
เจาะลึกมุมมองจากสองผู้เชี่ยวชาญ “ทองคำ” vs “Bitcoin” สองสินทรัพย์ที่ถูกนำมาเปรียบเทียบกันมากที่สุดในฐานะเครื่องมือรักษาความมั่งคั่ง อะไรเหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนของเรามากที่สุด
ในยุคที่ความผันผวนทางการเงินกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว “ทองคำ” และ “Bitcoin” ได้กลายเป็นสองสินทรัพย์ที่ถูกนำมาเปรียบเทียบกันมากที่สุดในฐานะเครื่องมือรักษาความมั่งคั่ง
อย่างที่รู้กันว่า ทองคำได้รับการยอมรับว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคง ปลอดภัย และมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ขณะที่ Bitcoin กลับถูกมองว่าเป็น "ทองคำดิจิทัล" แห่งโลกอนาคตที่สามารถโยกย้ายถ่ายโอนได้อย่างอิสระ
Thairath Money พาเจาะลึกมุมมองจากสองผู้เชี่ยวชาญ
เพื่อช่วยให้ทุกคนทำความเข้าใจแก่นแท้ของสินทรัพย์ทั้งสองชนิดนี้ และค้นหาคำตอบไปพร้อมกันว่าอะไรเหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนของตนเองมากที่สุด
การถกเถียงระหว่าง “ทองคำ” สินทรัพย์ดั้งเดิมที่ยืนหยัดมายาวนาน กับ “Bitcoin” สินทรัพย์ดิจิทัลที่เข้ามาท้าทายระบบเดิม กำลังกลายเป็นคำถามสำคัญของนักลงทุนทั่วโลก
ว่าสุดท้ายแล้วอะไรคือเครื่องมือเก็บรักษาความมั่งคั่งที่ตอบโจทย์ที่สุดในปัจจุบัน ระหว่างความมั่นคงที่พิสูจน์มาแล้ว กับนวัตกรรมที่อาจเปลี่ยนอนาคตการเงินไปตลอดกาล
อ.จิม จิณณะ สินส่ง มองว่า ทองคำคือสินทรัพย์ที่พิสูจน์ตัวเองมาอย่างนาน มีมูลค่าในตัวเองและสามารถเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอนาคต ด้วยตัวของมันเอง แม้จะมีความยากในการขนย้ายมากกว่าสินทรัพย์ดิจิทัล
ปัจจุบันทองคำยังคงเป็นสิ่งที่ธนาคารกลางและรัฐบาลทั่วโลกสะสมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามูลค่าของทองคำยังคงอยู่ นอกจากนี้ ยังย้ำอีกว่า แม้ตนจะจบทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มีความรู้ด้านเทคโนโลยี แต่หากต้องเลือกการลงทุนในพอร์ตหลักก็ยังเลือกทองคำอยู่
อย่างไรก็ดี แม้ อ.จิม จะยอมรับว่า Bitcoin เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์การเงินของโลกและจุดประกายนวัตกรรมการเงินยุคใหม่ แต่ก็ยังมีข้อกังวลว่าด้วย “ความเชื่อใจ” ของ Bitcoin ที่อยู่กันแบบชุมชนนี้
หากในอนาคตรัฐบาลทั่วโลกรวมตัวกันสร้างเหรียญที่มีความน่าเชื่อถือมากกว่า เช่น มีทองคำหนุน ก็อาจกลายเป็นคู่แข่งที่ต้องพิจารณาในอนาคต
ขณะที่ ดร. วิชิต ซ้ายเกล้า มองว่า รากฐานของการทำความเข้าใจ Bitcoin นั้น ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจ "ทองคำ" เสียก่อน โดยเฉพาะคำถามที่ว่า ทำไมทองคำจึงถูกยอมรับให้เป็นสินทรัพย์ที่มีค่าและใช้สะสมความมั่งคั่งมาอย่างยาวนาน
โดยได้อธิบายว่า เมื่อมนุษย์สร้างรายได้จนเกิดเป็นเงินออม สิ่งที่ตามมาคือการมองหาเครื่องมือในการรักษามูลค่าของเงินนั้น ซึ่งสินทรัพย์ที่ดีที่สุดจะต้องมีคุณสมบัติสำคัญ คือ หาได้ยาก เพิ่มจำนวนไม่ได้ คงทนไม่เน่าเสีย พกพาได้ และมีสภาพคล่องสูง สามารถเปลี่ยนกลับเป็นเงินสดได้ง่าย ซึ่งทั้งทองคำและ Bitcoin ล้วนมีคุณสมบัติเหล่านี้ครบถ้วน
อย่างไรก็ตาม ดร. วิชิต มองว่าในอนาคตโลกดิจิทัลจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ดังนั้น “ความสะดวกในการเคลื่อนย้าย” ของสินทรัพย์ต่างๆ คือหัวใจสำคัญ
เขาเปรียบเทียบว่าหากเกิดวิกฤติสงคราม การจะขนทองคำจำนวนมากหนักๆ ข้ามพรมแดนเป็นเรื่องยากลำบาก แต่ Bitcoin ช่วยให้ทุกคนสามารถ "หายตัว" ไปที่ไหนก็ได้พร้อมความมั่งคั่ง
เมื่อระยะเวลาบนหน้าประวัติศาสตร์กลายเป็นปัจจัยในการตัดสินใจลงทุน “อายุของสินทรัพย์” จึงต้องถูกหยิบยกขึ้นมาเปรียบเทียบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ว่าทองคำที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 5,000 ปี กับ Bitcoin ที่มีอายุเพียง 16 ปี อะไรน่าสนใจกว่ากัน
ในมุมมองของ อ.จิม ประเด็นเรื่องความน่าเชื่อถือยังเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด โดยเปรียบเทียบว่า ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มอบ "ความอุ่นใจ" แก่นักลงทุนได้มากกว่า
เนื่องจากผ่านบทพิสูจน์ท่ามกลางวิกฤติต่าง ๆ มายาวนานกว่า 5,000 ปี ตามหลักการที่ว่าสินทรัพย์ใดยิ่งดำรงอยู่มานาน ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะคงอยู่ต่อไป แม้ราคาทองคำอาจไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วหรือหวือหวาแบบก้าวกระโดด แต่ก็แลกมาด้วยความสบายใจในการถือครอง
ในทางกลับกัน แม้ความผันผวนและราคาที่พุ่งทะยานของ Bitcoin จะเป็นเสน่ห์ดึงดูดใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่าความอุ่นใจในการถือนั้นน้อยกว่ามาก เนื่องจาก Bitcoin มีอายุเพียง 16 ปี ซึ่งถือว่ายังต้องพิสูจน์ตัวเองอีกมาก
นอกจากนี้ อ.จิม ยังตั้งข้อสังเกตผ่านทฤษฎีผลประโยชน์ว่า ในท้ายที่สุด "กลุ่มคนส่วนน้อยที่มีอำนาจ" อาจเป็นผู้ชนะในเกมการเงินนี้ โดยกลุ่มคนเหล่านี้มีศักยภาพเพียงพอที่จะสร้างสกุลเงินดิจิทัลของตนเองขึ้นมาแทนที่ ซึ่งเป็นความเสี่ยงในอนาคตที่ไม่อาจมองข้ามได้
ด้าน ดร. วิชิต มองต่างออกไปโดยเชื่อว่าโครงสร้างการเงินโลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่จะฉีกกฎเกณฑ์เดิมทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง โดยมองว่าระบบการเงินที่ผูกโยงกับทองคำนั้น จบไปแล้วนับตั้งแต่มีการยกเลิกมาตรฐานทองคำในปี 1971
และโลกอนาคตจะเป็นยุคของ "ดิจิทัลไซเบอร์" อย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะเกิดช่องว่างที่แยกขาดระหว่างสินทรัพย์ยุคเก่าอย่างทองคำกับสินทรัพย์ดิจิทัล สิ่งที่เหลืออยู่คือ "ความเชื่อใจ" ในตัวสินทรัพย์นั้น ๆ
ด้วยบริบทนี้ ดร. วิชิต จึงมองว่าทฤษฎีผลประโยชน์ที่ อ.จิม กังวลว่ากลุ่มอำนาจเก่าจะสร้างเหรียญขึ้นมาควบคุมตลาดนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้ในโครงสร้างโลกการเงินใหม่ที่อำนาจขององค์กรใหญ่กำลังลดทอนลง
สำหรับประเด็นความผันผวน ดร. วิชิต เปรียบเทียบ Bitcoin ซึ่งมีอายุเพียง 16 ปี ว่าเป็นเสมือน "เด็ก" ที่มีศักยภาพการเติบโตสูงมาก และเปรียบความผันผวนของราคาว่าเป็น "อาการสั่นของเครื่องบินขณะกำลัง Take off" แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายถึงอันตราย แต่คือสัญญาณของการไต่ระดับเพื่อขึ้นสู่เพดานบินใหม่ที่สูงกว่าเดิม ดังนั้น เราจึงควรให้เวลา Bitcoin พิสูจน์ตัวเองอีกสัก 5-10 ปี เพราะนี่คือสินทรัพย์แห่งอนาคต
