ไลฟ์สไตล์
100 year

#ท้องทิพย์ ที่อาจไม่เท่ากับภาวะท้องเทียม กับมายาคติ ‘ครอบครัวสมบูรณ์แบบ’ ในสังคม

ไทยรัฐออนไลน์
1 มิ.ย. 2564 07:00 น.
SHARE
  • จากประเด็นร้อนจนติดเทรนด์ทวิตเตอร์อย่าง #ท้องทิพย์ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เราจึงอยากชวนคนในสังคมย้อนมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า มีความเป็นไปได้อะไรบ้าง ที่ทำให้ความรักกลายเป็นต้นตอของคำโกหก จนทำให้เรื่องราวบานปลาย และส่งผลกระทบกับหลายฝ่าย

  • ภาวะท้องเทียม (Pseudocyesis) หรือที่คนโบราณเรียกว่า ‘ท้องลม’ จัดเป็นภาวะทางจิตที่เกิดขึ้นเมื่อจิตใจมีอิทธิพลเหนือร่างกาย มักเกิดกับผู้หญิงที่มีความปรารถนาในการตั้งครรภ์อย่างแรงกล้า ทำให้ร่างกาย ‘เชื่อ’ ว่ามีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น จึงตอบสนองโดยแสดงอาการคล้ายการตั้งครรภ์จริงๆ แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับการแสร้งว่าตั้งครรภ์เพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง ในทางการแพทย์จะไม่ถือว่าเป็นภาวะท้องเทียม

  • ไม่ว่าบทสรุปของ #ท้องทิพย์ จะจบลงอย่างไร สิ่งหนึ่งที่อยากชวนให้สังคมลองตั้งคำถามตามไปด้วยก็คือ ความเชื่อแบบไหนกัน ที่ทำให้เกิดกรณีตั้งครรภ์ปลอมๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า ...ความเชื่อว่าลูกคือโซ่ทองคล้องใจ? ความเชื่อว่าครอบครัวสมบูรณ์แบบต้องมีพ่อ-แม่-ลูก? หรือความคาดหวังจากสังคมที่กดลงบนหญิงผู้เป็นภรรยา?

ประเด็นร้อนช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จนติดเทรนด์ทวิตเตอร์อย่าง #ท้องทิพย์ ชวนให้เราย้อนมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า มีความเป็นไปได้อะไรบ้าง ที่ทำให้ความรักกลายเป็นต้นตอของคำโกหก จนทำให้เรื่องราวบานปลาย และส่งผลกระทบกับหลายฝ่าย

ในฐานะผู้เขียนที่เป็นเพียงคนนอก ติดตามข่าวเหมือนประชาชนทั่วไป คงไม่อาจก้าวล่วงตัดสินการกระทำของใครได้ นอกจากอยากชวนให้ผู้อ่านลองย้อนกลับมามองอีกมุมหนึ่งของ #ท้องทิพย์ ว่าลึกๆ แล้วมีสาเหตุใดบ้างที่ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งสร้างเรื่องว่า ‘ตนเองตั้งครรภ์’ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ข่าวประเภทนี้สร้างความฮือฮาในสังคม เพราะหากเหลียวไปมองอดีต สังคมไทยเคยมีกรณีหญิงสาวโกหกว่าตั้งครรภ์ จนเป็นข่าวดังมาแล้วหลายครั้ง

‘ท้องทิพย์’ เมื่อจิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว

หากใช้หลักทางการแพทย์ ภาวะท้องเทียม (Pseudocyesis) อาจเป็นคำตอบที่ทำให้เราเข้าใจปรากฏการณ์นี้ได้บ้าง เพราะท้องเทียม หรือที่คนโบราณเรียกว่า ‘ท้องลม’ จัดเป็นภาวะทางจิตที่เกิดขึ้นเมื่อจิตใจมีอิทธิพลเหนือร่างกาย มักเกิดกับผู้หญิงที่มีความปรารถนาในการตั้งครรภ์อย่างแรงกล้า ทำให้ร่างกาย ‘เชื่อ’ ว่ามีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น จึงตอบสนองโดยแสดงอาการคล้ายการตั้งครรภ์จริงๆ เช่น ไม่มีประจำเดือน, คลื่นไส้, เต้านมคัด หรือท้องใหญ่ขึ้นเล็กน้อย

เมื่อความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ของร่างกายผนวกกับความปรารถนาแรงกล้า จึงส่งผลให้สมอง ‘ตีความผิดพลาด’ จนกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และโปรแลคติน (Prolactin) ออกมา -- นี่จึงอาจเป็นเหตุผลว่า ทำไมผู้หญิงบางคนที่ท้องลม จึงอาจมีน้ำนมออกมาได้ แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับการแสร้งว่าตั้งครรภ์เพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง และผู้ป่วยโรคจิตเภท (Schizophrenia) ที่เห็นภาพว่าตนเองตั้งครรภ์นั้น ในทางการแพทย์จะไม่ถือว่าเป็นภาวะท้องเทียม

สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะท้องเทียม (หรือที่สมัยนี้เรียกกันว่าท้องทิพย์) ยังไม่อาจระบุได้แน่ชัด แต่มีความเป็นไปได้หลายประการ เช่น ภาวะมีบุตรยาก, ภาวะแท้งซ้ำซาก (Recurrent Pregnancy Loss), การใกล้เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน, ความต้องการที่จะแต่งงาน หรือรักษาชีวิตคู่ เพราะเชื่อว่าลูกคือโซ่ทองคล้องใจ เป็นต้น

มอง ‘โซ่’ ทองผ่าน ‘โซ่ตรวน’

หากการเชื่อว่าลูกคือโซ่ทองคล้องใจ เป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้หญิงหลายคนต้องการมีลูก ก็ชวนให้มีคำถามตามมาว่า เพราะเหตุใดความรักของคนสองคนจึงต้องการ ‘โซ่’ คล้องเพื่อเหนี่ยวรั้งสองชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน? เป็นเพราะรักกันมาก หรือเพราะรักนั้นไม่มั่นคงกันแน่? แล้วหากการมีลูกไม่อาจคล้องชีวิตของพ่อแม่ให้เคียงข้างกันได้อีกต่อไป จะทำอย่างไรกับ ‘ชีวิต’ ที่เราคาดหวังให้เป็นโซ่ทอง?

ในบทวิเคราะห์หนังสือเรื่อง ‘ความรักใดจะไม่ปวดร้าว’ (พระราชนิพนธ์แปล สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี) โดย รัญวรัชญ์ พูลศรี ที่เผยแพร่ในวารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ ปีที่ 26 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2562) กล่าวถึงมุมมองต่อชีวิตคู่หลังมีลูก ของ หมิ่นมิน ตัวละครหลักว่า :

หมิ่นมินตัดสินใจมีลูกเพราะหยู่ตงเป็นคนรักเด็ก การตัดสินใจตั้งครรภ์ของเธอเป็นไปเพื่อความพึงพอใจของสามี แต่เมื่อมีลูกแล้ว ผู้หญิงกลับเป็นฝ่ายสูญเสียการทำตามความต้องการของตนไป อีกทั้งยังเสียเรือนร่างให้กับลูก จากคำกล่าวที่หมิ่นมินนิยามว่า “ลูกคือโจรปล้นชีวิต” คำกล่าวนี้ เป็นการรื้อถอนมายาคติ “ลูกคือโซ่ทองคล้องใจ” และตีแผ่ให้เห็นว่า ลูกคือโจรปล้นชีวิตของผู้เป็นแม่ ทั้งเวลา เรือนร่าง ความฝัน และความรัก ลูกยังทำให้เรือนร่างของหมิ่นมินเปลี่ยนแปลงไป ไม่กลับมาเหมือนเดิมได้อีก นอกจากลูกชายจะมิได้เป็นโซ่ทองคล้องใจแล้ว ในกรณีของหมิ่นมินกับหยู่ตง ทั้งสองกลับห่างเหินกันยิ่งขึ้น ทั้งที่ก่อนมีลูก ความรักของทั้งสองหวานชื่นและอยู่ใกล้ชิดกันตลอดเวลา

สำหรับบางครอบครัว การมีลูกอาจทำให้คนสองคนรักกันมากยิ่งขึ้น นั่นอาจเพราะความสัมพันธ์นั้น ‘มั่นคง’ มากพออยู่แล้ว ลูกจึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็น ‘โซ่ทองคล้องใจ’ พ่อแม่ไว้ด้วยกัน แต่คือโซ่ที่ร้อยเรียงต่อกันเป็นสายสัมพันธ์ที่ไม่มีวันขาด แต่ในกรณีของหมิ่นมิน การตัดสินใจตั้งครรภ์เพื่อความพอใจของสามี ไม่ได้มาจากความต้องการของฝ่ายหญิงอย่างแท้จริง ทำให้แทนที่ลูกจะเป็นโซ่ทอง แต่ดันกลับกลายเป็น ‘โซ่ตรวน’ ที่จองจำชีวิตของหมิ่นมินไว้ภายใต้ความเป็น ‘แม่’

‘คาดหวัง-กดดัน’ สองด้านของเหรียญเดียวกัน

“เพราะรักเขามาก ไม่อยากทำให้เขาผิดหวัง”

ประโยคที่เหมือนจะสรุปทุกอย่างจากหญิงสาวผู้สร้างกระแส #ท้องทิพย์ จริงเท็จเพียงใด เราไม่อาจรู้ แต่สิ่งที่เห็นจากประโยคนี้ก็คือ ‘ความคาดหวัง’ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวนี้

แน่นอนว่าผู้ที่โกหก สร้างความเดือดร้อนให้สังคม ย่อมต้องรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า หากเราต้องเป็นผู้แบกรับความคาดหวังของคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็นคู่ครอง, พ่อแม่ หรือลูก ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อต้องเอ่ยสิ่งที่ทำให้คนรักผิดหวัง เพราะการทำเช่นนั้นได้ ต้องอาศัย ‘ความนับถือในตัวเอง’ (Self-esteem) ที่แข็งแรง และพร้อมรับผลลัพธ์ได้ ไม่ว่าร้ายหรือดี

ฉะนั้น ผู้ที่มีความนับถือตัวเองต่ำ หากทำให้คนรักผิดหวัง จากที่ความนับถือในตนเองต่ำอยู่แล้ว เมื่อต้องเผชิญกับสายตาผิดหวังของคนรักอีก ก็อาจเกิดความรู้สึกไร้ค่า ซึ่งทำให้ในระยะยาวอาจมีปัญหาสุขภาพจิต หรือซึมเศร้าได้ และบ่อยครั้งผู้ที่มีความนับถือตนเองต่ำ อาจถึงขั้นหลีกเลี่ยงความจริง จนบางรายอาจแปรเปลี่ยนความรู้สึกดังกล่าวเป็น ‘ความโกรธ’ ที่นำไปสู่การทำร้าย หรือการกลั่นแกล้งผู้อื่นได้เช่นกัน

ความนับถือในตัวเองเป็นสิ่งที่ต้องบ่มเพาะตั้งแต่เด็ก เกิดจากสภาพแวดล้อม การเลี้ยงดู และประสบการณ์ชีวิต ซึ่งบ่อยครั้งเมื่อพูดถึงเรื่องชีวิตคู่และครอบครัว คนในสังคมมักมีภาพอุดมคติถึง ‘ครอบครัวสมบูรณ์แบบ’ ที่มี ‘พ่อ-แม่-ลูก’ ครบถ้วน และหากต่างไปจากนี้ ก็จะเกิดคำถามประมาณว่า “ทำไมไม่มีลูกสักที?”, “แก่ตัวไปใครจะดูแล?” หรือ “พ่อ/แม่ไปไหน?” -- คำถามที่ดูเหมือนเรื่องธรรมดาเหล่านี้ ผู้ถามอาจไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังวาง ‘ความคาดหวัง’ ของมายาคติครอบครัวสมบูรณ์แบบลงบนบ่าของผู้ถูกถาม ซึ่งหากผู้นั้นมีความนับถือตัวเองมากพอ ก็อาจจัดการกับความคาดหวังเหล่านั้นได้ แต่ในทางกลับกัน หากผู้ฟังมีความนับถือตนเองต่ำ ก็อาจทำให้เกิดความกดดัน นำไปสู่การเป็นปัญหาอื่นๆ ตามมาได้

ไม่ว่าบทสรุปของ #ท้องทิพย์ จะจบลงอย่างไร สิ่งหนึ่งที่อยากชวนให้สังคมลองตั้งคำถามตามไปด้วยก็คือ ความเชื่อแบบไหนกัน ที่ทำให้เกิดกรณีตั้งครรภ์ปลอมๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า ...ความเชื่อว่าลูกคือโซ่ทองคล้องใจ? ความเชื่อว่าครอบครัวสมบูรณ์แบบต้องมีพ่อ-แม่-ลูก? หรือความคาดหวังจากสังคมที่กดลงบนหญิงผู้เป็นภรรยา?

แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะสาเหตุใดก็ตาม หากคำตอบของปัญหายังไม่ชัดเจนและไม่นำไปสู่การลดทอนความคาดหวังตามอุดมคติเหล่านี้ให้เบาบางไปจากสังคมได้ ...นี่ก็คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายของโศกนาฏกรรมชีวิตประเภทนี้เป็นแน่.


อ้างอิง: WebMD, วารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ, พบแพทย์

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ครอบครัวความสัมพันธ์ท้องทิพย์ท้องเทียมความคาดหวังspecial contentpremium content

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 17 มิถุนายน 2564 เวลา 11:14 น.