“ภาณุวัฒก์ เงินศรีสุข” บอสขนมหวานแห่ง “บ้านทองหยอด” แชร์เคล็ดลับธุรกิจเรียบง่าย

Business

Executive Interviews

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

“ภาณุวัฒก์ เงินศรีสุข” บอสขนมหวานแห่ง “บ้านทองหยอด” แชร์เคล็ดลับธุรกิจเรียบง่าย

Date Time: 19 ก.ย. 2569 04:04 น.

Video

Nebius ทำอะไร? เกินกว่าจะเป็นนีโอคลาวด์ธรรมดา | Digital Frontiers EP.75

Summary

“บ้านทองหยอด” แบรนด์ขนมหวานไทยอายุมากกว่า 3 ทศวรรษ ก่อตั้งขึ้นโดย 2 สามีภรรยา “ไพโรจน์ เงินศรีสุข และกมลา ทองกร” ซึ่งต่อมาคุณกมลา คุณแม่ลูก 3 ผู้ซึ่งชื่นชอบในกีฬาแบดมินตัน มองเห็นลู่ทางขยับขยายสู่การเปิดคอร์ตแบด ก่อตั้งเป็นชมรมและโรงเรียนสอนแบดมินตันบ้านทองหยอด ผลิตนักแบดมินตันระดับโลกให้คนไทยได้ชื่นใจอย่าง “เมย์ -รัชนก อินทนนท์” และ “วิว-กุลวุฒิ วิทิตศานต์”

Latest


“บ้านทองหยอด” แบรนด์ขนมหวานไทยอายุมากกว่า 3 ทศวรรษ ก่อตั้งขึ้นโดย 2 สามีภรรยา “ไพโรจน์ เงินศรีสุข และกมลา ทองกร” ซึ่งต่อมาคุณกมลา คุณแม่ลูก 3 ผู้ซึ่งชื่นชอบในกีฬาแบดมินตัน มองเห็นลู่ทางขยับขยายสู่การเปิดคอร์ตแบด ก่อตั้งเป็นชมรมและโรงเรียนสอนแบดมินตันบ้านทองหยอด ผลิตนักแบดมินตันระดับโลกให้คนไทยได้ชื่นใจอย่าง “เมย์ -รัชนก อินทนนท์” และ “วิว-กุลวุฒิ วิทิตศานต์”

นอกจากความสำเร็จทางธุรกิจแล้ว คุณไพโรจน์และคุณกมลายังเป็นพ่อแม่ผู้โชคดี เมื่อบุตรชาย 2 คน ยอมรับช่วงต่อธุรกิจอย่างเต็มอกเต็มใจและทุ่มเท โดยลูกชายคนโต “ภัททพล เงินศรีสุข” รับดูแลธุรกิจโรงเรียนสอนแบดมินตัน ส่วน “ภาณุวัฒก์ เงินศรีสุข” ลูกชายคนรอง ยอมวางไม้แบดเข้ามารับช่วงกิจการค้าส่งขนมหวาน

“บ้านทองหยอด” เริ่มต้นจากหลังบ้านเล็กๆ ย่านวุฒากาศของ “วิไล ทองกร” ผู้มีศักดิ์เป็นคุณยายของคุณเป๊ก-ภาณุวัฒก์ คุณวิไลเปิดครัวหลังบ้าน ทำขนมไทยหาเลี้ยง-ส่งเสียลูก 7 คน ฐานะครอบครัวอยู่ในระดับหาเช้ากินค่ำ “คุณแม่ผมต้องเสียสละไม่เรียนหนังสือ เพราะคุณยายส่งลูกได้ไม่หมด แต่ลูกทุกคนซึมซับและคุ้นเคยกับขนมหวานไทย พอแยกออกไปมีครอบครัว ยังได้นำทักษะติดตัวไปประกอบอาชีพ แบ่งกันไปคนละชนิด ของบ้านผมได้ทองหยิบ-ทองหยอด เลยตั้งชื่อว่าบ้านทองหยอด ส่วนพี่น้องอื่นที่สนใจ แยกไปทำบ้านเม็ดขนุน บ้านฝอยทอง โดยตอนนี้บ้านฝอยทองก็ยังดำเนินกิจการเล็กๆอยู่”

ปี 2533 คุณไพโรจน์และคุณกมลาแยกออกมาก่อตั้ง “บ้านทองหยอด” บนพื้นที่ 1 ไร่ในหมู่บ้านเศรษฐกิจ ย่านเพชรเกษม เปิดเป็นโรงงานขนาดเล็กด้านหลังบ้าน ผลิตและค้าส่งทองหยอด ทองหยิบ ตลาดหลักอยู่ที่ปากคลองตลาดและบ้านวุฒากาศของคุณยาย ซึ่งขยับขยายเป็นผู้ค้าส่งขนมหวานไทยรายใหญ่ในละแวกนั้น ปีถัดมาคุณกมลาซึ่งชื่นชอบกีฬาแบดมินตันและปลูกฝังให้ลูกทุกคนเล่นแบด มองเห็นลู่ทางเพราะต้องจ้างโค้ชมาเทรนให้ลูกๆ จึงเปิดคอร์ตแบดรับเทรนให้ลูกคนอื่นด้วย จนขยายเป็นชมรมและโรงเรียนสอนในเวลาถัดมา 2 สามีภรรยาจึงแบ่งกันดูแลธุรกิจแบบชัดเจน คุณกมลาหันไปดูโรงเรียน ส่วนคุณไพโรจน์คุมโรงงานผลิตขนมต่อไป

“ตอนนั้นคุณพ่อคุณแม่วางตัวไว้แล้ว ให้ผมรับช่วงร้านขนม ส่วนพี่ชายซึ่งเป็นนักกีฬาแบดมินตันทีมชาติไทย ถูกส่งไปบริหารโรงเรียน ผมจึงรู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าต้องทำธุรกิจขนมไทยต่อ ไม่มีข้อกังขาอะไร ผมแยกไข่แดง–ไข่ขาวเป็นตั้งแต่อนุบาล เรียกว่าพร้อมทั้งกายและใจ แถมมีเป้าหมายอยากทำให้ดีขึ้นกว่าในยุคคุณพ่อ”

คุณเป๊ก ซึ่งเรียนจบบริหารธุรกิจจากเกษตรศาสตร์ จึงค่อยๆเรียนรู้ธุรกิจตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ “ตอนนั้นผมเห็นแล้วว่า รายได้มันลดลงเรื่อยๆ เริ่มกังวล พอเรียนจบอายุ 22 เข้ามาช่วยคุณพ่อเต็มตัว ทำงานด้วยกันยาก ความคิดไม่ตรงกัน วันหนึ่งตอนอายุ 24 ผมตัดสินใจคุย ขอโซโล่เอง 6 เดือน ถ้าไม่สำเร็จจะปล่อยมือ คุณพ่อยอม ยกทุกอย่างให้บริหารหมด”

พอได้โอกาส คุณเป๊กเสาะหาความจริงทันที ปรากฏยอดขายลดลงที่ปากคลองตลาด เพราะมีตลาดค้าส่งใหม่ผุดขึ้นมา ขายดัมพ์ราคาเพราะได้ผู้ผลิตจากเพชรบุรีที่ทำต้นทุนได้ต่ำกว่า “สิ่งที่ผมทำตอนนั้นคือ หา “ผู้ชนะ” คนใหม่ให้เจอ แล้ว ไปอยู่ในน่านน้ำของเขา ผมยังขยายตลาดสู่การผลิตเม็ดขนุนและฝอยทอง โดยเฉพาะฝอยทอง ซึ่งมีตลาดรองรับในวงกว้าง โดยเฉพาะตลาดเบเกอรีและความนิยมในเค้กฝอยทอง แต่ไม่ส่งขายบ้านคุณยายที่วุฒากาศ เพราะไปทับกับร้านของญาติ”

จากนั้นธุรกิจก็เข้าสู่โหมดเติบโตต่อ จนทุกวันนี้ “บ้านทองหยอด” เป็นของคุณเป๊กเต็มตัวแต่เพียงผู้เดียว ส่วนโรงเรียนสอนแบดเป็นของพี่ชาย ทั้ง 2 คนมีหน้าที่ดูแลน้องสาวคนเล็กตามคำขอของบิดามารดา

“ตอนคุณพ่อออกไป แกให้ผมทำคนเดียวจริงๆ ไม่มาแทรกแซง มีช่วยบ้างเรื่องการผลิตเพราะเก่งเครื่องจักร คอยอัปเกรดให้ผลิตได้จำนวนมากขึ้น รองรับการเติบโตของยอดขาย แต่แกไม่ค่อยถนัดเรื่องการตลาดสักเท่าไร”

จนโรงงานเดิมที่หมู่บ้านเศรษฐกิจ ซึ่งเริ่มจากคนงานหลัก 10 ทะยานไปที่ 90 คน แออัดหนาแน่น คุณเป๊กจึงขยับขยายหาที่ใหม่เลือกที่นครปฐม ซึ่งปัจจุบันกินพื้นที่ 12 ไร่ “ตอนขยายโรงงาน ผมคิดแผนไว้แล้วว่าอยากเข้าไปขายในร้าน 7-11 ไม่ได้ศึกษาความเสี่ยงใดๆทั้งนั้น แต่เชื่อว่าแม้เข้าร้าน 7-11 ไม่ได้ ผมก็จะไม่เจ็บตัว เพราะลงทุนโดยใช้กระแสเงินสดและออเดอร์ที่มีอยู่สามารถรองรับการลงทุนใหม่ครั้งนั้นได้”

ระดับคุณเป๊กเสียอย่าง พ่วงประสบการณ์โรงงานผลิต-ค้าส่งขนมหวานไทยมากกว่า 30 ปี แม้จะยากเย็นเพียงไร ในที่สุด “บ้านทองหยอด” ก็ได้เข้าไปขายในร้าน 7-11 เมื่อปี 2560 ประเดิม 2,500 สาขาโซนภาคใต้ ด้วยชุดรวมขนมไทย ประกอบด้วย ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เม็ดขนุน ประมาณ 1 เดือนจากนั้น ผลตอบรับดีเยี่ยมจนได้ขายทั่วประเทศ

กำลังไปได้ดี ราว 3 ปีจากนั้น โรงงานไฟไหม้เพราะไฟฟ้าลัดวงจร โซนผลิตเสียหาย 100% และเป็นเพราะความช่วยเหลือจาก 7-11 ทำให้ “บ้านทองหยอด” กลับมาผลิตได้บางส่วนภายใน 10 วัน ขณะที่ลูกค้ารายอื่น ยืนยันว่าจะกลับมาสั่งขนมหวานบ้านทองหยอดต่อเมื่อพร้อม “สรุปเหตุการณ์ครั้งนั้น ลูกค้าส่วนใหญ่กลับมา มีหายไปราว 20%”

เริ่มต้นจากครัวหลังบ้านของคุณแม่ลูก 7 มาสู่โรงงาน 14 ไร่ในนครปฐม ปัจจุบัน “บ้านทองหยอด” ในนามบริษัท บีทีวาย ฟู้ด จำกัด ซึ่งมีคุณเป๊กดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ มีพนักงานทั้งสิ้น 450 คน ผลิตขนมไทยส่งขายผ่านช่องทางหลากหลาย ตั้งแต่ร้าน 7-11 ตลาดค้าส่ง ร้านอุปกรณ์เบเกอรี โรงงานผลิตขนมและเบเกอรี รวมทั้งช่องทางออนไลน์

ยอดขายปี 2568 อยู่ที่ 300 ล้านบาท ส่วนปี 2569 คาดว่าจะปิดที่ 350 ล้านบาท ในแต่ละวันโรงงานคุณเป๊กใช้ไข่ไก่ 1 แสนฟอง ไข่เป็ด 1 แสนฟอง รวมทั้งน้ำตาล ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก “แม้คนไทยจะรักษาสุขภาพมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่กินหวาน เราในฐานะผู้ผลิตย่อมต้องปรับตัว สินค้าของเราโดยเฉพาะในร้าน 7-11 ไม่หวานมาก ส่วนขนมที่ผลิตแบบค้าส่ง ต้องใช้น้ำตาลมากหน่อยเพื่อถนอมอาหารให้อยู่ได้นานขึ้น”

ทุกวันนี้ สิ่งที่คุณเป๊กในวัย 43 ห่วง คือการหาเวลา “ออก” จากงานรายวัน ด้วยความที่เป็นคนลงมือทำทุกอย่าง ทำให้ตอนนี้ไม่มีเวลา “คิด” ขณะนี้ “บ้านทองหยอด” จึงกำลังลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์ หาคนเก่งๆ 

มาช่วยลงมือทำ คุณเป๊กจะได้มีเวลา “คิด” มากขึ้น เมื่อถามถึงเคล็ดลับในการทำธุรกิจ คุณเป๊กตอบง่ายๆอย่างคมคายว่า “ต้องใช้น้อยกว่าที่หาได้”.

มาดามเจด้า


คลิกอ่านคอลัมน์ “Business on my way” เพิ่มเติม


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