ถึงช่วงเวลาที่น้องๆ ม.ปลายต้องตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกเรียนคณะอะไรที่ไหนดี มีน้องๆ ถามมากันเยอะว่าเลือกไม่ถูก มีอยู่รายหนึ่งคะแนนสูงระดับติดคณะแพทย์ได้ เดิมก็สนใจอยากจะเป็นหมอมาตั้งแต่เด็กๆ แต่พอเรียน ม.ปลาย ก็รู้สึกอยากจะทำงานทีวี เลยคิดว่าจะเลือกนิเทศ เลยไม่ได้สอบวิชาที่จะต้องนำมาใช้ในการเข้าแพทย์ แต่แล้วเมื่อมาคิดได้ภายหลังอยากจะเข้าแพทย์ก็ไม่ทันเสียแล้ว คงต้องซิ่ว และไปสอบเข้าแพทย์ใหม่ในปีหน้า ส่วนปีนี้จะต้องเลือกเรียนอะไรไปสักอย่างหนึ่งก่อน แต่เลือกไม่ถูกระหว่าง นิเทศศาสตร์ กับ จิตวิทยา ใจอยากเรียนจิตวิทยามากกว่านิเทศ แต่ติดที่ว่าคะแนนนิเทศดันสูงกว่าจิตวิทยา
อีกรายหนึ่ง อยากจะเป็นทูตมาตั้งแต่เด็กๆ สนใจเรียนภาษาต่างประเทศหลายภาษา ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องเข้ารัฐศาสตร์การทูตให้ได้ แต่ไม่รู้ว่าเวรหรือกรรม ดันสอบได้คะแนนสูงเป็นอันดับหนึ่งของสายศิลป์ภาษา ซึ่งแน่นอนว่าต้องเข้ารัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยที่ตนชื่นชอบได้แน่นอน แต่บังเอิญไปคุยกับอาจารย์แนะแนว แล้วอาจารย์บอกว่าเสียดายที่อุตส่าห์ทำคะแนนได้สูงสุดของสายศิลป์ภาษา ทำไมไม่เรียนอักษรศาสตร์จะได้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางภาษา ในวินาทีสุดท้าย น้องเลยตัดสินใจเลือกอักษรศาสตร์ และก็เข้าได้ดังคาด แต่พอรู้ตัวว่าเข้าได้แล้ว กลับได้สติ แล้วคิดว่า แม้ตัวเองจะชอบเรียนภาษา แต่ตัวเองมีความตั้งใจจะเป็นทูต อยากเรียนรัฐศาสตร์การทูต ในที่สุดก็เลยต้องเหนื่อยสองเท่า คือเรียนอักษรศาสตร์เต็มเวลาไป แล้วก็สมัครเรียนมหาวิทยาลัยเปิด คณะรัฐศาสตร์ ควบคู่กันไป ไม่ได้ติดตามผลต่อไปว่าเธอได้เข้ากระทรวงการต่างประเทศหรือองค์กรต่างประเทศสมใจหรือไม่ แต่ที่รู้คือเหนื่อย (แต่มองอีกมุม เธอก็มีความรู้มากกว่าคนอื่นในวัยเดียวกัน และเธอก็ได้พิสูจน์ตนเองให้เห็นว่าเป็นคนมีความมุ่งมั่นและมีวินัยในการเรียนจนประสบความสำเร็จ)
...
จะเห็นได้ว่า น้องๆ ส่วนใหญ่มักจะยังสับสนว่าตัวเองถนัดอะไร ชอบอะไร อยากจะประกอบอาชีพอะไร และเวลาตัดสินใจเลือกคณะที่จะเรียน มักจะเลือกที่คะแนนเป็นหลัก โดยลืมไปว่าคณะที่คะแนนสูง (สมศักดิ์ศรีของคะแนนที่ทำได้ของเรา) อาจไม่ใช่คณะที่จะทำให้เราออกไปประกอบอาชีพที่ตัวเองสนใจจริงๆ ได้ แล้วเมื่อเลือกผิดไปแล้ว หลายคนก็ยังยึดติดกับความคาดหวังของสังคมแบบแปลกๆ ว่า ควรจบพร้อมหรือก่อนเพื่อนรุ่นเดียวกัน หลายคนจึงไม่ยอมซิ่ว แล้วก็ทนเรียนในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบไปจนจบ เลยมีข้อแนะนำที่น่าจะช่วยในการตัดสินใจเลือกที่เรียนให้ดีที่สุดสำหรับตัวเองค่ะ
1. เลือกอาชีพเป็นหลัก ดูว่าตัวเองสนใจ หรือชื่นชอบอาชีพอะไร เช่น สนใจการทำอาหาร คิดใฝ่ฝันอยากเปิดร้านอาหารเป็นของตนเอง ก็ควรเลือกคหกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์อาหาร การบริหารธุรกิจ อุตสาหกรรมบริการ เป็นต้น ไม่ใช่เลือกที่ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย หรือคะแนนของคณะนั้นที่ดูสูงกว่าคณะอื่น
2. ความคาดหวังของพ่อแม่ผู้ปกครอง เป็นเรื่องปกติของคนเป็นพ่อเป็นแม่ ถ้าหากเราเติมความฝันให้พ่อแม่อย่างที่ท่านคาดไม่ได้ ไม่ใช่ความผิดของเรา เพราะนี่คือชีวิตของเราที่เราต้องเลือกเส้นทางชีวิตของเราเอง และให้เข้าใจว่าคณะที่พ่อแม่อยากให้เรียนนั้น เป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในใจของพ่อแม่มาตั้งแต่เด็ก แต่ในรุ่นของคุณ สภาพแวดล้อม สังคม และตลาดแรงงานเปลี่ยนไปมาก เลือกสิ่งที่คุณต้องการเถอะ หากคุณประสบความสำเร็จและมีความสุขกับสิ่งที่คุณเป็นคนกำหนด อย่างไรเสียพ่อแม่ของคุณก็มีความสุขไปกับคุณอยู่แล้ว
3. อย่าติดอยู่กับศักดิ์ศรี หรืออัตตา ว่าต้องเลือกคณะนั้นคณะนี้เพราะคะแนนสูงกว่าคณะที่เราชอบจริงๆ มองว่าถ้าเราเลือกคณะที่เราชอบแล้วคะแนนของเราสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของคณะนั้นแล้ว เราก็ยิ่งมีโอกาสเข้าคณะนั้นได้ชัวร์ๆ ไม่ต้องมานั่งกังวลใจว่าจะได้หรือไม่ได้
4. เขามีให้เลือก 4 ช้อยส์ ก็เลือกให้ครบตามสิทธิ แต่ตามที่ชอบ และอย่าเลือกคณะที่คะแนนต่ำกันเหนียวไว้ เพราะถ้าหากเกิดได้ขึ้นมา คุณก็ต้องมานั่งเรียนในสิ่งที่ไม่ชอบ เพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่าเอ็นทรานซ์ติด มันหมดยุคการเลือกเรียนตามชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยแล้วค่ะ นี่มันยุคที่ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ดังนั้นเลือกคณะวิชาที่จะนำไปประกอบอาชีพที่ชอบ ไม่ต้องสนใจชื่อเสียงมหาวิทยาลัยหรือศักดิ์ศรีของคะแนนของคณะให้มากนัก
5. ถ้าเลือกแล้ว ไม่ติดอะไรเลย ก็ยังมีให้เลือกรอบสอง หรือเรียนมหาวิทยาลัยเปิด มหาวิทยาลัยเอกชน ไปก่อน แล้วปีหน้าตั้งใจสอบใหม่ หรือเรียนคณะที่ติดไปก่อน พอจบตรีแล้วก็ยังมีโอกาสเรียนคณะที่ชอบในระดับ ป.โท ได้อีกค่ะ ความสำเร็จในชีวิตของคนเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับการศึกษาเพียงอย่างเดียวนะคะ อย่ากังวลไปเลยค่ะ ทุกอย่างมีทางออก ชีวิตต้องก้าวต่อไปค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้น้องๆ ทุกคนนะคะ
ใครมีปัญหา ลูกเรียนไม่เก่ง ไม่รู้จะทำอะไรในอนาคต ญาติพี่น้องติดกลุ่มลัทธิ ปัญหาครอบครัว ความสัมพันธ์ การทำงาน ติดโซเชียล ติดเกม panic และ phobia มารับคำปรึกษากับครูเคทได้ที่ KruKate Counseling Center ต้องการนัดคิว โทร. 08-1458-1165 หรือ เข้าไปฝากคำถามและแชร์ประสบการณ์ในแฟนเพจ www.facebook.com/kateinspirer และ YouTube channels: Kate Inspirer ได้นะคะ