เผยข้อมูลที่น่าสนใจของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ตนเอง SLE (Systemic Lupus erythematosus) หรือ Lupus ซึ่งโรคนี้พบในหญิงวัยได้บ่อยกว่าในเพศชาย ซึ่งในสหรัฐอเมริกา จำนวน 4 ใน 5 รายเป็นผู้หญิง ทำไมโรคนี้มักเกิดขึ้นกับผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่

โรคภูมิแพ้ตนเอง SLE (Systemic Lupus erythematosus) หรือ Lupus ในประเทศไทยรู้จักในชื่อ ‘โรคพุ่มพวง’ เป็นหนึ่งในโรคที่เกิดความบกพร่องกับระบบภูมิคุ้มกันของตนเองที่ทำงานผิดปกติ จนภูมิคุ้นกันต่อต้านกันเอง จนเกิดการทำลายเนื้อเยื่อ ภายในอวัยวะต่างๆ จนอักเสบเรื้อรัง

อาการของโรคภูมิแพ้ตนเอง จะมีอาการปวดข้อ เป็นไข้ต่ำ-ไข้สูง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เกิดผื่นผิวหนังตามใบหน้า แขน ขา ที่อยู่บริเวณนอกเสื้อผ้า ผมร่วง มีสภาวะเลือดจาง เม็ดเลือดขาวต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ ถ้าโรครุนแรงอาจมีเม็ดเลือดแดงแตก ปอดอักเสบ ไตอักเสบ

นักวิทยาศาสตร์ เผยว่า สาเหตุของโรคภูมิแพ้ตัวเองนั้นมาจากโมเลกุลที่เรียกว่า ‘Xist’ ที่ช่วยในการควบคุมการผลิตโปรตีน ด้วยการยับยั้งโครโมโซม และจะพบโมเลกุลนี้เฉพาะใน ‘เพศหญิง’ เท่านั้น

โครโมโซม เป็นส่วนหนึ่งของยีนที่มีลักษณะเป็นเกลียวมีไว้เพื่อสร้างโปรตีนให้แก่ร่างกาย ซึ่งในร่างกายของผู้หญิงจะมีโครโมโซม X เป็นโครโมโซมเฉพาะประกอบอยู่ภายในทั้งหมดสองตัวในแต่ละเซลล์ ส่วนในขณะที่ผู้ชายนั้นจะมีโครโมโซม X และ Y เป็นส่วนประกอบที่แตกต่างกัน 

ลักษณะพิเศษของโครโมโซม Y ของผู้ชาย จะมีความสั้น เตี้ย และอวบ ในขณะที่โครโมโซม X จะมีความยาวที่มาพร้อมกับยีนต่างๆ นับร้อยตัวที่คอยควบคุมการผลิตโปรตีน ด้วยเหตุนี้เอง เพศหญิง จึงมีโครโมโซม X ที่คอยผลิตโปรตีนจำนวนมากเป็น 2 เท่าตัว จึงทำให้มีโปรตีนมากเกินไป

...

ส่งผลให้ร่างกายต้องสร้างโมเลกุล Xist ขึ้นมาเพื่อเข้าควบคุม โครโมโซม X ตัวใดตัวนึง เพื่อไม่ให้ทำงานในการสร้างโปรตีนที่มากเกินไป แต่ในขณะเดียวกัน การศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด พบว่า Xist ยังสร้างโมเลกุลเชิงซ้อนที่แปลกประหลาดอื่นๆ ในเวลาเดียวกัน

ทั้งหมดจึงเป็นเหตุให้ร่างกายในเพศหญิง มีการกระตุ้นการตอบสนองในส่วนของภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงของร่างกายให้ลดลง เป็นที่มาของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเกิดความบกพร่อง และทำงานผิดปกติและนำไปสู่ ‘โรคภูมิแพ้ตนเอง’

สถิติจากผู้ป่วยโรคนี้ ในประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้หญิง มีสุขภาพที่ไม่ดีกว่าผู้ชายถึง 25% ยังพบว่า 4 ใน 5 รายส่วนใหญ่ของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ตนเองเป็นผู้หญิง และเพิ่มขึ้นเป็น 9 เท่าตัว ซึ่งการค้นพบนี้อาจนำไปสู่การรักษาแบบใหม่ และเครื่องมือวินิจฉัยที่แม่นยำมากขึ้น โดยนักวิจัยยังคงใช้เซลล์เพศชายมาเป็นตัวช่วยเพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดโมเลกุล Xist อีกต่อไป

การลงทุนในวิจัยครั้งนี้ อาจเป็นตัวช่วยปิดช่องว่างด้านสุขภาพ ของทางเพศที่สามารถช่วยให้ ผู้หญิงมีสุขภาพที่ดีขึ้น และลดการสูญเสียกว่า 24 ล้านชีวิตที่มาจากการป่วยด้วยโรคต่างๆ ได้ รวมถึงยังเป็นส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจโลกจำนวน 1 ล้านล้านดอลลาร์ได้ภายในปี 2040 หากลดการสูญเสียที่เกิดจากสุขภาพของมนุษย์ที่เป็นเพศหญิงได้

ข้อมูล : worldeconomicforum, Standford University, โรงพยาบาลกรุงเทพ