
NocNoc จะปิดรับคำสั่งซื้อสุดท้าย 9 ก.พ. 2569 และยุติบริการทั้งหมด พ.ค. 2569
NocNoc แพลตฟอร์มจำหน่ายอุปกรณ์ตกแต่งบ้านและวัสดุก่อสร้างสัญชาติไทย ประกาศยุติการให้บริการอย่างเป็นทางการในปี 2569 หลังขาดทุนต่อเนื่องตลอด 5 ปี รวมมูลค่าขาดทุนสะสมประมาณ 4,390 ล้านบาท โดยในปีล่าสุดเพียงปีเดียวขาดทุนกว่า 1,800 ล้านบาท ปิดฉากเส้นทางธุรกิจยาวนาน 7 ปี ท่ามกลางการแข่งขันอีคอมเมิร์ซที่รุนแรง
ในแถลงการณ์ NocNoc ระบุว่า แม้บริษัทจะพยายามพัฒนาแพลตฟอร์มอย่างเต็มที่เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านการอยู่อาศัยที่ดีขึ้นให้กับลูกค้า ร้านค้า และพันธมิตร แต่ด้วยสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน และการแข่งขันที่รุนแรงอย่างมากในตลาดอีคอมเมิร์ซ ทำให้ต้องตัดสินใจยุติการให้บริการ หลังจากพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว โดย NocNoc จะปิดรับคำสั่งซื้อสุดท้ายในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 และจะยุติการให้บริการแอปพลิเคชันอย่างสมบูรณ์ภายในเดือนพฤษภาคม 2569
NocNoc เปิดตัวครั้งแรกในปี 2561 ในฐานะสตาร์ทอัพด้าน Home & Living หรือ Property Tech ที่วางตำแหน่งเป็น “Marketplace เพื่อการอยู่อาศัย” เชื่อมต่อผู้บริโภคกับร้านค้า วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และบริการด้านบ้านครบวงจรไว้ที่เดียว ทำให้แพลตฟอร์มเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงแรก โดยอาศัยกระแสอีคอมเมิร์ซและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ผ่านออนไลน์มากขึ้น
ในช่วงปี 2563-2564 กลุ่มบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ได้เข้าลงทุนและเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน NocNoc อย่างมีนัยสำคัญผ่านกลุ่มธุรกิจที่ดูแลด้าน Digital & Smart Living เพื่อใช้ NocNoc เป็นแพลตฟอร์มหลักในการต่อยอดระบบนิเวศด้านที่อยู่อาศัยของ SCG
NocNoc ถูกนำไปเชื่อมกับวิสัยทัศน์ใหม่ของ SCG ในการสร้างแพลตฟอร์มด้านการใช้ชีวิต ภายใต้แนวคิด “Better Living” ที่มุ่งขยายจากการขายสินค้าไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มโซลูชันการอยู่อาศัยครบวงจร ทั้งสินค้า วัสดุก่อสร้าง บริการช่าง งานรีโนเวต และ Home Solution ในระยะยาว
กระทั่งปี 2566 บริษัท มัส บี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างกลุ่มบริษัทเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ และ กลุ่มบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมทุนกับ SCG ถือหุ้นฝ่ายละ 50% รวมมูลค่ากว่า 3,900 ล้านบาท เพื่อผลักดัน NocNoc ที่ก่อตั้งภายใต้ บริษัทเบ็ตเตอร์บี มาร์เก็ตเพลส จำกัด (BetterBe) ในการก้าวสู่ธุรกิจ Home & Living Destination Platform พร้อมกับเป้าหมายขยายตลาดสู่อาเซียน โดยมี ชลลักษณ์ มหาสุวีระชัย ผู้ก่อตั้งรับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนแรก ก่อนที่จะส่งไม้ต่อให้ อนุพงศ์ ทะสดวก ที่เคยดำรงตำแหน่งรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NocNoc และเป็นกรรมการผู้จัดการ Renos แพลตฟอร์มในอินโดนีเซีย ในปี 2568
ในปี 2567 NocNoc มีสินค้าและบริการบนแพลตฟอร์มมากกว่า 900,000 รายการ จาก 6,000 ร้านค้าทุกภาคทั่วไทย ทั้งจากผู้ประกอบการรายเล็ก รายใหญ่ และผู้ประกอบการท้องถิ่น ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ซ่อมแซมบ้าน รวมถึงสินค้าไลฟ์สไตล์ และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยง
อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนบทบาทจากมาร์เก็ตเพลส ไปสู่ Solution Platform ครบวงจร ตามมาด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งเงินลงทุน เทคโนโลยี บุคลากร และเวลาในการปรับพฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อให้เข้าใจโมเดลธุรกิจ ขณะที่ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยกลับเข้าสู่ช่วงแข่งขันอย่างรุนแรง ทั้งจากแพลตฟอร์มข้ามชาติ สงครามราคา และต้นทุนโลจิสติกส์ นำไปสู่การประกาศยุติบริการ
วันที่ 9 มกราคม 2569 นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ (ตลท.) ว่า บริษัทเบ็ตเตอร์บี มาร์เก็ตเพลส จำกัด หรือ “BetterBe” ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนประกอบธุรกิจ แพลตฟอร์มดิจิทัล NocNoc โดย SCC ถือหุ้นทางอ้อมอยู่ร้อยละ 50 ในฐานะกิจการร่วมค้า BetterBe ได้แจ้งเลิกประกอบธุรกิจ NocNoc ต่อสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ในวันที่ 9 มกราคม 2569 โดยจะหยุดการรับคำสั่งซื้อในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 00:00 เป็นต้นไป
การเลิกประกอบธุรกิจ NocNoc เป็นการตัดสินใจร่วมกันของผู้ถือหุ้น BetterBe จะส่งผลให้ SCC รับรู้ผลขาดทุนทางบัญชีซึ่งเป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสดประมาณ 1,800 ล้านบาท ในไตรมาส 4 ปี 2568 โดยในปี 2567 ผลประกอบการของ BetterBe ส่งผลขาดทุนต่องบการเงินรวมของ SCC ประมาณ 650 ล้านบาท
ข้อมูลรายได้ย้อนหลัง 5 ปี ของ บริษัทเบ็ตเตอร์บี มาร์เก็ตเพลส จำกัด (BetterBe) จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
การปิดตัวของ NocNoc นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของแพลตฟอร์มไทยที่ไม่สามารถไปถึงจุดคุ้มทุน แม้จะได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากกลุ่มทุนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อย่าง SCG โดยเฉพาะธุรกิจมีโครงสร้างต้นทุนสูง แต่มาร์จิ้นต่ำ เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสอื่นๆ
นอกจากปัจจัยเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองแล้ว NocNoc ต้องเผชิญกับ ความเสี่ยงของสินค้ากลุ่ม Home & Living ที่ความถี่ในการซื้อซ้ำต่ำ (Low Purchase Frequency) ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อโซฟา เตียง หรือกระเบื้องทุกเดือน ทำให้ต้นทุนการดึงลูกค้าคืนทุนได้ช้า และไม่สามารถสร้างวงจรรายได้แบบต่อเนื่องเหมือนสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นผลให้แพลตฟอร์มต้องเผาเงินต่อเนื่อง แต่รายได้ไม่สามารถไล่ทันต้นทุนการตลาดได้ในระยะสั้นหรือกลาง
นอกจากนี้ ตลาด Home & Living ยังจัดเป็นตลาดเฉพาะ (Niche) ที่มีความหลากหลายของสินค้าและมีมูลค่าที่สูง กลับกันที่ความต้องการเฉพาะบุคคลก็สูงตาม ทำให้อัตราการซื้อซ้ำต่ำกว่าตลาดอื่นๆ มากไปกว่านั้นเมื่อหักต้นทุนบริหารจัดการด้านอื่น เช่น โลจิสติกส์ การคืนสินค้า การติดตั้ง และบริการหลังการขาย ยิ่งส่งผลให้กำไรต่อคำสั่งซื้อค่อนข้างจำกัด เมื่อเทียบกับความเสี่ยงและต้นทุนที่ต้องแบกรับ
ท่ามกลางความท้าทายของตลาดอีคอมเมิร์ซไทยที่ถูกกดดันทั้งจากแพลตฟอร์มต่างชาติ การทำสงครามราคา และต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้นต่อเนื่อง NocNoc จึงกลายเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาสำคัญของสตาร์ทอัพและแพลตฟอร์มไทย ที่แม้จะมีวิสัยทัศน์ใหญ่ แต่ไม่สามารถฝ่าด่านโครงสร้างตลาดได้ในระยะยาว
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -