NTT DATA IOMC จับมือเฮาส์ออฟเอ็มเปิดตัว 3 โซลูชันอัจฉริยะช่วยธุรกิจไทย

Business & Marketing

Marketing & Trends

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

NTT DATA IOMC จับมือเฮาส์ออฟเอ็มเปิดตัว 3 โซลูชันอัจฉริยะช่วยธุรกิจไทย

Date Time: 28 มี.ค. 2564 12:02 น.

Video

สรุปการยื่นภาษี สิทธิ์ลดหย่อนล่าสุด! กับ ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ (iTAX) | Thairath Money Night Stand EP.27

Summary

NTT DATA IOMC ร่วมกับเฮาส์ออฟเอ็ม เปิดตัว 3 โซลูชันอัจฉริยะ ตั้งเป้าช่วยธุรกิจไทยและอาเซียนก้าวสู่ระดับสากล พร้อมลดคาร์บอนในการประกอบธุรกิจช่วยรักษาโลกแบบยั่งยืน

Latest


NTT DATA IOMC ร่วมกับเฮาส์ออฟเอ็ม เปิดตัว 3 โซลูชันอัจฉริยะ ตั้งเป้าช่วยธุรกิจไทยและอาเซียนก้าวสู่ระดับสากล พร้อมลดคาร์บอนในการประกอบธุรกิจช่วยรักษาโลกแบบยั่งยืน 

ภูวนาท เทียนเนียม ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท NTT DATA IOMC หรือ NTT DATA INSTITUTE OF MANAGEMENT CONSULTING, Inc. กล่าวว่า เราเป็นผู้นำธุรกิจด้านให้คำปรึกษาและจัดการธุรกิจด้วยเทคโนโลยีโซลูชันแบบครบวงจรแก่ลูกค้าภาครัฐและภาคเอกชน ในประเทศญี่ปุ่นมานานกว่า 30 ปี ปัจจุบันเราจึงมุ่งหวังที่จะยกระดับการบริหารจัดการ การพัฒนาศักยภาพ และสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจในแก่ลูกค้าในประเทศไทย และอาเซียน

ล่าสุด จึงได้ร่วมมือกับ บริษัท เฮาส์ออฟเอ็ม พันธมิตรที่ได้รับเลือกในประเทศไทย ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านอีคอมเมิร์ซและโซเชียลคอมเมิร์ซ มาร่วมกันนำโซลูชันขั้นสูงมาส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม สร้างมูลค่าให้กับสินค้าและบริการของลูกค้าในประเทศไทย และอาเซียน

มนมนัส ธาดาอำนวยชัย ซีอีโอ บริษัท เฮาส์ออฟเอ็ม จำกัด กล่าวว่า เราได้ร่วมลงนาม NTT Data IOMC ในข้อตกลงในนามของการขายและการตลาดสำหรับโซลูชันขั้นสูงและมีความเป็นอัจฉริยภาพจาก NTT DATA IOMC สู่ตลาดไทย โดยเรากำลังมองหาเส้นทางการแก้ปัญหาที่เป็นนวัตกรรมใหม่เพื่อสร้างความยั่งยืนมากขึ้นใน NEXT NORMAL

ปัจจุบันเราสนับสนุนให้จัดการกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในด้านสังคมและเทคโนโลยีในทันที เราจำเป็นต้องก้าวไปข้างหน้าด้วยโซลูชันที่โดดเด่นของ NTT Data IOMC และทำการรวมโซลูชันทั้งหมดนี้เข้าสู่ประเทศไทย

ปัจจุบันเรามีนวัตกรรมสุดก้าวล้ำนำสมัย ถึง 3 โซลูชัน ที่พร้อมช่วยให้เกิดการสร้างสรรค์มุมมองของอนาคตอย่างต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์และนโยบายที่มุ่งเชื่อมโยงข้อมูลจากปัจจุบันและคาดการณ์สถานการณ์ข้อมูลในอนาคต และยังเน้นให้เกิดการประกอบธุรกิจด้วยความยั่งยืน ประกอบไปด้วย

1. โซลูชัน Supply and Demand Optimization การเพิ่มประสิทธิภาพในอุปสงค์ เป็นการใช้ข้อมูลบนโซเชียลต่างๆ (Social Listening) และ ID-POS สำหรับการวิเคราะห์โดย AI และทีมที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านข้อมูลเชิงลึก การรับฟังข้อมูลจากโลกออนไลน์ หรือ Social Listening เพื่อจะช่วยให้ธุรกิจเข้าใจแนวโน้มของตลาดและความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีศักยภาพ

ในทางกลับกัน ID-POS จะช่วยให้เราสามารถเชื่อมโยงคุณลักษณะของลูกค้าแต่ละราย และคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ผ่านข้อมูลประวัติการใช้ (History Data) เพื่อสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐศาสตร์ให้กับธุรกิจและอุตสาหกรรมได้

สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพอุปสงค์และอุปทานเป็นโซลูชันที่สามารถช่วยให้ธุรกิจเห็นแนวโน้มและคาดการณ์ในเชิงธุรกิจได้ การลดต้นทุนในขณะที่เพิ่มมูลค่าทางธุรกิจให้สูงสุด การสร้างมาตรฐานในการทำงานที่ลดภาระการทำงานที่ซับซ้อน โดยการสร้างแพลตฟอร์มการใช้แอปพลิเคชันในเชิงบริหารกระบวนการต่างๆ ปัจจัยดังกล่าวนี้คือกุญแจสำคัญมุ่งสู่การเติบโตของผู้ค้าปลีกรุ่นต่อไป

2. โซลูชัน Venture Builder – Building Valuable Partnership การสร้างความร่วมมือในเชิงธุรกิจระหว่างภาคธุรกิจและกลุ่มสตาร์ทอัพ โดยโซลูชันนี้ NTT DATA IOMC ร่วมกับ Finmirai หรือ ฟินมิรัย ร่วมกันสร้างวิธีใหม่สำหรับสถาบันการเงินในการคิดค้นและเปลี่ยนแปลงประสิทธิภาพทางการเงิน ที่จะช่วยสร้างวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมและการดำเนินการที่มุ่งเน้นไปที่ลูกค้าและคุณค่าของสถาบัน

โดยการมุ่งเน้นที่คุณค่าของเราช่วยให้ลูกค้าสามารถเร่งการเน้นไปที่ เวลาแห่งคุณค่า Time to Value (TTV), เวลาแห่งคุณภาพ Time to Quality (TTQ) และ เวลาแห่งการวัด Time to Scale (TTS) และ Fintech ที่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถสร้างและปรับขนาดแพลตฟอร์มของสินทรัพย์ให้เหมาะสมกับเศรษฐศาสตร์ในยุคดิจิทัล

3. โซลูชัน JCM (Joint Crediting Mechanism) การขับเคลื่อนความยั่งยืนด้วยโซลูชันนั้น เป็นแนวคิดพื้นฐานของโครงการจัดหาเงินทุน JCM ซึ่งเป็นการสนับสนุนทางการเงินสำหรับโครงการที่สามารถลดคาร์บอนในการประกอบธุรกิจ ด้วยพลังงานทดแทน

อาทิ พลังงานหมุนเวียน หรือโครงการที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผล การดูแลระบบจัดการขยะและการกำจัดของเสีย หรือแม้กระทั่งการขนส่ง ซึ่ง JCM จะสามารถสนับสนุนทางการเงินได้ถึง 50% ตามจำนวนโครงการที่เลือกสรรไว้

โดยโครงการที่อยู่ในเขตการพิจารณาจะต้องเป็นโครงการที่เริ่มการติดตั้งหลังจากสรุปสัญญาการเงินและติดตั้งให้เสร็จภายใน 3 ปี มีการดำเนินการวัดผล และจัดทำรายงานและการตรวจสอบ (MRV) ของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการออก JCM Credits

ปัจจุบันเราได้สนับสนุนโครงการในประเทศไทยไปแล้วกว่า 38 โครงการ โดยงบประมาณในปี 2563 จะอยู่ที่ 9 พันล้านเยน หรือประมาณ 90 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งหนึ่งในโครงการที่เราเคยสนันสนุนในประเทศไทย คือ การกู้คืนความร้อนเหลือทิ้งสำหรับระบบผลิตไฟฟ้า 12MW ของโรงงานปูนซีเมนต์ โดยมีแผนที่จะนำระบบเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากังหันไอน้ำความร้อนทิ้ง (WHR) ซึ่งเป็นโครงการที่จะมีส่วนช่วยในการลดก๊าซเรือนกระจกทดแทนการใช้ไฟฟ้าจากโครงข่ายไฟฟ้า.


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