศ์กล่าวว่า บล็อคฟินท์ได้ระดมทุนครั้งแรกได้เงิน 36 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมูลค่าของบริษัทอยู่ที่ 400 ล้านบาท และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 800 ล้านบาทในปีหน้า โดยแผนระยะกลางคือสร้างมูลค่าของบริษัทเพิ่มเป็น 4,000 ล้านบาท และนำเข้าไปจดทะเบียนตลาด MAI ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
พร้อมกับการนำฟินเทคสัญชาติไทยบุกตลาดการเงินในต่างประเทศยกระดับเป็นยูนิคอร์นต่อไป.
วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th