ปัจจัยสำคัญในการเลือกวิธีการคลอดลูกนั้น ส่วนใหญ่แพทย์จะประเมินความพร้อมด้านสุขภาพเพื่อความปลอดภัยทั้งแม่และลูกเป็นหลัก บางครอบครัวอยากเลือกวันเวลาเกิดที่ดีให้แก่ลูก ด้วยพัฒนาการทางการแพทย์ที่ทันสมัยในปัจจุบัน คุณแม่ยุคใหม่จึงวางใจและตัดสินใจเลือกวิธีการผ่าคลอดมากขึ้น
เชื่อว่าคุณแม่ผ่าคลอดมือใหม่หลายคนคงมีคำถามที่ยังคาใจสงสัย โดยเฉพาะลูกผ่าคลอดจะมีภูมิต้านทานตั้งต้นน้อยกว่าเด็กที่คลอดธรรมชาติ และมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ หอบหืด มากกว่าจริงหรือเปล่า และคุณแม่ช่วยเสริมอะไรลูกได้บ้าง คุณแม่ผ่าคลอดก็พร้อมรับมือเรื่องพวกนี้ได้ถ้ามีข้อมูลเพียงพอ
พัฒนาการของลูกนั้นเริ่มตั้งแต่อยู่ในท้อง และต่อเนื่องมาจนถึงช่วงแรกเกิดทารกจนถึงวัยเด็ก การที่จะเติบโตแข็งแรงนั้น จำเป็นต้องได้รับภูมิต้านทานและสารอาหารต่างๆ ที่เหมาะสม แต่สาเหตุที่เด็กผ่าคลอดมีภูมิต้านทานตั้งต้นน้อยกว่าเด็กคลอดธรรมชาติ เพราะเด็กจะไม่ได้รับจุลินทรีย์สุขภาพผ่านช่องคลอดแม่ ซึ่งจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้นี้ส่งผลกับพัฒนาการด้านภูมิต้านทานในช่วงแรกของชีวิต จากผลการวิจัย National Registry ของเดนมาร์ก ปี 1977-2012 จำนวนเด็ก 1.9 ล้านคน ติดตามเด็กแรกเกิดไปจนถึงอายุ 15 ปี พบว่าเด็กผ่าคลอดมีความเสี่ยงต่อการมีภูมิต้านทานตั้งต้นอ่อนแอเพิ่มขึ้นถึง 46% เสี่ยงต่ออาการหอบหืดเพิ่มขึ้นถึง 23% และเสี่ยงต่อโรคลำไส้อักเสบเพิ่มขึ้นถึง 20%
แล้วคุณแม่ผ่าคลอดจะเตรียมตัวอย่างไรให้มั่นใจว่าลูกน้อยผ่าคลอดจะเกิดมาพร้อมเผชิญโลก…เริ่มด้วยการศึกษาข้อมูลสุขภาพทางการแพทย์อย่างจริงจัง เพียงเท่านี้คุณแม่ผ่าคลอดก็พร้อมได้
คืนภูมิต้านทานตั้งต้นให้เด็กผ่าคลอด ด้วยนมแม่
นอกจากจุลินทรีย์สุขภาพจากทางช่องคลอดแม่แล้ว นมแม่ยังเป็นแหล่งอาหารที่เสริมภูมิต้านทานตั้งต้นให้แก่ลูกได้ดีที่สุด ดังนั้นหลังจากคลอดลูกแล้วไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม แม่ยังคงมอบภูมิต้านทานที่ดีที่สุดจากธรรมชาติให้แก่ลูกผ่านนมแม่ได้
ซึ่งนมแม่นี้มีซินไบโอติก (Synbiotics) ซึ่งเป็นทำงานร่วมกันของ จุลินทรีย์สุขภาพโพรไบโอติกและใยอาหารพรีไบโอติก การทำงานแบบซินไบโอติกจะช่วยสร้างสภาวะที่ดีซึ่งเอื้อต่อพัฒนาการของระบบภูมิต้านทานในลำไส้และยังส่งผลต่อเนื่องถึงระบบภูมิต้านทานโดยรวม เด็กผ่าคลอดจึงควรได้รับจุลินทรีย์สุขภาพโพรไบโอติกในปริมาณมาก เพื่อช่วยพัฒนาระบบภูมิต้านทานตั้งต้น และปกป้องลูกน้อยจากโรคต่างๆ
หากแม่ผ่าคลอดมีน้ำนมช้าและน้อยกว่า…ต้องทำอย่างไร
คุณแม่ควรให้ลูกดูดนมแม่ทันทีหรือภายใน 30 นาทีแรกหลังคลอด เพื่อช่วยกระตุ้นให้ฮอร์โมนออกซิโทซินและโปรแลคติน สร้างน้ำนมจากเต้านมให้คุณแม่ได้เร็ว และให้ลูกดูดนมแม่ทุก 2-3 ชั่วโมง หรือเมื่อลูกต้องการ โดยเฉพาะในช่วง 2-3 วันแรกหลังคลอดจะช่วยระบายน้ำนมออกจากเต้าและให้เต้านมคุณแม่สามารถผลิตนมใหม่ได้เรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการให้ลูกดูดนมในท่าที่ถูกต้อง และให้ลูกดูดนมจนเกลี้ยงเต้า นอกจากนี้คุณแม่ควรทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ไม่เครียดไม่กังวล พักผ่อนให้เพียงพอ และหากยังมีปัญหาน้ำนมไม่เพียงพอควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือก “โภชนาการที่เหมาะสม” สำหรับเด็กผ่าคลอด
เพราะช่วงเวลา 1,000 วันแรกของชีวิตเป็นช่วงเวลาสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพของลูกในระยะยาว…เด็กผ่าคลอดจึงควรได้รับจุลินทรีย์สุขภาพโพรไบโอติกในปริมาณมาก เพื่อเร่งคืนระบบภูมิต้านทานตั้งต้น
คุณแม่สามารถเตรียมความพร้อมเสริมระบบภูมิต้านทานตั้งต้นให้แก่ลูกผ่าคลอด ได้ตั้งแต่แรกเกิด เพื่อมอบรากฐานสุขภาพให้แก่ลูกเพื่อพร้อมเติบโตในทุกช่วงวัย
ยังมีคำถามที่คุณแม่ผ่าคลอดควรรู้อีกมากมาย เข้าไปดูได้ที่ https://www.hifamilyclub.com/careline
หรือทำความรู้จักภูมิต้านทานตั้งต้นและซินไบโอติกเพิ่มเติมทาง
https://www.hifamilyclub.com/c-section/CA6Synbiotic-Csection
และ 12 คำถาม-คำตอบเพิ่มเติมเพื่อแม่ยิ่งรู้ ลูกผ่าคลอดยิ่งพร้อม คลิก ที่นี่
https://www.hifamilyclub.com/c-section/c-question
#ผ่าคลอดก็พร้อมได้