“อลิสา พันธุศักดิ์” ผู้ผลักดัน "ทิฟฟานี่โชว์" Soft Power ไทย สู่ธุรกิจวัฒนธรรมบันเทิงระดับโลก

Business

Business Strategy

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

“อลิสา พันธุศักดิ์” ผู้ผลักดัน "ทิฟฟานี่โชว์" Soft Power ไทย สู่ธุรกิจวัฒนธรรมบันเทิงระดับโลก

Date Time: 30 พ.ค. 2569 04:07 น.

Summary

“อลิสา พันธุศักดิ์” ที่หลายคนรู้จักในนาม “คุณจ๋า ทิฟฟานี่” คือผู้บริหารหญิงแกร่งแห่ง Tiffany’s Show Pattaya ธุรกิจคาบาเรต์โชว์ “ศิลปะการแสดงระดับโลก” ที่สะท้อนถึงดนตรี–ศิลปะ–Storytelling และวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย

Latest

"หมัดเดียว เปลี่ยนได้”

“อลิสา พันธุศักดิ์” ที่หลายคนรู้จักในนาม “คุณจ๋า ทิฟฟานี่” คือผู้บริหารหญิงแกร่งแห่ง Tiffany’s Show Pattaya ธุรกิจคาบาเรต์โชว์ “ศิลปะการแสดงระดับโลก” ที่สะท้อนถึงดนตรี–ศิลปะ–Storytelling และวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย ที่ไม่ได้เป็นเพียงเวทีขายความเป็น Transgender show แต่ขายความเป็น professional และ talent ที่พิสูจน์ว่านักแสดง Transgender ของไทยมีความสามารถสูงที่สุดในโลก!!

“คุณจ๋า” เล่าเส้นทางสู่โลกธุรกิจของเธอว่า หลังจบปริญญาโท MBA ด้าน Finance จาก George Washington University ในปี 2542 (ปี 1999) ที่ประเทศไทยยังคงเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ล่มสลาย ตลาดหุ้นร่วง ลากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ล้มระเนระนาด ธุรกิจต่างๆปิดตัว ผู้คนตกงาน ดังนั้นเมื่อกลับมาเมืองไทยได้เพียงสัปดาห์เดียว คุณพ่อ (คุณสุธรรม พันธุศักดิ์) ก็โยนเธอลงสนามให้ทำงานทันที โดยให้มาบริหารจัดการ โรงแรมวู๊ดแลนด์ รีสอร์ท ที่ตั้งอยู่ใจกลางพัทยาซึ่งกำลังประสบปัญหาอย่างหนัก ขาดทุนมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เปิดกิจการมา 8 ปี พร้อมยื่นคำขาดว่าถ้าฟื้นกิจการไม่สำเร็จก็คงต้องขายทิ้ง!!


ด้วยความที่เป็นคนที่ชอบความท้าทาย มีพื้นฐานด้านการเงินที่ร่ำเรียนมา “คุณจ๋า” วิเคราะห์ปัญหา จุดอ่อน-จุดแข็ง คำนวณกำไร-ขาดทุนเบ็ดเสร็จแล้ว จึงตัดสินใจขอกู้เงินจากคุณแม่ 10 ล้านบาท เพื่อมารีโนเวทโรงแรมใหม่ทั้งหมด รวมทั้ง recuit รับคนเข้ามาทำงานและรื้อระบบการบริหารจัดการใหม่ ปรากฏว่าเพียงปีแรกเท่านั้น มีผู้เข้าพักโรงแรมเฉลี่ย 87% ของจำนวนห้องพักทั้งหมด 80 ห้อง ดังนั้นในปีถัดมา เธอจึงเดิมพันด้วยการลงทุนเพิ่มอีก 90 ล้าน โดยกู้เงินธนาคารใช้ชื่อตัวเองค้ำประกัน 40 ล้านบาท เพื่อสร้างห้องพักเพิ่มอีก 53 ห้อง และยกระดับโรงแรมขึ้นเป็น 4 ดาว ทำให้ปรับขึ้นราคาห้องพักได้ หลังเห็นดีมานด์ของตลาด เพราะปีนั้นแม้มีปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ แต่ยังคงมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาจำนวนมาก ทำให้สามารถคืนทุนได้อย่างรวดเร็ว เพราะเป็นโรงแรมสร้างใหม่ทันสมัยที่สุดในเวลานั้น ก่อนที่อีก 5 ปีต่อมาจะสร้างเพิ่มอีก 74 ห้อง

“ตอนนั้นทำงานสนุกมาก ไม่เหนื่อยเลย ทำงานจนลืมกินลืมนอน เพราะมันมีแต่เรื่องที่ท้าทายให้ทำเยอะไปหมด ตอนเข้ามาเห็นโรงแรมแรกๆ แต่ละวันมีแขกเข้าพักเพียง 5–6 ห้อง เงินไม่มีเข้ามา เห็นแต่รายจ่าย ถือเป็นจุดเปลี่ยนชีวิต ที่ทำให้เราเลิกคิดว่าเป็นลูกคนรวย ที่จะได้ทำงานสบายๆสวยๆ คิดแต่ว่าต้องลุกขึ้นมาสู้จริงจัง ไม่งั้นโรงแรมก็จะไม่รอด”

ขณะที่ต้องต่อสู้กับการฟื้นธุรกิจโรงแรมเพียงลำพังในปีแรก “คุณจ๋า” เล่าว่าในปีเดียวกันนั้น พี่สาวซึ่งรับหน้าที่ดูแลธุรกิจฝั่งทิฟฟานี่ ได้ขอออกไปหาประสบการณ์ในธุรกิจอื่น ดังนั้น “คุณจ๋า” จึงต้องดูแลธุรกิจทิฟฟานี่ควบคู่กันไปด้วย “ช่วงเช้าประชุมสั่งการตรวจงานโรงแรมเสร็จ เที่ยงบ่ายจนถึงกลางคืนจะมาดูฝั่งทิฟฟานี่จนโชว์เลิก ซึ่งสมัยนั้นเน้นรับนักท่องเที่ยวกลุ่มทัวร์ทั้งไทยและต่างชาติจำนวนมาก มีการแข่งขันด้านราคากันหนักหน่วง ทำให้ในแต่ละวันทิฟฟานี่ต้องทำรอบโชว์ถึงวันละ 7–8 รอบ”

แต่ความที่เธอคลุกคลีกับทิฟฟานี่มาตั้งแต่เด็ก เรียกว่าโตอยู่หลังเวที เธอจึงรู้จักสิ่งนี้ดี ดังนั้นเมื่อถึงวันที่ต้องมาเป็นคนบริหารจัดการ ในวัยเพียง 23 ปี “คุณจ๋า” ต้องรับมือกับองค์กรดั้งเดิมที่ยังใช้เครื่องพิมพ์ดีดในการทำงาน จึงปฏิรูประบบการทำงาน โดยนำเทคโนโลยีเข้ามา ใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตในการทำงาน รวมถึงใช้ระบบซอฟต์แวร์ในการขายตั๋ว ยกมาตรฐานโรงละคร โดยสร้างใหม่ทั้งหมดทันทีในปีแรก เปลี่ยนฉากจากเพดานความสูง 4 เมตร เป็น 16 ให้ดูใหญ่อลังการขึ้น ลงทุนติดตั้งอุปกรณ์เทคนิคการแสดงที่ทันสมัยระดับโลก ลิฟต์ยกฉาก และระบบ Flying พร้อมทุ่มพัฒนารูปแบบโชว์ และชุดนางโชว์สวยงามอลังการ เพื่อสร้างความตราตรึงให้กับผู้เข้าชม และเพิ่มความจุจาก 550 ที่นั่ง เป็น 1,000 ที่นั่ง ซึ่งทั้งหมดนี้ “คุณจ๋า” เรียกปฏิบัติการทั้งหมดนี้ว่า Total Re–engineering!!

และสิ่งสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยน Mindset ด้านการตลาด โดย “คุณจ๋า” ตัดสินใจยกเลิกการขายตั๋วราคาถูก ที่ตัดราคากันรุนแรง หันมาเน้นสร้างแบรนด์ให้เป็น Premium จาก mass tour มาเน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพมากกว่าปริมาณ มุ่งสร้างประสบการณ์ที่หาที่ไหนไม่ได้ ปรับราคาขึ้นเป็นพรีเมียม สะท้อนคุณภาพการแสดงที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ จนทำให้ทุกวันนี้ทิฟฟานี่โชว์เป็นผู้นำตลาด Premium Entertainment


แม้ธุรกิจที่คุณพ่อมอบหมายให้ทำ จะประสบความสำเร็จมาอย่างดี เธอว่าความสำเร็จบนเส้นทางนี้มาจากคำท้าทายและคำสอนของคุณพ่อที่เป็นทั้งเจ้านายและเป็น “ครู” ทางธุรกิจเพียงคนเดียว ที่สอนเธอทุกเรื่อง ตั้งแต่การแต่งกาย การวางตัวและเลือกคนเข้าทำงาน การบริหารผู้คน ไปจนถึงความประหยัดหรือการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า รวมถึงการสร้างเครดิตให้ตัวเองซึ่งสำคัญมาก ดังนั้นการกู้เงินมาทำธุรกิจทุกครั้ง คุณพ่อจะให้เธอรับผิดชอบด้วยตัวเอง โดยคุณพ่อมักจะใช้วิธีการ “ท้า” ให้ทำ หรือหากเราอยากทำอะไร ต้องศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) และทำแผนธุรกิจมาเล่าให้พ่อฟังว่าทำได้จริงและคุ้มค่าแก่การลงทุน แล้วจึงให้ลงมือทำเอง ผิดถูกได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง

แม้ความสำเร็จนี้ คุณพ่อจะไม่เคยเอ่ยปากชมกับลูกสาวตรงๆ แต่สิ่งที่ทำให้คุณจ๋าภูมิใจที่สุดไม่ใช่แค่เม็ดเงินหรือผลกำไร แต่คือการที่คุณพ่อได้เขียนบันทึกไว้ก่อนเสียชีวิตเมื่อ 10 กว่าปีก่อนว่า “สิ่งที่ภูมิใจที่สุดคือการได้เป็นเจ้าของเวทีมิสทิฟฟานี่และมิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีน” ซึ่งเธอเป็นผู้สานต่อจากคุณพ่อและปลุกปั้นมันมากับมือ!! จนประสบความสำเร็จและได้การยอมรับจากทั่วโลก

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อาจไม่ใช่ธุรกิจที่ทำเงินมากที่สุดแต่คือธุรกิจที่สร้างคุณค่าและศักดิ์ศรีให้ผู้คน!!

“คุณจ๋า” ย้ำว่า ถึงวันนี้ กว่า 27 ปีแล้ว ที่เธอเข้ามาเป็นแม่ทัพดูแลทิฟฟานี่ และทิฟฟานี่โชว์ได้เดินทางมาถึงปีที่ 52 แล้ว เธอกำลังพยายามผลักดันให้โชว์ทิฟฟานี่คือหนึ่งใน Soft Power ของไทย เพราะเธอเชื่อมั่นว่า ทิฟฟานี่มีอัตลักษณ์ที่เลียนแบบไม่ได้ (Uniqueness) มันคือ Performing Art ที่เป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวของไทย หาโชว์ที่ไหนในโลกไม่ได้ ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ทั้งเพลง ชุดการแสดง และรูปแบบโชว์และเรื่องราว มี Value ที่ประเมินค่าไม่ได้!!

เธอจึงต้องการสร้างให้ทิฟฟานี่เป็น Entertainment ที่มีวัฒนธรรมการบันเทิงสู่สายตาโลก และทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาถึงเมืองไทย ต้องปักหมุดมาพัทยาเพื่อชมโชว์ทิฟฟานี่ เป็น destination entertainment brand และเธอยังมีแผนที่จะขยายเวทีทิฟฟานี่ให้ไปอยู่ในเมืองท่องเที่ยวหลักของประเทศ

เพราะวันนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า Tiffany ไม่ใช่เพียงโรงละคร แต่คือทรัพย์สินทางวัฒนธรรมบันเทิง และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่สร้างงาน สร้างรายได้เข้าประเทศ และเราไม่ได้มีแค่แสงสีของการท่องเที่ยว หากยังมีศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ และผู้คนที่สามารถเปลี่ยน “ความแตกต่าง” ให้กลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจได้อย่างงดงาม.

เลดี้แจน

คลิกอ่านคอลัมน์ "Business On My Way" เพิ่มเติม


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