
ไม่ว่าจะ “บัวลอยเจ้าเพื่อนยาก ทำไมจากข้าเร็วเกินไป…” มาจนถึง “เนเน่ นายแน่มาก นักดนตรีเปิดหมวกตามตลาด เธอกลับบินไกลถึงอเมริกา…” กลายเป็นเพลงที่ติดหูคนไทยแทบทั้งประเทศ เบื้องหลังของท่วงทำนองและเนื้อร้องเหล่านี้คือ ศิลปินแห่งชาติที่ทุกคนรู้จักกันดี “แอ๊ด คาราบาว” หรือ “ยืนยง โอภากุล”
ในหมวกหนึ่ง แอ๊ด คาราบาว คือ นักร้อง นักดนตรี และนักประพันธ์ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมายาวนาน แต่อีกหมวกหนึ่ง เขาคนนี้คือนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ ผู้ถือหุ้นใหญ่ในกิจการระดับหมื่นล้านบาท ที่สามารถเปลี่ยนชื่อเสียงของการเป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์บทเพลงสะท้อนสังคมแบบตรงไปตรงมา ให้กลายเป็นฐานธุรกิจ ปั้นสู่หนึ่งในกิจการที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
บทความนี้ Thairath Money ในคอลัมน์ How to Make Money เลยจะขอพาไปย้อนเวลา ดูเรื่องราวและเส้นทางของ “แอ๊ด คาราบาว” ที่กว่าจะมาเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในทั้งสองด้านของชีวิตนี้ มีความเป็นมาอย่างไร และด้วยกลยุทธ์แบบไหนถึงกลายเป็น
ย้อนกลับไปในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2497 ที่ตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี “ยืนยง โอภากุล” หรือ แอ๊ด บุตรคนสุดท้องของครอบครัว เกิดมาพร้อมกับพี่ชายฝาแฝด “ยิ่งยง โอภากุล” หรือ อี๊ด เป็นลูกชายของมนัส โอภากุล และนางจงจิน ซึ่งมีบรรพบุรุษเป็นผู้อพยพมาจากจีน
บรรยากาศในครอบครัว คือการเติบโตมาพร้อมกับเสียงเพลง และศิลปวัฒนธรรมที่อบอวล ด้วยคุณพ่อมนัสเป็นบุคคลผู้ได้รับนับถือว่าเป็นปราชญ์ชาวบ้านแห่งเมืองสุพรรณ ในช่วงวัยเยาว์ แอ๊ดเลยได้ซึมซับเอาบทเพลงพื้นบ้าน ทั้งเพลงฉ่อย เพลงอีแซว ตลอดจนเพลงลูกทุ่งสุพรรณบุรี
ในวัยเด็ก แอ๊ด เริ่มต้นเส้นทางการศึกษาในระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดสุวรรณภูมิ ก่อนจะเข้าศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย จังหวัดสุพรรณบุรี และต่อมาก็เดินทางสู่เมืองกรุงมาร่ำเรียนในสายวิชาชีพเฉพาะทางต่อที่โรงเรียนช่างกลอุเทนถวาย (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย)
ก่อนที่จะถูกส่งตัวไปเรียนต่อที่สถาบันเทคโนโลยีมาปัว หรือ Mapúa Institute of Technology ประเทศฟิลิปปินส์ ในระดับปริญญาตรี สาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์ และที่นี่เองที่ทำให้ แอ๊ด เข้าสู่วงการดนตรีอย่างจริงจังมากขึ้น
ในระหว่างกำลังศึกษาอยู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์ แอ๊ด ได้พบเจอกับเพื่อนชาวไทยอีกสองคน คือ กีรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร หรือ เขียว และ สานิตย์ ลิ่มศิลา หรือ ไข่ และร่วมกันตั้งวงดนตรีขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่า “คาราบาว”
คาราบาวเป็นคำในภาษาตากาล็อก ซึ่ง Carabao มีความหมายว่า กระบือ หรือควาย ถือเป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นกรรมาชีพและเกษตรกรผู้ใช้แรงงาน ซึ่งวงนี้เริ่มแรกขึ้นร้องบนเวทีของมหาวิทยาลัย แสดงดนตรีโฟล์คพร้อมร้องเพลงเล่าเนื้อหาที่สะท้อนภาพชีวิต และความเป็นจริงของสังคม
หลังจากนั้นเมื่อ แอ๊ด เดินทางกลับมาประเทศไทย เขาก็เดินหน้าในวงการสถาปนิก ทำงานประจำในสำนักงานบริหารโครงการของการเคหะแห่งชาติ เป็นเวลาราว 5 ปี ควบคู่ไปกับตระเวนเล่นดนตรีตามผับบาร์ ร้านอาหาร และโรงแรม เป็นอีกอาชีพในเวลากลางคืน
แต่ด้วยความสามารถ ความนิยม และแพชชั่นที่ทุ่มให้กับงานดนตรีมันเอ่อล้น แอ๊ด ตัดสินใจลาออกจากงานสถาปนิก และมาเดินหน้าเป็นศิลปินเต็มตัว โดยในปี พ.ศ. 2522 เขาได้รับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับอัลบั้มชุดแรกของวงแฮมเมอร์ ซึ่งก็คืออัลบั้มชุดบินหลา
ต่อมาในระหว่างที่ยังใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับวงแฮมเมอร์ แอ๊ดยังได้แต่งเพลงถึกควายทุยขึ้นมาให้วงแฮมเมอร์บันทึกเสียงในอัลบั้มปักษ์ใต้บ้านเรา เมื่อปี พ.ศ. 2523 ซึ่งบทเพลงนี้สร้างกระแสนิยมได้อย่างกว้างขวางและกลายเป็นจุดเริ่มต้นของมหากาพย์เพลงชุดถึกควายทุยในผลงานของคาราบาวในเวลาต่อมา
วงคาราบาวเปิดตัวผลงานสตูดิโออัลบั้มชุดแรกอย่างเป็นทางการในชื่อ “ขี้เมา” ขึ้นมาไม่นานหลังจากนั้น และแม้ว่าอัลบั้มชุดแรกนี้จะไม่ประสบความสำเร็จเชิงพาณิชย์มากนัก จนวงต้องตระเวนแสดงสดตามโรงภาพยนตร์ชั้นสองทั่วประเทศเพื่อแนะนำผลงาน
แต่คาราบาวยังคงผลิตผลงานออกมาอย่างต่อเนื่องผ่านอัลบั้ม “แป๊ะขายขวด” ในปี พ.ศ. 2525 จนกระทั่งถึงอัลบั้มชุดที่ 3 คือ “วณิพก” ในปี พ.ศ. 2526 ซึ่งวงได้ริเริ่มทดลองปรับเปลี่ยนแนวดนตรีครั้งสำคัญ ด้วยการนำจังหวะดนตรีร็อกตะวันตกมาประสานเข้ากับจังหวะรำวงและสามช่าพื้นบ้านของไทย ก่อให้เกิดโครงสร้างทางดนตรีแนวใหม่ที่สามารถสื่อสารกับชนชั้นแรงงานและผู้ฟังกระแสหลักได้อย่างกว้างขวาง
แนวดนตรีนี้พัฒนาต่อยอดมาสู่อัลบั้ม “ท.ทหารอดทน” ในปี พ.ศ. 2526 และก็ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ ที่สร้างสถิติสูงสุดแก่อุตสาหกรรมเพลงไทย เมื่อคาราบาวปล่อยสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 5 ในชื่อ “เมด อิน ไทยแลนด์” (Made in Thailand) ผลงานชุดนี้ทำยอดขายเทปคาสเซ็ทได้สูงกว่า 5 ล้านตลับ กลายเป็นยอดขายที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์เพลงไทยที่ยังไม่เคยมีผลงานใดทำลายสถิติได้
ความสำเร็จของ เมด อิน ไทยแลนด์ ได้ผลักดันให้บทเพลงเพื่อชีวิตก้าวพ้นขอบเขตในผู้ฟังเฉพาะกลุ่มให้เข้าสู่พื้นที่วัฒนธรรมประชานิยมระดับชาติ และเปิดโอกาสให้วงคาราบาวได้เดินทางไปแสดงคอนเสิร์ตในระดับนานาชาติ ทั้งในทวีปยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น
นับแต่นั้นเป็นต้นมา ชื่อของ แอ๊ด คาราบาว ก็ได้กลายเป็นชื่อคุ้นหู ที่ไม่ว่าจะลูกเด็กเล็กแดง หรือผู้ใหญ่ไปจนถึงคนชราต้องรู้จัก ที่ตลอดกว่า 40 ปี เขาคนนี้ทำหน้าที่เป็นทั้งหัวหน้าวง นักร้องนำ มือกีตาร์ และนักประพันธ์คำร้อง-ทำนองหลัก โดยมีผลงานเพลงทั้งในนามวงคาราบาวและผลงานเดี่ยวรวมกันไม่ต่ำกว่า 900 เพลง
แอ๊ด คาราบาว จัดเป็นหนึ่งในศิลปินที่มีผลงานประพันธ์มากที่สุดในเอเชีย คุณลักษณะเด่นในการประพันธ์เพลงคือการทำหน้าที่เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ และเป็นกระจกสะท้อนโครงสร้างสังคมไทยในแต่ละยุคสมัย
เนื้อหาในบทเพลงของยืนยงครอบคลุมประเด็นทางสังคมอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การตีแผ่ชีวิตของกลุ่มคนชายขอบและแรงงานพลัดถิ่น อย่าง เพลงวณิพก คนเก็บฟืน นางงามตู้กระจก บัวลอย และสัญญาหน้าฝน ซึ่งฉายภาพความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความบอบช้ำทางจิตใจของสามัญชน
ควบคู่ไปกับบทบาทนักวิพากษ์การเมืองที่ตอบสนองต่อวิกฤตการณ์อย่างฉับพลันในทุกครั้ง อาทิ เพลงม้าโนกที่ประพันธ์ขึ้นจากเหตุการณ์กบฏ 9 กันยายน พ.ศ. 2528 เพลงโนพลอมแพลม ที่วิพากษ์นโยบายเชิงพาณิชย์ของรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ตลอดจนบทเพลงที่ประพันธ์ขึ้นสะท้อนเหตุการณ์สลายการชุมนุม พ.ศ. 2551 และการรัฐประหาร พ.ศ. 2557
นอกจากมิติการเมืองและชนชั้น แอ๊ด คาราบาว ยังประพันธ์บทเพลงที่เน้นการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม การตระหนักรู้ในคุณค่าของความเป็นไทย รวมถึงบทเพลงเทิดพระเกียรติและสำนึกทางประวัติศาสตร์ และการผสมผสานฉันทลักษณ์ภาษาที่กระชับ ตรงไปตรงมา มีวรรณศิลป์ เข้ากับท่วงทำนองดนตรีร่วมสมัย ทำให้ผลงานของยืนยงเปลี่ยนสถานะของดนตรีเพื่อชีวิตจากการเป็นเพียงเพลงประท้วงการเมืองในมหาวิทยาลัย ให้กลายเป็นสื่อบันทึกประวัติศาสตร์สังคมไทยร่วมสมัยในวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดในปี พ.ศ. 2569 จากผลงาน เนเน่ นายแน่มาก ที่แต่งออกมาเพื่อชื่นชมความสามารถของเนเน่ รอยัล ศิลปินวัยเพียง 16 ปี คนไทยที่สามารถไปคว้าแชมป์ America's Got Talent ได้สำเร็จนั้น กลับถูกหยิบมาวิจารณ์ทั้งด้านบวกและลบกันในโลกออนไลน์
ด้วยชื่อเสียงและความนิยมที่สะสมมาอย่างยาวนาน ทำให้ชื่อ “คาราบาว” กลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ความสำเร็จของแอ๊ด คาราบาว จนนำมาสู่การเปลี่ยนชื่อเสียงเป็นทรัพย์สินผ่านการสร้างธุรกิจ โดยในช่วงปี พ.ศ. 2544-2545 แอ๊ด คาราบาว ได้จับมือกับ เสถียร เสถียรธรรมะ ผู้บริหารโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง และณัฐชไม ถนอมบูรณ์เจริญ จัดตั้ง บริษัท คาราบาวตะวันแดง จำกัดขึ้นมา
เป้าหมายหลักของการจัดตั้งกิจการคือการพัฒนาและจำหน่ายเครื่องดื่มบำรุงกำลังเพื่อเข้าชิงส่วนแบ่งการตลาดจากผู้ประกอบการรายเดิมอย่าง เอ็ม-150 ของกลุ่มโอสถสภา และกระทิงแดง โดยตราสินค้า “คาราบาวแดง” ถูกสร้างขึ้นจากการนำชื่อ คาราบาว มาผสานรวมเข้ากับโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง
แนวคิดทางการตลาดหลัก ๆ ของคาราบาวแดง คือการเชิดชูการต่อสู้ หรือ The Fighting Spirit ของคนชนชั้นกรรมาชีพ
ทั้งนี้ แอ๊ด คาราบาว ไม่ได้เป็นเพียงผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ประจำสินค้า ผูกโยงภาพลักษณ์ศิลปินเพื่อชีวิตเข้ากับตราสินค้าส่งผลให้เครื่องดื่มคาราบาวแดงเข้าถึงเครือข่ายผู้บริโภคระดับรากหญ้า เกษตรกร และผู้ใช้แรงงานได้อย่างรวดเร็ว จนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นตราสินค้าอันดับสองในตลาดเครื่องดื่มชูกำลังของไทยได้
และเพื่อขยายกิจการรองรับการเติบโตของธุรกิจ กลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งได้ปรับโครงสร้างองค์กรโดยจัดตั้ง บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจในลักษณะบริษัทโฮลดิ้งขึ้นมา และเข้าถือหุ้นในบริษัทย่อยที่ดำเนินธุรกิจครบวงจร ตั้งแต่ผลิตขวดแก้วและกระป๋องอลูมิเนียม (บริษัท เอเซียแปซิฟิกกลาส จำกัด) ไปจนถึงการผลิตและบริหารช่องทางการจัดจำหน่าย (บริษัท ตะวันแดง ดีซีเอ็ม จำกัด) เก็บครบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ
หลังจากนั้น คาราบาวกรุ๊ป ก็ได้นำหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายใต้สัญลักษณ์การซื้อขาย CBG เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 โดยเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่ราคาหุ้นละ 28.00 บาท
ตามโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัท พบว่า ยืนยง โอภากุล เป็นผู้ถือหุ้นรายบุคคลอันดับที่ 3 จำนวน 70,480,000 หุ้น ซึ่งคิดเป็น 7.05% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว คิดเป็นมูลค่าทางบัญชีและมูลค่าตลาดรวมหลายพันล้านบาท ส่งผลให้ Forbes ยกเขาให้เป็นศิลปินนักดนตรีที่มีมูลค่าทรัพย์สินและความมั่งคั่งสูงที่สุดในประเทศไทย
การเติบโตของคาราบาวกรุ๊ปไม่ได้หยุดอยู่แค่ในประเทศไทย โดยบริษัทได้วางรากฐานการเติบโตเชิงรุกไปนอกประเทศ โดยเน้นการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งเครื่องดื่มคาราบาวแดงสามารถชิงส่วนแบ่งการตลาดในลำดับต้น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับขยายตลาดไปยังประเทศจีน ตะวันออกกลาง สหราชอาณาจักร และยุโรป
โรงงานผลิตและบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรของกลุ่มบริษัทตั้งอยู่ที่อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา มีสายการผลิตกระป๋องความเร็วสูงและมีกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มรวมกว่า 2,000 ล้านหน่วยต่อปี เพื่อรองรับการจัดจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังกว่า 40 ประเทศทั่วโลก
ในมิติการสร้างการรับรู้ต่อตราสินค้าระดับสากล บริษัทได้นำกลยุทธ์การตลาดผ่านกีฬามาเป็นแกนหลัก (คล้ายคลึงกับ Red Bull) โดยคาราบาวกรุ๊ปได้เข้าไปเป็นผู้สนับสนุนหลักบนชุดฝึกซ้อมของสโมสรฟุตบอลเชลซี และผู้สนับสนุนสโมสรฟุตบอลเรดดิง ในประเทศอังกฤษ
ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มคาราบาวได้เข้าเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของการแข่งขันฟุตบอลถ้วยลีกคัพของสมาคมฟุตบอลลีกอังกฤษ (English Football League หรือ EFL) มาตั้งแต่ปี 2017 จนการแข่งขันลีกนี้ได้หันมาใช้ชื่อทางการว่า “Carabao Cup” แล้ว
และเมื่อไม่นานมานี้ มีรายงานออกมาว่า คาราบาวกรุ๊ปและ EFL ได้ตกลงขยายสัญญาการเป็นผู้สนับสนุนหลักออกไปจนถึงปี พ.ศ. 2572 ทำให้คาราบาวกลายเป็นตราสินค้าที่สนับสนุนการแข่งขันถ้วยลีกคัพยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของการแข่งขันฟุตบอลรายการนี้
ซึ่งตอนนี้ แบรนด์คาราบาวไม่เพียงสร้างแต่การรับรู้ตราสินค้าไปสู่สายตาผู้รับชมการถ่ายทอดสดทั่วโลก แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมต่อยอดในการจัดจำหน่ายเครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์เบียร์ของกลุ่มเข้าสู่ตลาดยุโรปอีกด้วย
จากเด็กหนุ่มชาวสุพรรณ ที่เข้าเมืองใหญ่ ปั้นตัวเองจนกลายเป็นศิลปินคนสำคัญของชาติ กลายมาเป็นหนึ่งในนักธุรกิจรายใหญ่ของประเทศ ที่สร้างอาณาจักรขึ้นมาจากชื่อเสียงและภาพจำของตัวเอง แอ๊ด คาราบาวในวันนี้คือหนึ่งในคนที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้รังสรรเสียงเพลงเพื่อสังคม แต่ยังเป็นผู้ประกอบหมื่นล้านที่พาแบรนด์ไประดับโลก
รวบรวมข้อมูลโดย Thairath Money
อ่านข่าวธุรกิจ กลยุทธ์การตลาด และสัมภาษณ์พิเศษ กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/business_marketing
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney