
สำหรับคนที่รักสุขภาพแล้ว อีกหนึ่งอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้คงหนีไม่พ้น Wearable Devices ไม่ว่าจะเป็น Smartwatch นาฬิกาอัจฉริยะ Fitness Tracker ติดตัวไว้ตอนออกกำลังกาย หรือไม่ก็สวมใส่ไว้บนร่างกายตลอดเวลา ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับความนิยมมากในช่วงที่ผ่านมาคือ “WHOOP” สายรัดข้อมืออัจฉริยะที่สามารถติดตามสุขภาพร่างกายของเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง
WHOOP ออกแบบมาเป็นสายรัดข้อมือแบบมินิมอล ไม่มีหน้าจอ ไม่ต้องกังวลว่าแสงจากหน้าจอที่จะรบกวนสายตา และยังไม่มีแจ้งเตือนหากไม่ต้องการ แค่สวมไว้เท่ ๆ เท่านั้น เซ็นเซอร์บนข้อมือจะสามารถติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลร่างกายผู้สวมใส่ได้ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่ช่วงออกกำลังกาย หรือเทรนนิ่งเท่านั้น แต่ยังคอยตรวจจับการนอนหลับ การพักฟื้นร่างกาย ความเครียด ไปจนถึงสุขภาพหัวใจของผู้สวมใส่ด้วย
ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง WHOOP นี้คือ “Will Ahmed” อดีตนักศึกษาจากฮาร์วาร์ด กัปตันทีมกีฬาที่ไม่รู้ว่าลิมิตการเทรนร่างกายของตัวเองอยู่ตรงไหน เลยไปลองศึกษาหาเครื่องมือที่จะมาช่วยไม่ให้เขาโอเวอร์เทรนได้ ก่อนจะเกิดเป็นสายรัดข้อมืออัจฉริยะที่นักกีฬาอาชีพ และคนทั่วโลกให้การยอมรับ เพราะนอกจากช่วยเรื่องสุขภาพแล้วยังช่วยเรื่องสุขภาวะ ตอบโจทย์กับคนที่ต้องการจะมีสุขภาพยืนยาวตามเทรนด์ Longevity ในปัจจุบัน
บทความนี้ Thairath Money คอลัมน์ How to Make Money จะพาไปทำความรู้จักกับ Will Ahmed ผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ WHOOP จากสายรัดข้อมือที่ออกแบบเอง สู่เครื่องมือที่ทุกคนอยากใช้ จากธุรกิจที่เกือบล้มละลาย กลายมาเป็นกิจการที่มูลค่าสูงกว่า 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ย้อนกลับไปในปี 2012 ในระหว่างที่ Will Ahmed ยังเป็นกัปตันทีมกีฬาสควอชของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขาต้องเผชิญกับปัญหาร่างกาย ที่ในบางครั้งไม่รู้เหตุผลว่าทำไมร่างกายถึงเจ็บหนักแม้จะไม่ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาเลย จนเขาค้นพบว่าบางครั้งตัวเองนั้นฝึกหนักเกินที่ลิมิตของร่างกายจะรับไหว หรือที่เรียกว่า Overtrain และทั้งหมดนั้นเกิดจากการที่เขากดดันตัวเองในขณะที่รับตำแหน่งกัปตันทีม จนการฝึกหนักนั้นส่งผลเสียต่อร่างกาย
Will Ahmed เป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัว วัยเด็กเขาเติบโตมาในลองไอแลนด์ นครนิวยอร์ก คุณพ่อเป็นผู้อพยพชาวอียิปต์ที่มาลงหลักปักฐานในสหรัฐอเมริกา ส่วนคุณแม่เป็นนักเขียนชาวอเมริกัน ทำให้เขาในฐานะลูกครึ่งในเมืองใหญ่นั้นต้องขยันที่จะเข้าสังคมหาเพื่อนตลอดเวลา และหนึ่งในกิจกรรมที่ทำให้เขาเจอเพื่อนใหม่ ๆ นั่นคือกีฬา
