
จากร้านขายเหล็กในอุบลราชธานี สู่ธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้างระดับประเทศ ‘ดูโฮม’ เปิดกลยุทธ์ทายาทรุ่น 2 ขับเคลื่อนธุรกิจครอบครัวอายุ 43 ปี สู่ Professional Family Business เตรียมงบลงทุนปีหน้า 700-800 ล้านบาท เร่งขยาย Dohome To Go อีก 20 สาขา พร้อมวางแผนลงทุนระบบข้อมูลลูกค้าราว 100 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าปั้น House Brand และธุรกิจบริการ สร้างโอกาสเติบโตใหม่
ในวันที่ตลาดวัสดุก่อสร้างไทยเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น กำลังซื้อผู้บริโภคยังมีความไม่แน่นอน และเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คน การเติบโตของธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้างอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครมีสาขามากที่สุด หรือใครขายสินค้าได้ถูกที่สุดอีกต่อไป แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถเข้าใจความต้องการของลูกค้า บริหารต้นทุน และสร้างรายได้จากโอกาสใหม่ได้ดีกว่ากัน
นี่คือโจทย์สำคัญของ บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME ธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งวัสดุก่อสร้างที่เริ่มต้นจากร้านขายเหล็กและวัสดุก่อสร้างในจังหวัดอุบลราชธานี ก่อนเติบโตเป็นหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ของอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างไทย
ตลอดเวลากว่า 43 ปี จากธุรกิจที่ก่อตั้งโดย อดิศักดิ์ และนาตยา ตั้งมิตรประชา ภายใต้ชื่อเดิมว่า “ศ.อุบลวัสดุ” ปัจจุบันดูโฮมกำลังเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยมีทายาทรุ่นที่ 2 จำนวน 3 คน เข้ามาร่วมขับเคลื่อนธุรกิจต่อจากรุ่นผู้ก่อตั้ง
โดยมีเป้าหมายหลักไม่ใช่แค่การส่งต่อกิจการจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง แต่เป็นการเปลี่ยน Family Business ให้กลายเป็น Professional Family Business ธุรกิจครอบครัวที่มีระบบบริหารจัดการแบบมืออาชีพ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันและเติบโตในระยะยาว
จุดเริ่มต้นของดูโฮมต้องพาย้อนกลับไปเมื่อ 43 ปีก่อน เมื่ออดิศักดิ์และนาตยา ตั้งมิตรประชา เริ่มต้นธุรกิจจำหน่ายเหล็กและวัสดุก่อสร้างในจังหวัดอุบลราชธานี ภายใต้ชื่อ “ศ.อุบลวัสดุ” ก่อนจะขยายธุรกิจไปยังจังหวัดอื่น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนชื่อมาเป็น “ดูโฮม”
ชื่อนี้เกิดมาจากแนวคิดของผู้ก่อตั้งที่ต้องการให้แบรนด์มีความหมายเชื่อมโยงกับธุรกิจบ้าน โดยคำว่า “ดู” สามารถสื่อถึงการเข้ามาเลือกชมสินค้า และเชื่อมโยงกับคำภาษาอังกฤษว่า Do ที่หมายถึงการลงมือทำ ขณะที่คำว่า Home หมายถึงบ้าน
จากธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้างแบบดั้งเดิม ดูโฮมค่อย ๆ ขยายหมวดหมู่สินค้าให้ครอบคลุมมากขึ้น และพัฒนารูปแบบร้านค้าให้ตอบโจทย์ลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ทั้งผู้รับเหมา ช่างมืออาชีพ ร้านค้ารายย่อย และเจ้าของบ้านทั่วไป
อย่างไรก็ตาม การเติบโตจากธุรกิจครอบครัวขนาดเล็กไปสู่องค์กรที่มีพนักงานกว่า 10,000 คน จำเป็นต้องอาศัยมากกว่าความสามารถในการขายสินค้า แต่ต้องมีระบบบริหารจัดการ การเงิน เทคโนโลยี และโครงสร้างองค์กรที่สามารถรองรับการขยายตัวได้
จึงเป็นที่มาของบทบาทผู้บริหาร Gen 2 ทั้งสามคน ซึ่งเข้ามารับผิดชอบธุรกิจคนละด้านตามความเชี่ยวชาญ
แม้จะถูกเรียกว่า Gen 2 แต่ทั้งสามคนไม่ได้เพิ่งเข้ามารับช่วงต่อ หากมีประสบการณ์ทำงานและร่วมบริหารธุรกิจครอบครัวมาแล้วกว่า 10 ปี ตั้งแต่การเปลี่ยนร้านค้าดั้งเดิมสู่ Modern Trade การวางระบบบริหารจัดการเพื่อรองรับการเติบโต ไปจนถึงการบุกเบิก E-commerce และบริการเรื่องบ้านแบบครบวงจร
อริยา ตั้งมิตรประชา กรรมการบริหารและรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มสายงานจัดซื้อ ซัพพลายเชน และทรัพยากรบุคคล ระบุว่า เธอเป็นหนึ่งในผู้บริหารที่เข้ามาทำงานตั้งแต่อายุ 23 ปี หลังจบการศึกษามาใหม่ ๆ โดยเริ่มต้นจากงานจัดซื้อ ก่อนขยายบทบาทสู่การจัดการหน้าร้านและงานขาย
อริยา เล่าว่า หนึ่งในบทบาทสำคัญของเธอ คือ การเปลี่ยนรูปแบบร้านค้าจาก Traditional Trade สู่ Modern Trade ควบคู่กับการรักษาจุดแข็งด้านการขายส่ง พร้อมขยายหมวดหมู่สินค้าจากแค่เหล็กและวัสดุก่อสร้าง ไปสู่สินค้าเกี่ยวกับการตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องมือช่าง และอุปกรณ์ไฟฟ้า
รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ Experience Zone ให้ลูกค้าสามารถเข้ามาเห็นและสัมผัสสินค้าจริง เพื่อเปลี่ยนบทบาทของดูโฮมจากร้านขายวัสดุก่อสร้างให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการเลือกซื้อสินค้าเรื่องบ้านในแต่ละจังหวัด
ด้าน สลิลทิพ เรืองสุทธิภาพ กรรมการบริหารและรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มสายงานบัญชี การเงิน การขาย และพาณิชย์ มีบทบาทสำคัญในการวางระบบบริหารจัดการหลังบ้าน ตั้งแต่ช่วงที่บริษัทยังมีพนักงานเพียง 40-50 คน และมีสาขาเพียงยูนิตเดียวในจังหวัดอุบลราชธานี
ภารกิจสำคัญครอบคลุมทั้งระบบสินเชื่อ การเงิน ซัพพลายเชน และการวางมาตรฐานการปฏิบัติงาน โดยหนึ่งในการตัดสินใจสำคัญ คือการเปลี่ยนจากระบบ ERP ที่พัฒนาขึ้นใช้ภายใน มาเป็นระบบ SAP หลังเปิดสาขานครราชสีมาได้ประมาณหนึ่งปี
การวางระบบให้ทันสมัยขึ้นนี้ ยังเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการบริหาร ความโปร่งใส และการตรวจสอบข้อมูล เพื่อรองรับการขยายสาขาและยอดขายที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
ส่วน มารวย ตั้งมิตรประชา กรรมการบริหารและรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ การตลาด และธุรกิจโฮมเซอร์วิส เป็นผู้บุกเบิกช่องทาง E-commerce ของดูโฮมตั้งแต่ราว 10 ปีก่อน
ในช่วงที่การขายวัสดุก่อสร้างผ่านช่องทางออนไลน์ยังไม่แพร่หลาย ดูโฮมเริ่มพัฒนาเว็บไซต์จำหน่ายสินค้า ก่อนขยายเข้าสู่แพลตฟอร์ม Marketplace อย่าง Shopee และ Lazada พร้อมพัฒนาระบบขนส่งครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ และระบบติดตามสถานะสินค้า
มารวย ระบุว่า เขายังได้เข้ามาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เชื่อมโยงระบบ ERP และข้อมูลลูกค้า ตลอดจนริเริ่มธุรกิจบริการเรื่องบ้านภายใต้แบรนด์ “นายช่าง”
ปัจจุบันดูโฮมมีฐานข้อมูลลูกค้ารวมกว่า 4 ล้านราย ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์สำคัญสำหรับการพัฒนาธุรกิจในระยะต่อไป
ที่ผ่านมา การเติบโตของธุรกิจวัสดุก่อสร้างรายใหญ่มักขับเคลื่อนด้วยการเปิดสาขาขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มพื้นที่ขายและรองรับสินค้าจำนวนมาก แต่การลงทุนในสาขาขนาดใหญ่ต้องใช้เงินทุนสูง ขณะที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทำให้บริษัทต้องพิจารณาความคุ้มค่าในการลงทุนมากขึ้น
สำหรับดูโฮม ปัจจุบันมีโมเดลและช่องทางการขายที่ตอบโจทย์ลูกค้าหลายกลุ่ม ประกอบไปด้วย
พร้อมกันนี้ ดูโฮมยังได้เผยผลประกอบการสำหรับครึ่งแรกของปี 2569 โดยมีรายละเอียดดังนี้
หากเราย้อนมองกลับไป ดูโฮมยังคงมีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในปี 2567-2568 บริษัทมีผลประกอบการสำคัญ ดังนี้
จะเห็นได้ว่า กำไรแค่ครึ่งปีแรกของปี 2569 นั้นคิดเป็นสัดส่วนราว 86% ของกำไรทั้งปี 2568 แล้ว โดยมีปัจจัยหลักที่มาสนับสนุน คือ ยอดขายสินค้ากลุ่มซ่อมแซมและ House Brand (สินค้าแบรนด์ภายใต้ดูโฮมเอง) ที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ย
และเป้าหมายหลังจากนี้ บริษัทระบุว่า จะให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโต ความสามารถในการทำกำไร และความยั่งยืนระยะยาว ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน สร้างโอกาสทางการขาย และลดการพึ่งพาการบริหารงานแบบรายบุคคล
สำหรับงบลงทุนรวมในปีหน้า บริษัทวางงบไว้ที่ประมาณ 700-800 ล้านบาท ครอบคลุมการขยาย Dohome To Go การปรับปรุงสาขาขนาดใหญ่ตามอายุการใช้งาน และการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและ Omnichannel
ซึ่งดูโฮมไม่ได้มุ่งขยายพื้นที่ขายให้ใหญ่ขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่กำลังให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการใช้เงินลงทุน ความสามารถในการทำกำไร และการเข้าถึงลูกค้าในพื้นที่ที่มีศักยภาพ
นอกจากนี้ ภายใต้การดูแลของผู้บริหาร Gen 2 ทั้งสามคนยังคงยืนยันว่าจะรักษาจุดแข็งของแบรนด์ “ครบ ถูก ดี” ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของดูโฮมมาตั้งแต่ยุคผู้ก่อตั้ง และจะต่อยอดด้วยเทคโนโลยี ระบบบริหารจัดการ และบริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น
สำหรับดูโฮมในวัย 43 ปี โจทย์ต่อจากนี้จึงไม่ใช่แค่การเปิดร้านให้มากขึ้น แต่คือการพิสูจน์ว่าธุรกิจวัสดุก่อสร้างที่เติบโตมาจากร้านค้าท้องถิ่น จะสามารถใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และโมเดลธุรกิจใหม่ สร้างการเติบโตที่มีคุณภาพได้มากเพียงใด ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
อ่านข่าวธุรกิจ กลยุทธ์การตลาด และสัมภาษณ์พิเศษ กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/business_marketing
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ https://www.facebook.com/ThairathMoney