
จากเจ้าของที่ดิน สู่ “อภิมหาโปรเจกต์สร้างเมือง” ทำไมเครือสหพัฒน์ ขยับบทบาทในธุรกิจอสังหาฯ ถอดรหัสปั้นเมืองใหม่ “ศรีราชา 700 ไร่-อาณาจักรพระราม 3”
หลายคนคุ้นเคยกับชื่อของ “เครือสหพัฒน์” ผ่านสินค้าปัจจัยสี่ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน ไม่ว่าจะเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า ขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ ผงซักฟอกเปา ครีมอาบน้ำโชกุบุสซึ แปรงสีฟันซิสเท็มมา หรือเสื้อผ้าแบรนด์วาโก้และแอร์โรว์
โดยมีแม่ทัพใหญ่ผู้สร้างตำนานอย่าง เจ้าสัวบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ เป็นผู้วางรากฐานอาณาจักรสินค้าอุปโภคบริโภคระดับแสนล้านบาท
ปัจจุบัน “เจ้าสัวบุณยสิทธิ์” ตัดสินใจก้าวลงจากบทบาทการบริหารในวัย 88 ปี พร้อมส่งไม้ต่อให้กับทายาทรุ่นที่ 3 ทั้ง 9 คน สานต่อธุรกิจด้วยดีเอ็นเอ “ความซื่อสัตย์” ควบคู่การแตกไลน์ไปสู่ธุรกิจอาหาร สุขภาพ และบริการ
แต่หนึ่งในความเคลื่อนไหวทางธุรกิจที่น่าจับตามองที่สุด คือการก้าวสู่ “ธุรกิจพัฒนาเมืองและอสังหาริมทรัพย์ระดับเมกะโปรเจกต์” อย่างเต็มตัวอีกด้วย โดยนับเป็นการยกระดับจาก ผู้ถือครองที่ดินสะสม สู่การเป็น ผู้สร้างเมือง (Urban Placemaker) ผ่าน 2 ยุทธศาสตร์ใหญ่บน 2 ทำเลทอง ได้แก่ อาณาจักรมิกซ์ยูสริมแม่น้ำเจ้าพระยา ย่านพระราม 3 และ เมืองใหม่แห่งอนาคต 700 ไร่ ที่อำเภอศรีราชา
Thairath Money ชวนค้นหา อะไรคือเบื้องหลังวิธีคิด และทำไมกลุ่มทุนสินค้าอุปโภคบริโภครายนี้ถึงพร้อมเขย่าวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย
อย่างที่ระบุตอนต้น ว่า ภาพจำของเครือสหพัฒน์อาจเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้า FMCG แต่ในความเป็นจริง สหพัฒน์คือหนึ่งในกลุ่มทุนที่ถือครองที่ดินสะสม (Land Bank) ต้นทุนต่ำในทำเลสำคัญมานานหลายทศวรรษ
นี่เองจึงทำให้ “สหพัฒน์” ไม่ใช่ผู้เล่นหน้าใหม่ที่กระโดดเข้าสู่สังเวียนอสังหาริมทรัพย์แบบลองผิดลองถูก แต่แทบจะเข้าใจกลไกอสังหาริมทรัพย์และพฤติกรรมผู้อยู่อาศัยเป็นอย่างดี โดยเฉพาะที่ศรีราชา บริษัทได้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ร่วมกับกลุ่มทุนญี่ปุ่น เช่น คอมมูนิตี้มอลล์สไตล์ญี่ปุ่น J-Park Sriracha Nihon Mura รวมถึงเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์และโครงการบ้านพักอาศัยรองรับวิศวกรและผู้บริหารชาวญี่ปุ่นอย่าง HarmoniQ Residence มานานกว่าทศวรรษ
อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ยังขับเคลื่อนด้วยปัจจัยเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ 3 เรื่องหลักๆ
หากพิจารณาตามแผนพัฒนาเมืองของเครือสหพัฒน์ จะพบว่าแต่ละแห่งถูกออกแบบให้ตอบโจทย์เชิงพื้นที่ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
เริ่มที่ อาณาจักรพระราม 3 ภายใต้แนวคิด Urban Lifestyle & “Community of Kindness”บนที่ดินย่านพระราม 3 สหพัฒน์วางงบลงทุนรวมกว่าหมื่นล้านบาท เพื่อสร้างชุมชนแห่งการแบ่งปันและความเกื้อกูล (Community of Kindness) โดยใช้ “การศึกษาชั้นนำ” เป็นแม่เหล็กดึงดูดกลุ่มครอบครัวกำลังซื้อสูง
ส่วนโปรเจกต์ที่ “ศรีราชา” สหพัฒน์กำลังเดินเกม ตามการเปลี่ยนแปลงของเมือง ที่ภาครัฐกำลังยกระดับ จากพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมแบบเดิม ไปสู่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เปลี่ยนโจทย์ของศรีราชา ให้เป็นเมืองศูนย์กลางสำหรับนักลงทุน บุคลากรทักษะสูง (Talents) และครอบครัวต่างชาติอย่างชัดเจน
โดยโปรเจกต์ดังกล่าว สหพัฒน์ ร่วมกับ โตคิว คอร์ปอเรชั่น (Tokyu Corporation) เดินหน้าศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาผืนดินขนาดใหญ่กว่า 700 ไร่ ภายใต้แผนแม่บทระยะยาว 10-20 ปี บนทำเลยุทธศาสตร์ใกล้ศูนย์บริการทางหลวงศรีราชา (Sriracha Service Area) ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในไทย
การขยับตัวดังกล่าวยังสะท้อนโครงสร้างธุรกิจใหม่ที่ค่อนข้างสมบูรณ์ของเครือสหพัฒน์
ทั้งหมดจะเห็นได้ว่า จากวันที่ “สหพัฒน์” เริ่มต้นเป็นเพียงร้านโชห่วยและผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายย่อย เป็นธุรกิจแสนล้านระดับประเทศ จนถึงวันที่สะสมที่ดินผืนใหญ่ไว้ทั่วประเทศ
การขยับตัวในยุคทายาทรุ่น 3 ภายใต้เข็มทิศของ “เจ้าสัวบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา” ในมิติธุรกิจอสังหาฯ ได้กลายเป็นหมุดหมายใหม่ของเครือสหพัฒน์ในการเปลี่ยนบทบาทจาก “เจ้าของที่ดิน” สู่ “ผู้สร้างเมืองแห่งอนาคต” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาวอย่างแท้จริง.
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney