
BDMS ทุ่ม 29,000 ล้านบาท เปิดตัว WellEra เมกะโปรเจกต์เมืองสุขภาพย่านลุมพินี พลิก "ทำเลทอง" สู่ "ทำเลสุขภาพ" เทียบชั้น Hyde Park เมืองไทย ชูแนวคิด 6S+ เพื่อการอยู่อาศัยที่ส่งเสริมสุขภาพ พร้อมผลักดันไทยสู่ Wellness Hub ระดับโลกภายในปี 2573
เมื่อสินทรัพย์ที่แพงที่สุดใน พ.ศ. นี้ ไม่ใช่หุ้นปันผลดี หรือ อสังหาริมทรัพย์ทำเลทอง แต่คือ 'ร่างกายที่แข็งแรง' คำว่า “Health is the New Wealth” จึงไม่ใช่แค่ประโยคสวยๆ ของคนรักสุขภาพอีกต่อไป แต่มันคือขุมทรัพย์ทางธุรกิจใหม่ โดยปัจจุบัน Global Wellness Economy มีมูลค่าสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะพุ่งสู่ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2572
เทรนด์โลกที่เปลี่ยนไปนี้ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ BDMS ที่มองเห็นโอกาสในการต่อยอดศักยภาพของ 'ทำเลทอง' สู่ 'ทำเลสุขภาพ' โดย นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มบีดีเอ็มเอส เวลเนส บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS เล็งเห็นคุณค่าของทำเลบนถนนหลังสวนตัดสารสิน ซึ่งโอบล้อมด้วยสวนลุมพินี พื้นที่สีเขียวผืนสำคัญที่หาได้ยากใจกลางกรุงเทพฯ จนได้รับการเปรียบเปรยว่าเป็นเสมือน Hyde Park ของกรุงลอนดอน หรือ Central Park ของนครนิวยอร์ก ความท้าทายจึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่คือการสร้างแลนด์มาร์กด้านสุขภาพที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน และสะท้อนนิยามใหม่ของการใช้ชีวิตในเมือง
“การเปิดหน้าต่างมาแล้วเจอป่าสีเขียวขนาดใหญ่แทนที่จะเป็นตึกคอนกรีต คือหัวใจสำคัญของการสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความมีชีวิตชีวา โดย BDMS ยังมีแผนเข้าไปร่วมพัฒนาพื้นที่สวนลุมพินีในเชิงความปลอดภัยและการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อให้บริการประชาชนฟรีควบคู่ไปด้วย” นายแพทย์ตนุพล กล่าว
ด้วยเหตุนี้เอง การตัดสินใจควักเงินเกือบ 3 หมื่นล้านบาท ใหญ่กว่าดีลประวัติศาสตร์เดิมถึง 2 เท่า เป็นภาคต่อมาจากความสำเร็จของ BDMS Wellness Clinic ที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างผลกำไรและเติบโตด้วยตัวเลขสองหลักในทุกๆ ปี แม้จะเปิดตัวในช่วงวิกฤตโควิด-19 ก็ตาม
ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกหันมารักสุขภาพอย่างจริงจัง เพราะปัจจุบันกำลังการรองรับของ Wellness เดิมพุ่งสูงถึง 80% การขยายอาณาจักรเพื่อรองรับอนาคตในอีก 4 ปีข้างหน้า หรือปี 2030 จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่ปฏิเสธไม่ได้ โดยโครงการใหม่นี้จะทำหน้าที่เป็น “เมืองสุขภาพขนาดย่อม” ที่ไม่ใช่แค่สถานที่ให้คนป่วยมาแวะเวียน แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ในทุกๆ วัน
จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า การที่ยักษ์ใหญ่ด้านเฮลท์แคร์ของไทยอย่าง บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงโรงพยาบาลอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะผู้สร้างระบบนิเวศแห่งการใช้ชีวิตที่ยั่งยืน แทบเห็นได้ยากกับผู้เล่นรายอื่นๆ
และยิ่งมีการทุ่มทุนกว่า 29,000 ล้านบาท ประกาศปักหมุดแลนด์มาร์กประวัติศาสตร์ “WellEra Bangkok” บนทำเลพื้นที่หัวแหวนย่านลุมพินี พร้อมพันธมิตรระดับโลกอย่าง Capella หวังผลักดันกรุงเทพฯ สร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพ ที่อยู่อาศัย การบริการ และไลฟ์สไตล์ ให้เป็นจุดหมายปลายทางที่คนทั้งโลกต้องบินมาใช้ชีวิต จึงเป็นดีลที่น่าจับตามองไม่น้อยเลยทีเดียว
ในครั้งนี Thairath Money ชวนแกะรอยเมกะเทรนด์โลก เมื่อสมการความมั่งคั่งกำลังหมุนไปสู่ยุคแห่งการป้องกันก่อนป่วย และทำไมตลาด 'อายุขัยที่มีคุณภาพ (Longevity)' ถึงกลายเป็นเค้กก้อนใหญ่ที่ทุนทั่วโลกกำลังแย่งชิงหมุดหมายใหม่นี้ผ่านมุมมองของ BDMS…
แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ได้ถ่ายทอดวิสัยทัศน์อันทรงพลังเกี่ยวกับจุดเปลี่ยนสำคัญขององค์กร โดยย้อนพิมพ์เขียวความสำเร็จของ BDMS จากจุดเริ่มต้นเมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว ที่มีเพียง 1 โรงพยาบาลขนาด 50 เตียงในซอยศูนย์วิจัย จนเติบโตสู่เครือข่าย 60 โรงพยาบาล ภายใต้ 6 แบรนด์หลักในปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการขยายสู่ธุรกิจร้านขายยา โรงงานผลิตยา โรงงานน้ำเกลือ และห้องแล็บ เพื่อเติมเต็มระบบนิเวศการดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์
และในครั้งนี้ BDMS ได้เดินหน้าพัฒนาโครงการ WellEra ภายใต้งบลงทุนกว่า 29,000 ล้านบาท เพื่อสร้างต้นแบบ Wellness-Integrated Ecosystem แห่งใหม่ที่หลอมรวมองค์ความรู้ด้านสุขภาพ การแพทย์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการใช้ชีวิตเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ภายใต้แนวคิด ‘THE DNA OF WORLD WELL-LIVING’ พื้นที่ที่จะทำให้สุขภาพที่ดีไม่ใช่เพียงเป้าหมาย แต่ตอบโจทย์ความต้องการของโลกที่กำลังมองหาต้นแบบการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ที่สุขภาพ คุณภาพชีวิต และการมีอายุยืนอย่างมีสุขภาวะเกิดขึ้นได้พร้อมกัน
“WellEra ตั้งอยู่บนพื้นที่ใจกลางลุมพินี หนึ่งในทำเลศักยภาพสำคัญของกรุงเทพมหานคร ที่ผสานความเชื่อมโยงของเมือง พื้นที่สีเขียว คุณภาพชีวิต และศักยภาพที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยในระยะยาว อีกทั้งยังเป็นโครงการที่นำองค์ความรู้ด้าน Scientific Wellness และ Preventive Medicine มาหลอมรวมเข้ากับหลากหลายมิติของการใช้ชีวิต เพื่อให้การเพิ่ม Healthspan หรือช่วงชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง”
แต่คำถามที่น่าคิดคือ อะไรคือแรงขับเคลื่อนเบื้องหลังที่ทำให้ยักษ์ใหญ่อย่าง BDMS ยอมทุ่มเม็ดเงินมหาศาลขนาดนี้ในเวลานี้?
ทั้งนี้ นายแพทย์ตนุพล ยังได้ฉายภาพให้เห็นว่า ภายในปี 2033 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) โดยมีประชากรอายุเกิน 60 ปี มากกว่า 28%
และหากมองลึกลงไปถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ปัจจุบันมนุษย์ทั่วโลกมีอายุขัยเฉลี่ย อยู่ที่ 71.4 ปี แต่กลับมีช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี เพียง 61.9 ปีเท่านั้น ขณะที่คนไทยเองก็ไม่ต่างกัน โดยมีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 75.3 ปี แต่มีช่วงชีวิตที่แข็งแรงไร้โรคภัยเพียง 65.8 ปี
ตัวเลขเหล่านี้กำลังสะท้อนความจริงอันเจ็บปวดว่า ผู้คนจำนวนมากต้องใช้เวลา “10 ปีสุดท้ายของชีวิต” อยู่กับความเจ็บป่วย แดดออก-ฝนตกต้องเข้าโรงพยาบาล และต้องพึ่งพาระบบการรักษาอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่าผู้คนทั่วโลกไม่ได้มองหาแค่การมีอายุยืนอีกต่อไป แต่กำลังควานหา “ระบบนิเวศการใช้ชีวิต” ที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และนี่คือโอกาสครั้งสำคัญของประเทศไทยในการต่อยอดจุดแข็งด้านบริการสุขภาพ การท่องเที่ยว การบริการแบบไทย อาหารไทย และการแพทย์แผนไทย เพื่อเป็นศูนย์กลางการเป็น Wellness Hub ของภูมิภาค สอดรับกับนโยบายภาครัฐที่ตั้งเป้ายกระดับเศรษฐกิจสุขภาพให้มีมูลค่ากว่า 1.98 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นมากกว่า 11% ของ GDP ประเทศในอนาคต
นี่จึงอาจเป็นที่มาของบิ๊กดีลระดับ 29,000 ล้านบาทของ BDMS…
นายแพทย์ตนุพล กล่าวต่อไปว่า WellEra Ecosystem ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลักที่ทำงานเชื่อมโยงและเกื้อหนุนกันภายใต้ระบบนิเวศเดียวกัน ได้แก่ Branded Residence ที่อยู่อาศัยเพื่อสุขภาพที่ผสานมาตรฐานการบริการระดับโลกเข้ากับการอยู่อาศัยเพื่อสุขภาวะ ภายใต้แบรนด์ Capella พันธมิตรระดับโลก จำนวน 45 ชั้น 262 ยูนิต
Wellness Clinic คลินิกดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ซึ่งช่วยให้ผู้คนเข้าใจสุขภาพตนเอง วางแนวทางการดูแลที่เหมาะสม และ Urban Wellness Retreat พื้นที่พักผ่อนฟื้นฟูสุขภาพ ที่ออกแบบเพื่อการพักผ่อน ส่งเสริม สุขภาวะ การใช้ชีวิตอย่างสมดุล จำนวน 20 ชั้น 168 ห้องพัก
และ Lifestyle Retail พื้นที่ร้านค้าและบริการสำหรับการใช้ชีวิต พบปะ และสร้างคอมมูนิตี้ที่มีคุณภาพ ซึ่งทุกองค์ประกอบล้วนได้รับการออกแบบให้ทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อสนับสนุนสุขภาพ คุณภาพชีวิต และการมีอายุยืนอย่างมีสุขภาวะในระยะยาว โดยโครงการ WellEra มีพื้นที่โครงการรวมกว่า 2 ล้าน square feet หรือกว่า 2 แสนตารางเมตร เพื่อผลักดันให้เป็นเวลเนสคอมเพล็กซ์และสถานที่ที่ผู้คนจะมีสุขภาวะที่ดี
“WellEra เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันของผู้ชำนาญการจากหลากหลายสาขาทั่วโลก ทั้งด้านการแพทย์ เวลเนส สถาปัตยกรรม วิศวกรรม การบริการ และการพัฒนาเมือง เพื่อแปลงวิสัยทัศน์ด้านสุขภาวะให้เกิดขึ้นจริงในรูปแบบของ Future Wellness Living Ecosystem ซึ่งทุกองค์ประกอบของโครงการได้รับการออกแบบให้เชื่อมโยงการอยู่อาศัย การดูแลสุขภาพ การพักผ่อน และการใช้ชีวิตประจำวันเข้าไว้ในระบบนิเวศเดียวกัน เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และทำให้สุขภาวะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติ”
โมเดลธุรกิจของเมกะโปรเจกต์นี้ขับเคลื่อนด้วย 6 องค์ประกอบสำคัญ ที่ร้อยเรียงผ่าน Lifestyle Medicine เริ่มต้นจาก
เพื่อลบภาพจำเดิมๆ ของมนุษยชาติที่มักจะต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บในช่วง 10 ปีสุดท้ายก่อนจากไป
พร้อมเสริมด้วยแนวคิด 6S+ Surrounding ที่ถือเป็นหัวใจหลักของโครงการถูกขับเคลื่อนด้วยศาสตร์แห่งความยั่งยืน โดยต่อยอดจากงานวิจัยที่ระบุว่ามนุษย์ใช้เวลากว่า 90% ของชีวิตภายในอาคาร หายใจกว่า 20,000 ครั้งต่อวัน และใช้เวลา 1 ใน 3 ของชีวิตไปกับการนอนหลับ
ดังนั้น...จะดีแค่ไหนถ้าทุกวินาทีเหล่านี้ถูกเปลี่ยนให้เป็น 'เวลาแห่งการฟื้นฟูสุขภาพ' WellEra จึงนำองค์ความรู้ด้าน Scientific Wellness มาประยุกต์ใช้กับการออกแบบสภาพแวดล้อม ตั้งแต่อากาศ (Air) น้ำ (Water) แสง (Light) เสียง (Sound) ไปจนถึงอุณหภูมิและความชื้นภายในอาคาร (Thermal) เพื่อให้ที่อยู่อาศัยเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