Will Ahmed ชื่นชอบกีฬามาตั้งแต่วัยเรียน เขาลงเล่นทั้งเรือใบ กอล์ฟ เทนนิส ฮอกกี้ ฟุตบอล และอีกหลายอย่าง เขาจบการศึกษามัธยมปลายจาก St. Paul’s School เรียนสายคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และที่นี่เขาก็เป็นนักกีฬาตัวยง เป็นกัปตันให้กับทั้งทีมสควอชและทีมเทนนิสของโรงเรียนอีกด้วย
หลังจากนั้นเขาก็เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) ในสาขา Government และ Economics เมื่อปี 2008 ที่นี่เขาระบุผ่าน LinkedIn ว่า นอกจากจะศึกษาเรื่องระเบียบ กฎหมาย และเศรษฐกิจแล้ว เขายังเป็นกัปตันร่วมของทีมสควอชมหาวิทยาลัย และสามารถพาทีมไปคว้าแชมป์อันดับ 3 ระดับชาติได้
“ผมไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังทำอะไรกับร่างกายตัวเองบ้างเวลาที่ซ้อม เชื่อว่านักกีฬาหลายคนเป็น บ้างก็ฝึกหนักเกิน บ้างก็ฝึกน้อยเกิน ไม่ก็ไม่รู้ว่าจุดที่เหมาะสมของตัวเองอยู่ตรงไหน และไม่เข้าใจถึงความสำคัญของการพักฟื้นร่างกายหรือการนอนหลับ” Will Ahmed กล่าว
และที่ฮาร์วาร์ดนี้เองทำให้เขาพบว่าร่างกายของเขารับการเทรนที่หนักเกินไปไม่ไหว เขาเลยหันมาศึกษาเรื่องสรีรวิทยาอย่างจริงจัง เพราะไม่ว่าเขาจะปรับการฝึก จะนอนพัก หรือปรับการกินแล้วก็ตาม แต่เขาไม่สามารถหาเทคโนโลยีที่จะคอยติดตามข้อมูลร่างกายได้ครบถ้วนขนาดนั้น
กระทั่งปี 2012 สายรัดข้อมืออัจฉริยะ WHOOP ก็ได้เกิดขึ้นมาจากการศึกษาอย่างจริงจังที่ Will Ahmed ระบุว่า “มันคือความหลงใหลในการศึกษาร่างกาย และแก้ปัญหาที่ผมเป็นอยู่” เขาอ่านงานวิจัยกว่า 500 ฉบับ พร้อมกับเขียนรายงานเรื่องการศึกษาร่างกายมนุษย์ด้วยขณะที่ยังเรียนอยู่ที่ฮาร์วาร์ด
เป้าหมายหลักของการสร้าง WHOOP คือการเอาเทคโนโลยีมาคอยติดตามร่างกาย Will Ahmed ทดลองใช้งานเองตั้งแต่วันแรก เขามองว่าอุปกรณ์ชิ้นนี้จะช่วยนักกีฬาทั้งมืออาชีพและไม่มืออาชีพให้คอยติดตามสุขภาพตัวเอง ทั้งการฝึกฝน ไปจนถึงการใช้ชีวิตในวันธรรมดา ลูกค้ากลุ่มหลักที่เขาต้องการจะเจาะเลยเป็นกลุ่ม Elite Athletes หรือนักกีฬาระดับโลกตั้งแต่วันแรก
สายรัดข้อมือที่ไม่มีหน้าจอ มีเพียงเซนเซอร์ไว้คอยติดตามและวิเคราะห์ร่างกายนี้ ถูกนักลงทุนหลายรายปัดตกในช่วงแรก ๆ ที่ Will Ahmed เดินหน้านำเสนอผลิตภัณฑ์ WHOOP ถูกมองว่าเป็นเพียงสายรัด เป็นโปรดักต์ใหม่ในตลาดที่ไม่อาจสู้ของเดิมจากเจ้าใหญ่ที่ขายเกลื่อนอยู่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Apple Watch, Fitbit ตลอดจนซอฟต์แวร์อื่น ๆ จากค่ายอุปกรณ์กีฬาทั้ง Nike และ Adidas
แต่ความแตกต่างของ WHOOP คือความมินิมอล ไร้หน้าจอ และความละเอียดในการวิเคราะห์ข้อมูลร่างกาย ซึ่ง WHOOP ไม่ได้เน้นการขายฮาร์ดแวร์อย่างสายรัด จึงออกแบบให้มีความเรียบง่าย แต่ขายการวิเคราะห์ข้อมูลที่ละเอียดยิบระดับ Medical Grade ให้ผู้สวมใส่ได้เรียนรู้ร่างกายตัวเองว่าทำอะไรมาบ้าง และต้องทำอะไรต่อ
