ไลฟ์สไตล์
100 year

"เบลเยียม" มดเล็กในอุตสาหกรรมยา

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
27 ก.พ. 2564 06:10 น.
SHARE

เพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้หลายๆประเทศได้มีโอกาสแสดงศักยภาพทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ไม่เคยมีใครล่วงรู้มาก่อน โดยเฉพาะประเทศในยุโรปอย่างเบลเยียม ที่ล่าสุด เว็บไซต์ https:// www.euractiv.com/section/health-consumers/news/pandemic-showcases-belgium-as-europes-vaccine-valley/ ได้เผยแพร่บทความ เรื่อง “Pandemic showcases Belgium as Europe’s Vaccine Valley” ที่นำเสนอข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศเบลเยียมในการเป็นผู้นำด้านการวิจัยและอุตสาหกรรมเภสัชภัณฑ์ของโลก

สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้มาก่อนเลย ก็คือ เบลเยียมเป็นแหล่งผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของ 3 บริษัทชื่อดัง ได้แก่ บริษัท Pfizer/BioNTech, บริษัท AstraZeneca และ บริษัท Curevac รวมถึงเป็นแหล่งผลิตสารเสริมฤทธิ์ยา (adjuvant) ที่จำเป็นในการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ให้กับบริษัท Sanofi และ Medicago โดยเบลเยียมถือเป็นฐานกระจายวัคซีนสำคัญของบริษัทยาชั้นนำไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก

ผู้คนจำนวนมากอาจคิดว่า อังกฤษ ฝรั่งเศส หรือเยอรมนี คือ ประเทศผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ของสินค้าด้านชีวเภสัชภัณฑ์ แต่จริงๆแล้ว เบลเยียมซึ่งเป็นประเทศเล็กๆ คือ ผู้นำในอุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์ (biopharmaceuticals) ระดับโลก ที่มีสัดส่วนการส่งออกยาชีวเภสัชภัณฑ์ของสหภาพยุโรปถึงประมาณ 13% รวมถึงมีการลงทุนด้านการวิจัยถึง 10%

ทั้งนี้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเบลเยียมได้มีการเพิ่มการลงทุนในด้าน R&D เป็นประมาณร้อยละ 2.5 ของ GDP โดยมีภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนที่สำคัญของอุตสาหกรรมฯ มีการลงทุนประมาณ 1.5 พันล้านยูโรสำหรับ R&D ต่อปี ซึ่งนับเป็น 40% ของการลงทุนของภาคเอกชนทั้งหมดในด้าน R&D ตลอดจนเป็นภาคส่วนสำคัญในแง่ของการจ้างงานประมาณ 30,000 คน และมีแนวโน้มที่จะมีการลงทุนเพิ่มขึ้นต่อไป

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เบลเยียมสามารถพัฒนาระบบนิเวศที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์ คือ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาควิชาการที่ครบวงจร โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านภาษีที่หลากหลาย และความช่วยเหลือในการจ้างนักวิจัยที่มีคุณภาพ ส่วนบริษัทเอกชนของเบลเยียมก็มีบทบาทสำคัญในการลงทุน R&D ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ (biotech) เช่น บริษัท Galapogas, Biocartis และ Seqauana Medical ซึ่งมีสัดส่วน 2/3 ของส่วนทุน equity ในภาคเทคโนโลยีชีวภาพของยุโรป

นอกจากในเชิงอุตสาหกรรมแล้ว สถาบันการศึกษาของเบลเยียมหลายแห่งมีความเชี่ยวชาญในภาควิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี รวมถึงการวิจัย และสามารถนำองค์ความรู้นำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ จึงเป็นจุดกำเนิดของผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ที่สามารถดึงดูดนักลงทุนจากภาคเอกชน เช่น การจัดตั้งบริษัท Biotech Henogen S.A. ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย Free University in Brussels กับบริษัท GSK ของสหราชอาณาจักร ร่วมกันจัดตั้งโรงงานผลิตยาในเมือง Seneffe และ Gosselies ของเบลเยียม

และเพราะความที่เบลเยียมได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ โดยอยู่ในใจกลางของยุโรป พร้อมมีจุดแข็งในด้าน logistics และการคมนาคม จึงได้กลายเป็น “vaccine valley” ของยุโรป โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์โควิดที่หลายประเทศประสบปัญหาด้าน supply chain ตำแหน่งที่ตั้งของประเทศจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการขนส่งสินค้าอย่างมาก โดยเมืองเบลเยียมที่เป็นศูนย์กลางของการผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ได้แก่

เมือง Wavre (เขต Walloon) เป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตวัคซีนบริษัท GSK ที่กำลังผลิตสารเสริมฤทธิ์ยาให้กับบริษัท Sanofi ของฝรั่งเศสและบริษัท Medicago ของแคนาดา และจะเป็นฐานผลิตวัคซีน ให้กับบริษัท Curevac ของเยอรมนี ซึ่งปัจจุบันอยู่ในช่วงการทดลองทางคลินิกและคาดว่าอียูจะอนุมัติการใช้วัคซีนดังกล่าวภายในเดือน พ.ค.2564

เมือง Puurs (เขต Flanders) เป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตวัคซีนของบริษัท Pfizer/BioNTech

เมือง Seneffe (เขต Walloon) เป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตวัคซีน subcontacts ของบริษัท AstraZeneca

หากทำการศึกษาเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง อาจกล่าวได้ว่า ความสำเร็จของเบลเยียมในการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์สามารถเป็นแบบอย่างให้กับไทยในการพัฒนาประเทศภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 ในด้านการแพทย์ สาธารณสุข และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ซึ่งเป็นสาขาที่น่าสนใจ โดยเฉพาะนโยบายการพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้ออำนวยต่อการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์ของเบลเยียม.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โควิด-19THE NEW NORMALเดอะ นิว นอร์มอลเบลเยียมศักยภาพอุตสาหกรรมเภสัชภัณฑ์เภสัชภัณฑ์ผลิตวัคซีนป้องกันโควิดสุขภาพกาย/ใจ

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน 2564 เวลา 23:59 น.