“เป้าหมายสูงสุดของภารกิจนี้คือการทำให้ผู้รับบริการ อายุยืนอย่างมีคุณภาพ หรือช่วยยืด Healthspan ซึ่งการจะไปถึงจุดนั้นได้จำเป็นต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่า Scientific Wellness หรือเวลเนสที่มีผลงานวิจัยทางการแพทย์รองรับอย่างแท้จริง BDMS ได้นำองค์ความรู้จากธุรกิจ Healthcare มาประยุกต์ใช้กับการสร้าง Branded Residenceสภาพแวดล้อมภายในตึกจะถูกควบคุมให้สะอาด ปราศจากฝุ่น PM 2.5 แหล่งน้ำที่ไร้ไมโครพลาสติก ระบบแสงที่ช่วยปรับวงจรการนอนหลับตามธรรมชาติ และระบบควบคุมความชื้นที่สมดุลเพื่อไม่ให้ไวรัสหรือเชื้อราเติบโต พร้อมทั้งดึงกลุ่ม Capella แบรนด์ระดับโลกมาร่วมรังสรรค์การบริการที่อยู่อาศัยระดับเวิลด์คลาส” นายแพทย์ตนุพล กล่าว
เมื่อมองในแง่ของเม็ดเงินและสัดส่วนทางธุรกิจ ปัจจุบันรายได้จากกลุ่ม Wellness คิดเป็นประมาณ 12% ของรายได้รวมบริษัท หรือราว 13,000 ล้านบาท จากแบรนด์ที่กระจายอยู่ 26 สาขาทั่วประเทศ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และหัวเมืองท่องเที่ยวที่มีฐานลูกค้าต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาจากกว่า 150 สัญชาติทั่วโลก
สิ่งนี้สะท้อนว่าตลาด Wellness ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มคนรวยที่อยากจ่ายเงินฟุ่มเฟือย แต่คือ กลุ่มคนที่รักชีวิตและต้องการซื้อเวลาที่มีคุณภาพร่วมกับคนที่รัก แม้ในเชิงพาณิชย์ Wellness อาจจะมีอัตรากำไรที่น้อยกว่าการรักษาโรคเฉพาะทางในโรงพยาบาล แต่ในแง่ของความยั่งยืนและการสร้างคุณค่า นี่คือเครื่องยนต์หลักที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต
ความฝันในการนำพาประเทศไทยก้าวขึ้นสู่การเป็น Top 5 Wellness Destination of the World ภายในปี 2030 จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดการบูรณาการในระดับประเทศ ซึ่ง นายแพทย์ตนุพล มองว่า Wellness ไม่ใช่เรื่องของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่คาบเกี่ยวไปถึงการท่องเที่ยว อาหารไทย สปา คมนาคม และสิ่งแวดล้อม
การผลักดันให้เกิด “บอร์ด Wellness แห่งชาติ” จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้นโยบายเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนผ่านไปกี่ชุด นอกจากนี้ ปัญหาระดับโครงสร้างอย่างเรื่องฝุ่นควันและสิ่งแวดล้อมก็ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังควบคู่กันไป เพราะคำว่า Sustainable กับ Wellness แท้จริงแล้วคือเรื่องเดียวกัน “ถ้าโลกป่วย มนุษย์ก็ไม่มีวันแข็งแรง”
ดังนั้น แม้ว่าความผันผวนของเศรษฐกิจโลกหรือสถานการณ์ทางการเมืองจะเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก แต่สำหรับธุรกิจที่ “ขายความแข็งแรง” ย่อมมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งเสมอ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้ไม่ร่ำรวยล้นฟ้า แต่การตื่นมาในทุกๆ วันโดยไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ก็นับว่ามั่งคั่งกว่าคนรวยที่ต้องนอนป่วยอยู่บนเตียง
เมกะโปรเจกต์ 2.9 หมื่นล้านบาท ของ “WellEra Bangkok” นี้ จึงไม่ใช่แค่การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือ การเปิดคลินิกเพิ่มอีกแห่งหนึ่ง หากแต่เป็นการวางหมากเกมยาวเพื่อปิด “ช่องว่าง 10 ปีที่เจ็บป่วย” ของมนุษย์ รับมือกับสังคมผู้สูงอายุ และปักหมุดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ที่จะเปลี่ยนประเทศไทย ให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งของโลกที่ผู้คนไม่ได้มาเพื่อ “รักษาตัว” แต่มาเพื่อ “ใช้ชีวิตให้ยาวนานและแข็งแรงขึ้น” ในทุก ๆ วัน ทั้งนี้ “WellEra” มีกำหนดเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2573