
นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.ต้องติดตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ ที่ยังอยู่ในภาวะเปราะบาง รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่คาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ จะอยู่ที่ 2% ลดลงจากปีที่ผ่านมาที่ขยายตัว 2.4% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในภาคการท่องเที่ยว ภัยแล้ง ความล่าช้าของกระบวนการเบิกจ่ายงบประมาณ ปี 2563 สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศที่ยังคงอ่อนแอ ความขัดแย้งของพรรคการเมือง ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
“มั่นใจว่าไตรมาส 1-2 การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะคลี่คลายลง และผลกระทบที่มีต่อภาคการท่องเที่ยวที่กำลังเกิดขึ้น จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เชื่อว่าไม่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวให้ซึมลึกยาวนานเกินไปกว่านี้ ส่วนภัยแล้ง ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากบริษัทในกลุ่ม ปตท. มีแผนบริหารจัดการน้ำรับมือปัญหา ด้วยการนำน้ำทะเลมาผลิตเป็นน้ำจืดใช้ในกิจการของ ปตท.”
นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ ทั้งเศรษฐกิจของประเทศจีน ที่คาดว่าจะขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมาย 6% เนื่องจากเชื้อไวรัสโควิด-19 สงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ รวมทั้งเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการค้าสหรัฐฯ และเศรษฐกิจยูโรโซน ที่มีความแน่นอนทางการเมืองในอิตาลีและสเปน ฯลฯ
“ปี 2562 ปตท.และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 2.2 ล้านล้านบาท มีกำไร 92,951 ล้านบาท คิดเป็น 4.2% ของรายได้ ปรับลดลง 22% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จากปีก่อนที่อยู่ที่ 119,647 ล้านบาท เนื่องจากกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษี ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ที่เพิ่มขึ้นของ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ จีพีเอสซี แม้มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้น จากค่าเงินบาทปี 2562 ที่แข็งค่ามากกว่าปี 2561 ขณะที่รายได้จากการขายอยู่ที่ 2,219,739 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 5%”
ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด ปตท.) ได้มีมติอนุมัติการทบทวนแผนลงทุนสำหรับ ปตท.และบริษัทในกลุ่ม ปตท. ระยะ 5 ปี (2563-2567) รวม 180,814 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในปี 2563 วงเงิน 69,310 ล้านบาท ปี 2564 วงเงิน 41,415 ล้านบาท ปี 2565 วงเงิน 30,484 ล้านบาท ปี 2566 วงเงิน 20,545 ล้านบาท และปี 2567 วงเงิน 19,060 ล้านบาท”.