หากมีเงินอยู่ในมือ 100,000 บาท ควรนำไปวางไว้ที่ไหนระหว่างทองคำหรือ Bitcoin คำตอบของคำถามนี้ไม่ได้มีถูกหรือผิดตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับเป้าหมายชีวิต ระดับความเสี่ยง และมุมมองต่ออนาคตของแต่ละคน ซึ่งทั้งสองคนก็มีคำอธิบายที่แตกต่างกัน ดังนี้
อ.จิม จิณณะ ได้ให้คำแนะนำโดยแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลัก ตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ หากนักลงทุนอยู่ใน “วัยสร้างตัว” ที่มีความมุ่งมั่นและพร้อมรับความเสี่ยงสูงได้ Bitcoin คือสินทรัพย์ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนแบบทวีคูณได้อย่างมหาศาล แต่ต้องแลกมาด้วยความระมัดระวังอย่างสูงในเรื่อง Human Error เช่น การลืมรหัสผ่านกระเป๋าดิจิทัล หรือความเสี่ยงจากการฝากเงินไว้ใน Exchange ที่อาจเกิดการโกงขึ้นได้
ในทางกลับกัน หากนักลงทุนต้องการความปลอดภัยและมองหาความมั่นคงให้เงินก้อนนี้ไม่สูญหายไปไหน “ทองคำ” ยังคงเป็นคำตอบที่อุ่นใจกว่า เพราะเป็นสินทรัพย์ที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถชนะเงินเฟ้อได้ในระยะยาวและไม่มีทางหมดค่า
นอกจากนี้ อ.จิม ยังชี้ให้เห็นว่านวัตกรรมในปัจจุบัน ทำให้ทองคำเข้าถึงง่ายขึ้น รายย่อยไม่จำเป็นต้องแบกเงินแสนไปซื้อทองแท่ง แต่สามารถออมผ่านแอปพลิเคชันด้วยเงินหลักร้อยบาท แล้วค่อยสะสมจนครบเพื่อแลกเป็นทองจริงมาเก็บไว้ได้เช่นกัน
ในขณะที่ ดร. วิชิต ให้มุมมองที่สวนทางกันโดยเน้นย้ำว่า Bitcoin คือสินทรัพย์สำหรับ “คนตัวเล็ก” อย่างแท้จริง ด้วยคุณสมบัติที่สามารถแบ่งซื้อเป็นหน่วยย่อยได้ แม้มีเงิน 100 บาท ก็สามารถเริ่มออมได้ทันที และเชื่อว่ามีความได้เปรียบกว่าทองคำในแง่ของการเคลื่อนย้ายความมั่งคั่งที่สะดวกและรวดเร็วกว่าในโลกยุคดิจิทัล
และหากเปรียบเทียบศักยภาพการเติบโตไปถึงปี 2030 ทองคำอาจขยับจากหลักหมื่นขึ้นไปเป็นบาทละ 120,000 บาท หรือโตขึ้นประมาณ 2 เท่า แต่สำหรับ Bitcoin อาจมีโอกาสพุ่งไปถึงเหรียญละ 20 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้นถึง 5 เท่า ดังนั้น จึงเชื่อว่า Bitcoin คือ “ม้าที่วิ่งเร็วที่สุด” ในกระดานการลงทุนปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองท่านต่างเห็นพ้องกันในประเด็นพื้นฐานว่า “การออมคือแม่ทุกสถาบัน” และหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าจะเริ่มเมื่อไหร่ แต่อยู่ที่การเลือกสินทรัพย์ที่ถูกต้องและสอดคล้องกับตนเอง
สุดท้าย อ.จิม ฝากแง่คิดว่าการลงทุนไม่มีคำว่าช้าเกินไปและสามารถใช้วิธี DCA ได้กับทั้งสองสินทรัพย์ แต่ต้องมั่นใจว่าสินทรัพย์นั้นเป็นสิ่งที่ “ฝากผีฝากไข้” ได้จริง ส่วนดร. วิชิต มองว่าช่วงเวลานี้คือ “Bonus Period” สำหรับคนตัวเล็กที่จะได้สะสมสินทรัพย์แห่งอนาคต ก่อนที่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่จะเข้ามาครอบครองพื้นที่ทั้งหมด
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้