
“บ้านทองหยอด” แบรนด์ขนมหวานไทยอายุมากกว่า 3 ทศวรรษ ก่อตั้งขึ้นโดย 2 สามีภรรยา “ไพโรจน์ เงินศรีสุข และกมลา ทองกร” ซึ่งต่อมาคุณกมลา คุณแม่ลูก 3 ผู้ซึ่งชื่นชอบในกีฬาแบดมินตัน มองเห็นลู่ทางขยับขยายสู่การเปิดคอร์ตแบด ก่อตั้งเป็นชมรมและโรงเรียนสอนแบดมินตันบ้านทองหยอด ผลิตนักแบดมินตันระดับโลกให้คนไทยได้ชื่นใจอย่าง “เมย์ -รัชนก อินทนนท์” และ “วิว-กุลวุฒิ วิทิตศานต์”
นอกจากความสำเร็จทางธุรกิจแล้ว คุณไพโรจน์และคุณกมลายังเป็นพ่อแม่ผู้โชคดี เมื่อบุตรชาย 2 คน ยอมรับช่วงต่อธุรกิจอย่างเต็มอกเต็มใจและทุ่มเท โดยลูกชายคนโต “ภัททพล เงินศรีสุข” รับดูแลธุรกิจโรงเรียนสอนแบดมินตัน ส่วน “ภาณุวัฒก์ เงินศรีสุข” ลูกชายคนรอง ยอมวางไม้แบดเข้ามารับช่วงกิจการค้าส่งขนมหวาน
“บ้านทองหยอด” เริ่มต้นจากหลังบ้านเล็กๆ ย่านวุฒากาศของ “วิไล ทองกร” ผู้มีศักดิ์เป็นคุณยายของคุณเป๊ก-ภาณุวัฒก์ คุณวิไลเปิดครัวหลังบ้าน ทำขนมไทยหาเลี้ยง-ส่งเสียลูก 7 คน ฐานะครอบครัวอยู่ในระดับหาเช้ากินค่ำ “คุณแม่ผมต้องเสียสละไม่เรียนหนังสือ เพราะคุณยายส่งลูกได้ไม่หมด แต่ลูกทุกคนซึมซับและคุ้นเคยกับขนมหวานไทย พอแยกออกไปมีครอบครัว ยังได้นำทักษะติดตัวไปประกอบอาชีพ แบ่งกันไปคนละชนิด ของบ้านผมได้ทองหยิบ-ทองหยอด เลยตั้งชื่อว่าบ้านทองหยอด ส่วนพี่น้องอื่นที่สนใจ แยกไปทำบ้านเม็ดขนุน บ้านฝอยทอง โดยตอนนี้บ้านฝอยทองก็ยังดำเนินกิจการเล็กๆอยู่”
ปี 2533 คุณไพโรจน์และคุณกมลาแยกออกมาก่อตั้ง “บ้านทองหยอด” บนพื้นที่ 1 ไร่ในหมู่บ้านเศรษฐกิจ ย่านเพชรเกษม เปิดเป็นโรงงานขนาดเล็กด้านหลังบ้าน ผลิตและค้าส่งทองหยอด ทองหยิบ ตลาดหลักอยู่ที่ปากคลองตลาดและบ้านวุฒากาศของคุณยาย ซึ่งขยับขยายเป็นผู้ค้าส่งขนมหวานไทยรายใหญ่ในละแวกนั้น ปีถัดมาคุณกมลาซึ่งชื่นชอบกีฬาแบดมินตันและปลูกฝังให้ลูกทุกคนเล่นแบด มองเห็นลู่ทางเพราะต้องจ้างโค้ชมาเทรนให้ลูกๆ จึงเปิดคอร์ตแบดรับเทรนให้ลูกคนอื่นด้วย จนขยายเป็นชมรมและโรงเรียนสอนในเวลาถัดมา 2 สามีภรรยาจึงแบ่งกันดูแลธุรกิจแบบชัดเจน คุณกมลาหันไปดูโรงเรียน ส่วนคุณไพโรจน์คุมโรงงานผลิตขนมต่อไป
“ตอนนั้นคุณพ่อคุณแม่วางตัวไว้แล้ว ให้ผมรับช่วงร้านขนม ส่วนพี่ชายซึ่งเป็นนักกีฬาแบดมินตันทีมชาติไทย ถูกส่งไปบริหารโรงเรียน ผมจึงรู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าต้องทำธุรกิจขนมไทยต่อ ไม่มีข้อกังขาอะไร ผมแยกไข่แดง–ไข่ขาวเป็นตั้งแต่อนุบาล เรียกว่าพร้อมทั้งกายและใจ แถมมีเป้าหมายอยากทำให้ดีขึ้นกว่าในยุคคุณพ่อ”
คุณเป๊ก ซึ่งเรียนจบบริหารธุรกิจจากเกษตรศาสตร์ จึงค่อยๆเรียนรู้ธุรกิจตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ “ตอนนั้นผมเห็นแล้วว่า รายได้มันลดลงเรื่อยๆ เริ่มกังวล พอเรียนจบอายุ 22 เข้ามาช่วยคุณพ่อเต็มตัว ทำงานด้วยกันยาก ความคิดไม่ตรงกัน วันหนึ่งตอนอายุ 24 ผมตัดสินใจคุย ขอโซโล่เอง 6 เดือน ถ้าไม่สำเร็จจะปล่อยมือ คุณพ่อยอม ยกทุกอย่างให้บริหารหมด”
พอได้โอกาส คุณเป๊กเสาะหาความจริงทันที ปรากฏยอดขายลดลงที่ปากคลองตลาด เพราะมีตลาดค้าส่งใหม่ผุดขึ้นมา ขายดัมพ์ราคาเพราะได้ผู้ผลิตจากเพชรบุรีที่ทำต้นทุนได้ต่ำกว่า “สิ่งที่ผมทำตอนนั้นคือ หา “ผู้ชนะ” คนใหม่ให้เจอ แล้ว ไปอยู่ในน่านน้ำของเขา ผมยังขยายตลาดสู่การผลิตเม็ดขนุนและฝอยทอง โดยเฉพาะฝอยทอง ซึ่งมีตลาดรองรับในวงกว้าง โดยเฉพาะตลาดเบเกอรีและความนิยมในเค้กฝอยทอง แต่ไม่ส่งขายบ้านคุณยายที่วุฒากาศ เพราะไปทับกับร้านของญาติ”
จากนั้นธุรกิจก็เข้าสู่โหมดเติบโตต่อ จนทุกวันนี้ “บ้านทองหยอด” เป็นของคุณเป๊กเต็มตัวแต่เพียงผู้เดียว ส่วนโรงเรียนสอนแบดเป็นของพี่ชาย ทั้ง 2 คนมีหน้าที่ดูแลน้องสาวคนเล็กตามคำขอของบิดามารดา
“ตอนคุณพ่อออกไป แกให้ผมทำคนเดียวจริงๆ ไม่มาแทรกแซง มีช่วยบ้างเรื่องการผลิตเพราะเก่งเครื่องจักร คอยอัปเกรดให้ผลิตได้จำนวนมากขึ้น รองรับการเติบโตของยอดขาย แต่แกไม่ค่อยถนัดเรื่องการตลาดสักเท่าไร”
จนโรงงานเดิมที่หมู่บ้านเศรษฐกิจ ซึ่งเริ่มจากคนงานหลัก 10 ทะยานไปที่ 90 คน แออัดหนาแน่น คุณเป๊กจึงขยับขยายหาที่ใหม่เลือกที่นครปฐม ซึ่งปัจจุบันกินพื้นที่ 12 ไร่ “ตอนขยายโรงงาน ผมคิดแผนไว้แล้วว่าอยากเข้าไปขายในร้าน 7-11 ไม่ได้ศึกษาความเสี่ยงใดๆทั้งนั้น แต่เชื่อว่าแม้เข้าร้าน 7-11 ไม่ได้ ผมก็จะไม่เจ็บตัว เพราะลงทุนโดยใช้กระแสเงินสดและออเดอร์ที่มีอยู่สามารถรองรับการลงทุนใหม่ครั้งนั้นได้”
ระดับคุณเป๊กเสียอย่าง พ่วงประสบการณ์โรงงานผลิต-ค้าส่งขนมหวานไทยมากกว่า 30 ปี แม้จะยากเย็นเพียงไร ในที่สุด “บ้านทองหยอด” ก็ได้เข้าไปขายในร้าน 7-11 เมื่อปี 2560 ประเดิม 2,500 สาขาโซนภาคใต้ ด้วยชุดรวมขนมไทย ประกอบด้วย ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เม็ดขนุน ประมาณ 1 เดือนจากนั้น ผลตอบรับดีเยี่ยมจนได้ขายทั่วประเทศ
กำลังไปได้ดี ราว 3 ปีจากนั้น โรงงานไฟไหม้เพราะไฟฟ้าลัดวงจร โซนผลิตเสียหาย 100% และเป็นเพราะความช่วยเหลือจาก 7-11 ทำให้ “บ้านทองหยอด” กลับมาผลิตได้บางส่วนภายใน 10 วัน ขณะที่ลูกค้ารายอื่น ยืนยันว่าจะกลับมาสั่งขนมหวานบ้านทองหยอดต่อเมื่อพร้อม “สรุปเหตุการณ์ครั้งนั้น ลูกค้าส่วนใหญ่กลับมา มีหายไปราว 20%”
เริ่มต้นจากครัวหลังบ้านของคุณแม่ลูก 7 มาสู่โรงงาน 14 ไร่ในนครปฐม ปัจจุบัน “บ้านทองหยอด” ในนามบริษัท บีทีวาย ฟู้ด จำกัด ซึ่งมีคุณเป๊กดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ มีพนักงานทั้งสิ้น 450 คน ผลิตขนมไทยส่งขายผ่านช่องทางหลากหลาย ตั้งแต่ร้าน 7-11 ตลาดค้าส่ง ร้านอุปกรณ์เบเกอรี โรงงานผลิตขนมและเบเกอรี รวมทั้งช่องทางออนไลน์
ยอดขายปี 2568 อยู่ที่ 300 ล้านบาท ส่วนปี 2569 คาดว่าจะปิดที่ 350 ล้านบาท ในแต่ละวันโรงงานคุณเป๊กใช้ไข่ไก่ 1 แสนฟอง ไข่เป็ด 1 แสนฟอง รวมทั้งน้ำตาล ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก “แม้คนไทยจะรักษาสุขภาพมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่กินหวาน เราในฐานะผู้ผลิตย่อมต้องปรับตัว สินค้าของเราโดยเฉพาะในร้าน 7-11 ไม่หวานมาก ส่วนขนมที่ผลิตแบบค้าส่ง ต้องใช้น้ำตาลมากหน่อยเพื่อถนอมอาหารให้อยู่ได้นานขึ้น”
ทุกวันนี้ สิ่งที่คุณเป๊กในวัย 43 ห่วง คือการหาเวลา “ออก” จากงานรายวัน ด้วยความที่เป็นคนลงมือทำทุกอย่าง ทำให้ตอนนี้ไม่มีเวลา “คิด” ขณะนี้ “บ้านทองหยอด” จึงกำลังลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์ หาคนเก่งๆ
มาช่วยลงมือทำ คุณเป๊กจะได้มีเวลา “คิด” มากขึ้น เมื่อถามถึงเคล็ดลับในการทำธุรกิจ คุณเป๊กตอบง่ายๆอย่างคมคายว่า “ต้องใช้น้อยกว่าที่หาได้”.
มาดามเจด้า
คลิกอ่านคอลัมน์ “Business on my way” เพิ่มเติม