ความพิเศษของ WHOOP คือระบบซอฟต์แวร์แบบ Subscription ที่ผู้ใช้สามารถจ่ายเป็นรายปีเพื่อเข้าถึงบริการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียด โดย WHOOP มีฟีเจอร์ที่โดดเด่น ได้แก่ วิเคราะห์ข้อมูลการฟื้นตัว ความเหนื่อยล้า การนอนหลับ และความเครียด มีระบบตรวจวัดการเคลื่อนไหวและจำนวนก้าว ประเมินช่วงอายุสุขภาพจริง (Healthspan) ด้วย WHOOP Age ไปจนถึงการวิเคราะห์ความดันโลหิตเชิงลึก
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: WHOOP ไม่ใช่แค่สายรัดข้อมือแต่คือสตาร์ทอัพผู้กุม Data สุขภาพล้ำค่ากำลังสร้างอำนาจที่เงินซื้อไม่ได้
Will Ahmed เล่าว่าเขานำเสนอให้กับนักลงทุนกว่า 143 รายแต่ถูกปฏิเสธทุกครั้ง จนในปี 2015 บริษัทเริ่มเข้าสู่ทางตัน ถึงขั้นที่จะต้องยื่นล้มละลาย วันหนึ่งเขาเริ่มเบื่อหน่ายและเครียดหนักจากการทำธุรกิจมา 3 ปีแต่ไม่ประสบความสำเร็จ และจะต้องยื่นล้มละลายในสัปดาห์นั้น เขานั่งจ้องจอโทรทัศน์อยู่นานสองนาน กดรีโมทไปเรื่อย ๆ จนพบโฆษณา KIA ที่มี LeBron James เป็นพรีเซนเตอร์ และวันนั้นเองทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เพราะบนข้อมือของนักบาสระดับโลกนั้นสวม WHOOP อยู่
WHOOP ไม่ได้ทำการตลาดผ่านนักกีฬาระดับโลก ไม่ได้ส่งสินค้าไปให้พวกเขาใช้ หรือจ้างคนดังช่วยเป็นพรีเซนเตอร์เลย แต่มันคือการบอกต่อกันในวงในเกี่ยวกับศักยภาพของ WHOOP และตั้งแต่วันที่สายรัดข้อมือนี้สวมอยู่ที่แขนของ LeBron James ธุรกิจนี้ก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ
ตอนนี้ WHOOP คือหนึ่งในเครื่องมือที่นักกีฬาอาชีพใช้ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Cristiano Ronaldo, Aryna Sabalenka, Michael Phelps, Tiger Woods ตลอดจน Rory McIlroy และนอกจากจะรุกธุรกิจฝั่ง B2B แล้ว WHOOP ยังพาร์ทเนอร์กับลีกกีฬาต่าง ๆ เพื่อเข้าถึงนักกีฬามากขึ้น ทั้ง NFL Players Association และ MLB หรือ Major League Baseball ลีกเบสบอลมืออาชีพที่ได้รับความนิยมสูงสุดในสหรัฐอเมริกา
ต่อมาก็ได้ขยายตลาดไปนอกจากกลุ่มนักกีฬา อย่างการจับมือกับหน่วยซีลของสหรัฐอเมริกา ให้เอา WHOOP ไปใช้งาน ก่อนที่จะเข้าถึงบุคคลทั่วไปมากขึ้นในเวลาต่อมา ซึ่งปัจจุบัน WHOOP กลายเป็นธุรกิจที่มีมูลค่ามากถึง 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือเกือบ 120,000 ล้านบาท มีกลุ่มลูกค้าทั่วโลก โดย Will Ahmed ระบุว่า บริษัทจะสามารถขยายฐานลูกค้าไปได้อีกกว่า 125 ล้านคนหลังจากที่เปิดให้มีบริการภาษาที่หลากหลายขึ้น
ปัจจุบันนี้ Will Ahmed ยังคงนั่งตำแหน่งซีอีโอของบริษัท กำลังพัฒนาเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังร่วมกับทีมต่อเนื่อง เพื่อคงความเป็นสายรัดข้อมืออัจฉริยะที่คนทั่วโลกจะใช้งานเพื่อสุขภาพของตัวเอง ตามแนวคิดหลักที่อยากให้ทุกคน “ปลดล็อกสมรรถนะของตัวเองและมีสุขภาพดีอย่างยืนยาว”
ที่มา: WHOOP [1][2], NoGood, CNBC, Men’s Health, Harvard, Business Insider
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney