
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกการเงินที่หมุนไวเพียงปลายนิ้วสัมผัส ข้อมูลจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) สะท้อนภาพที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันมีนักลงทุนรายย่อยที่ตื่นตัว (Active User) อยู่เพียงประมาณ 3-4 แสนบัญชี เท่านั้น และแม้ว่าในกลุ่มนี้จะมีสัดส่วนของคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Y และ Gen Z รวมกันสูงถึง 60%
แต่เมื่อนำตัวเลขดังกล่าวไปเปรียบเทียบกับจำนวนประชากร Gen Y และ Gen Z ในประเทศไทยที่มีรวมกันกว่า 26 ล้านคน จะพบว่ามีคนรุ่นใหม่ไม่ถึง 2% ด้วยซ้ำที่ก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอย่างเต็มตัว
คำถามสำคัญคือ “ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงยังเข้าไม่ถึงหรือเลือกที่จะไม่เข้าหาการลงทุนในตลาดหุ้น?”
หากวิเคราะห์จากข้อมูลของ ศูนย์วิจัยกรุงศรี (Krungsri Research) ปี 2568 จะพบว่าอุปสรรคสำคัญอันดับหนึ่งคือ “ภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น” โดยกว่า 69% ของ Gen Z มองว่ารายได้ส่วนใหญ่ถูกกลืนกินด้วยค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน จนเหลือเงินออมไม่เพียงพอที่จะเริ่มต้นลงทุน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่อง “กับดักรายได้ปานกลาง” ที่บีบให้คนไทยส่วนใหญ่ต้องจัดการกับหนี้ครัวเรือนซึ่งพุ่งสูงเกือบ 90% ของ GDP ก่อนจะนึกถึงการบริหารความมั่งคั่ง
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก สถาบันอนาคตไทยศึกษา (Thailand Future Foundation) ยังชี้ให้เห็นว่า “Financial Literacy” เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ เอกสารการลงทุนที่เข้าใจยากและมีความซับซ้อน ทำให้การลงทุนดูเป็นเรื่องไกลตัวที่ต้องใช้เวลามหาศาลในการศึกษา ส่งผลให้คนรุ่นใหม่บางส่วนเลือกหันไปหาทางเลือกที่ “หวือหวา” และ “ทันใจ” กว่า อย่างเช่นสินทรัพย์ดิจิทัล หรือเลือกที่จะ “ออมนิ่ง” ไว้ในบัญชีเงินฝากที่แพ้เงินเฟ้อไปทุกวัน
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า โจทย์ของการปลดล็อกการเงินไทย ไม่ใช่แค่การ “ชวนให้ลงทุน” แต่คือการ “ทลายกำแพง” ทั้งด้านความเข้าใจ และการสร้างเครื่องมือที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป และนี่คือหัวใจสำคัญที่ เดียร์ - วทันยา บุนนาค CO-CEO Liberator จะมาบอกเล่าถึงศักยภาพของแอปพลิเคชันที่จะเปลี่ยนให้การลงทุนไม่ใช่เรื่องยากสำหรับใครอีกต่อไป
เริ่มแรก วทันยา ฉายมุมมองว่า สาเหตุหลักที่ทำให้สัดส่วนการลงทุนในไทยยังต่ำ เพียง 5-6% ของประชากร คือ หลายคนมองว่าการลงทุนยากและไกลตัว รวมทั้งต้องมาคู่กับศัพท์แสงเฉพาะทางที่ซับซ้อน ทำให้เกิดทัศนคติที่ว่า “รอให้พร้อมก่อน” หรือ “รอให้เก่งก่อนค่อยเริ่ม” จนไม่ได้เริ่ม และยังมีกับดักรายได้ปานกลาง ทำให้คนส่วนใหญ่โฟกัสกับการใช้จ่าย "เดือนชนเดือน" จนมองว่าการลงทุนเป็นเรื่องทางเลือกลำดับท้าย ๆ
รวมทั้งคนไทยมีนิสัยการออมที่ดี (ดูได้จากจำนวนบัญชีเงินฝากที่มีมากกว่า 50 ล้านบัญชี) แต่เรามักถูกสอนแค่ให้ “ออม” แต่ไม่เคยถูกสอนว่า “ออมอย่างไร” ดังนั้นการฝากเงินนิ่ง ๆ ไว้ในธนาคารเพียงอย่างเดียว ในระยะยาวอาจเท่ากับการขาดทุนเล็ก ๆ ทุกวัน เพราะอำนาจการซื้อของเราจะลดลงเรื่อย ๆ จากอัตราเงินเฟ้อ
นิยามการลงทุนในมุมมองของ Liberator จึงไม่ใช่การกระโจนเข้าใส่ความเสี่ยงเพื่อกำไรมหาศาลแบบการพนัน แต่คือการรักษาคุณค่าของเงินในกระเป๋าให้งอกเงย เพื่อปลดล็อกอิสรภาพทางการเงินให้เราสามารถดีไซน์ชีวิตในวัยเกษียณ หรือออกไปท่องโลกกว้างได้ตามใจฝัน
วทันยา เปรียบเทียบการลงทุนเสมือนกับการ “หัดขับรถ” ได้อย่างน่าสนใจว่า “เราไม่สามารถเก่งได้เพียงแค่การอ่านคู่มือหรือจำว่าเบรกและคันเร่งอยู่ตรงไหน หากไม่ลองจับพวงมาลัยและออกสู่ถนนใหญ่ด้วยตัวเอง ประสบการณ์จริงจะสอนให้เราเข้าใจจังหวะของตลาด และเมื่อเรามีส่วนได้ส่วนเสีย มีสินทรัพย์อยู่ในมือ ความสนใจที่จะขวนขวายหาความรู้จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ดังนั้นอย่ารอจนเก่งแล้วค่อยเริ่ม แต่เราต้องเริ่มเพื่อให้เก่ง”
และเพื่อทำลายกำแพงความกลัว Liberator จึงไม่ได้เป็นเพียงแพลตฟอร์มเทรดหุ้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นสถาบันสร้าง Financial Literacy ที่เข้มข้น ตั้งแต่ก้าวแรกจนถึงระดับแอดวานซ์ โดยปัจจุบันมีคอร์สออนไลน์มากกว่า 60 คลาส ครอบคลุมทุกสินทรัพย์ ตั้งแต่พื้นฐาน 101 ไปจนถึงเทคนิคขั้นสูง รวมถึงการจัด Classroom ตลอดทั้งปี
เพราะในโลกที่ความผันผวนเกิดขึ้นได้ทุกวินาที ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบายของผู้นำโลกอย่างโดนัลด์ ทรัมป์, สภาวะสงคราม หรือแม้แต่โรคระบาดอย่างโควิด-19 วทันยา เชื่อว่าแม้แต่นักลงทุนที่มีประสบการณ์ 20-30 ปี ก็ยังต้องเรียนรู้สิ่งใหม่เสมอ การมีเครื่องมือที่ช่วยลดความกดดันและเติมความมั่นใจอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งจำเป็น
ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนหน้าเก่าหรือหน้าใหม่ เป้าหมายสุดท้ายของการลงทุนที่ Liberator อยากมอบให้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขสีเขียวในพอร์ต แต่คือ “ความเข้าใจ” ที่จะทำให้เงินทำงานแทนเราได้อย่างแท้จริง และเปลี่ยนความยากให้กลายเป็นโอกาสที่ทุกคนเข้าถึงได้ในทุกระดับ
และนี่คือจุดเริ่มต้นของภารกิจใหญ่จาก Liberator ที่หยิบยกเอาความเชื่อที่ว่า “โลกของการลงทุนควรเป็นของคนไทยทุกคน” มาเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนในปีนี้ เพื่อรณรงค์ให้คนไทยมองเห็นโอกาสในการสร้างเงินให้งอกเงย และก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ ที่เคยเหนี่ยวรั้งนักลงทุนรายย่อยเอาไว้ Liberator จึงเดินหน้าทลายกำแพงนี้ด้วยโปรโมชั่น “ฟรีค่าคอม 3 เดือนสำหรับบัญชีใหม่” เพื่อสร้าง Playground ที่ทุกคนยืนอยู่บนต้นทุนที่เท่ากันอย่างแท้จริง
และก้าวต่อไปที่น่าจับตามองที่สุดในปี 2569 คือการขยายอาณาจักรการลงทุนไปสู่ 21 ประเทศทั่วโลก ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูบานใหญ่ให้รายย่อยได้ออกไปสัมผัสโอกาสระดับสากล วทันยา ขยายความว่า ภายในเดือนเมษายน 2569 นี้ นักลงทุนจะได้เห็นการบุกตลาดจีนและฮ่องกง เพิ่มเติมจากเดิมที่มีหุ้นไทย หุ้นสหรัฐฯ TFEX และกองทุนอยู่แล้ว เพื่อขยายโอกาสในการหาผลตอบแทนที่ไร้พรมแดน
และภายในปลายปี 2569 จะครอบคลุมไปถึงเกาหลี เวียดนาม ยุโรป และแคนาดา ซึ่งการขยายตัวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวน แต่คือการเพิ่ม “โอกาส” อย่างทวีคูณ จากเดิมที่หุ้นไทยมีให้เลือกเพียง 900 กว่าบริษัท แต่หากข้ามไปตลาดสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียว โอกาสจะพุ่งสูงขึ้นเป็น 10,000 บริษัททันที โดยที่นักลงทุนสามารถเลือกช้อปหุ้นรายตัวได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านเครื่องมือส่งต่ออย่าง DR หรือกองทุนรวมแบบเดิม ๆ
แน่นอนว่าเมื่อตัวเลือกมากขึ้น ความยากในการตัดสินใจก็เพิ่มตาม Liberator จึงเตรียมส่งฟีเจอร์เด็ดอย่าง “AI Assistant” เข้ามาเป็นตัวช่วยอัจฉริยะ ซึ่งความพิเศษอยู่ที่การดึงข้อมูล Data เชิงลึกและบทวิเคราะห์จากทีมผู้เชี่ยวชาญของ Liberator โดยตรงมาไว้ในแชทบอต ทำให้มีความแม่นยำและเชี่ยวชาญด้านการลงทุนสูงกว่า AI ทั่วไป ช่วยให้นักลงทุนไม่ต้องเสียเวลาดาวน์โหลดไฟล์มาวิเคราะห์เอง แต่สามารถรับคำแนะนำระดับเอ็กซ์คลูซีฟที่ปกติจะมีเพียงนักลงทุนรายใหญ่เท่านั้นที่ได้รับ
นอกเหนือจากเทคโนโลยีล้ำสมัย Liberator ยังให้ความสำคัญกับเรื่องของ “Community” และ “Financial Literacy” ผ่านการจัดรายการไลฟ์สดวันละ 2 รอบ เพื่อเสิร์ฟกลยุทธ์ช่วงเช้าและเทคนิคคอลช่วงบ่าย รวมถึงการส่ง Notification บอกเทรนด์กันแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ลูกค้ารายย่อยได้รับการดูแลไม่ต่างจากลูกค้ารายใหญ่ รวมถึงการเดินสายเข้าหามหาวิทยาลัยเพื่อติดอาวุธความรู้ให้เยาวชนตั้งแต่อายุ 18 ปี ให้พวกเขามีอิสรภาพทางการเงินตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเข้าสู่วัยผู้ใหญ่
ขณะเดียวกันในโลกของการลงทุนที่ “ข้อมูล” คืออาวุธที่สำคัญที่สุด คำถามที่น่าสนใจคือทำไมโอกาสในการเข้าถึงเครื่องมือระดับพรีเมียมมักจะถูกจำกัดอยู่แค่คนเฉพาะกลุ่ม? วทันยา ได้ฉายภาพให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของแอปพลิเคชัน “Liberator” ที่ไม่ได้วางตัวเป็นเพียงแค่แอปฯ เทรดหุ้นทั่วไป แต่คือผู้มาเพื่อ “Break the Barrier” หรือการทำลายทุกข้อจำกัดที่เคยขวางกั้นนักลงทุนรายย่อย
หนึ่งในหมัดเด็ดที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการคือการเป็น Partner กับแพลตฟอร์มสำหรับวิเคราะห์กราฟระดับโลกอย่าง “TradingView” ซึ่งปกติแล้วหากนักลงทุนสาย Technical ต้องการเข้าถึงข้อมูลที่ลึกและฟีเจอร์ที่ซับซ้อนเพื่อเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจ มักจะมีต้นทุนค่า Membership ที่ต้องจ่ายเอง
แต่สำหรับ Liberator แนวคิดนั้นถูกตีโจทย์ใหม่ เพราะทางแอปฯ เชื่อว่าโอกาสไม่ควรถูกจำกัดด้วยต้นทุนที่สูงกว่า ลูกค้าของ Liberator จึงสามารถใช้ ID เดียวกันล็อกอินเข้าใช้งาน TradingView ได้ฟรี แถมยังสามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้ทันทีโดยไม่ต้องสลับหน้าจอไปมาให้เสียจังหวะ
ความสำเร็จนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ฟีเจอร์ เพราะในปี 2568 ที่ผ่านมา Liberator เพิ่งคว้ารางวัลระดับโลกอย่าง Best Stock Broker in Asia จาก TradingView มาครอง ซึ่งถือเป็นบทพิสูจน์ชั้นดีจากเสียงโหวตและการใช้งานจริงของผู้ลงทุนที่สัมผัสได้ถึงความสะดวกและข้อมูลที่ “ลึก” กว่าเดิม เพื่อช่วยให้การตัดสินใจเทรดมีประสิทธิภาพสูงสุด
และเมื่อมองข้ามช็อตไปถึงเป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น วทันยา ได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับโครงสร้างการลงทุนในประเทศไทย โดยเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า ปัจจุบันคนไทยเข้าถึงการลงทุนเพียงแค่ 6% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสิงคโปร์หรือสหรัฐอเมริกาที่มีสัดส่วนสูงถึง 50-60% สัดส่วนที่ต่างกันมหาศาลนี้เองคือ “โจทย์ใหญ่” ที่ Liberator ต้องการเข้าไปแก้ไข
“ความตั้งใจสูงสุดคือการเห็นคนไทยสามารถปลดล็อกอิสรภาพทางการเงิน และมีสิทธิ์ที่จะดีไซน์ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างมั่นคง โดยไม่ต้องให้ “เงิน” กลายเป็นโซ่ตรวนที่พันธนาการชีวิต Liberator จึงพยายามทำลายทุกกำแพงของระบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าธรรมเนียม หรือการเข้าถึงบทวิเคราะห์และเครื่องมือชั้นนำ เพื่อให้การลงทุนเป็นเรื่องที่ง่ายและสร้างความมั่นใจให้กับทุกคน” วทันยา กล่าว
ทั้งหมดนี้คือความมุ่งมั่นของ Liberator ที่ต้องการพิสูจน์ว่า ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนหน้าใหม่หรือหน้าเก่า ทุกคนควรได้รับโอกาสในการเข้าถึงเครื่องมือระดับโลก ข้อมูลที่เท่าเทียม และต้นทุนที่ยุติธรรม เพื่อร่วมกันสร้างความมั่นคงทางการเงินให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างยั่งยืน
และเมื่อถามถึงจุดเริ่มต้นลงทุนครั้งแรกในชีวิต? วทันยา เล่าว่า หากย้อนเวลากลับไปเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ในวันที่เด็กจบใหม่คนหนึ่งก้าวเท้าเข้าสู่อุตสาหกรรมตลาดทุนในฐานะโบรกเกอร์และนักการตลาดมือใหม่ ต้องยอมรับอย่างเต็มปากว่า ประสบการณ์ครั้งแรกของเธอนั้นเต็มไปด้วยความ “งง” และ “เจ็บ” ไม่ต่างจากนักลงทุนมือใหม่ทุกคนที่เพิ่งเริ่มก้าวลงสนาม
ในยุคที่อินเทอร์เน็ตยังเข้าถึงข้อมูลได้ไม่ง่ายเหมือนปัจจุบัน และไม่มี AI มาคอยสรุปความให้เข้าใจในพริบตา สิ่งที่ต้องเผชิญในห้องประชุมทีมวิเคราะห์คือ “กำแพงทางภาษา” ที่เต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะทางที่ชวนปวดหัว เธอทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาจดบันทึกและกลับไปทำการบ้านอย่างหนักเพื่อหาคำตอบว่าสิ่งที่นักวิเคราะห์พูดนั้นหมายถึงอะไร การเรียนรู้ในวันนั้นจึงต้องอาศัย “ระยะเวลา” และ “ประสบการณ์” เป็นเครื่องพิสูจน์เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะการทำความเข้าใจ Cycle ของธุรกิจที่มีช่วง High Season และ Low Season ที่ต้องใช้เวลาซึมซับนานนับปีกว่าจะมองภาพออก
เมื่อถามถึง “หุ้นตัวแรก” ในชีวิต วทันยา เล่าด้วยรอยยิ้มว่า คือหุ้นในกลุ่มพลังงาน ซึ่งในยุคนั้นเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของ SET Index ที่คอยกำหนดทิศทางของตลาด แม้ว่าเธอจะเลือกลงทุนในหุ้นระดับ Blue Chip ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง มีงบการเงินที่ตรวจสอบได้ และมีผู้บริหารที่เชื่อถือได้ตามสไตล์นักลงทุนสาย Value Investor (VI)
แต่เธอก็ย้ำชัดว่า “ไม่เคยมีใครในตลาดที่ไม่เคยเจ็บ” ความเจ็บปวดจากการขาดทุนคือบทเรียนราคาแพงที่หล่อหลอมให้เธอแข็งแกร่งขึ้น และเข้าใจถึงความสมเหตุสมผลระหว่าง “ราคาหุ้น” กับ “มูลค่าที่แท้จริง” ของบริษัท
จากความยากลำบากในวันนั้น กลายเป็น “Passion” สำคัญที่ผลักดันให้เกิด “Liberator” ในวันนี้ วทันยา มีความตั้งใจที่จะทำลายกำแพงที่เคยปิดกั้นนักลงทุน โดยเฉพาะ “นักลงทุนหน้าใหม่” ที่อยากเข้าถึงการลงทุนได้เร็วและง่ายที่สุด หากบอกตัวเองได้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เธอเอ่ยบอกว่า “ให้เริ่มเรียนรู้และทดลองลงทุนให้เร็วกว่านี้ เพราะยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ โอกาสที่จะเติบโตและมีความชำนาญก็จะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น”
ดังนั้นหัวใจสำคัญที่ Liberator พยายามนำเสนอเพื่อแก้ Pain Point ของนักลงทุนรายย่อยมีอยู่ 3 ประการหลัก ประการแรกคือ “การเข้าถึงที่ง่ายเพียงปลายนิ้ว” ผ่านแอปพลิเคชันที่ออกแบบมาให้จบในที่เดียว ไม่ต้องผ่านขั้นตอนเอกสารที่ยุ่งยากซับซ้อนเหมือนในอดีต ประการต่อมาคือ “ความเท่าเทียมเรื่องค่าธรรมเนียม” เพราะค่าคอมมิชชันคือ “ศัตรูเงียบ” ที่คอยกัดกินกำไรของนักลงทุนรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่มที่เริ่มต้นด้วยเงินหลักพัน เพื่อให้รายย่อยสามารถยืนระยะในเกมการลงทุนได้นานขึ้น
และประการสุดท้ายคือการ “ทลายกำแพงข้อมูล” ด้วยการนำเครื่องมือ อุปกรณ์การวิเคราะห์ และข้อมูลเชิงลึกที่เคยจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่หรือผู้เล่นหน้าเก่าในตลาด มาส่งต่อให้กับคนหมู่มากอย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นการจัดคลาสสอนทั้งออนไลน์และออนกราวด์
รวมถึงการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญในปีนี้ เพื่อให้ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมือโปร ก็สามารถเข้าถึงโอกาสทางการเงินในตลาดไทย ตลาดอเมริกา TFEX และกองทุนรวมได้อย่างเท่าเทียมกัน เพราะสุดท้ายแล้วเป้าหมายสูงสุดของเธอคือการสร้างโลกการลงทุนที่ “ง่าย เร็ว และเป็นธรรม” สำหรับทุกคน
** การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน