“โรคเอสแอลอี (SLE)” เป็นโรคเรื้อรังแต่รักษาได้ เป็นโรคที่มีอาการหลากหลาย สามารถเกิดความผิดปกติได้ทุกระบบ และทุกอวัยวะในร่างกาย ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า อีกทั้งยังมีความหลากหลายของความรุนแรงของโรค ผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความรุนแรงของโรคแตกต่างกันมาก แม้กระทั่งในผู้ป่วยรายเดียวกันก็มีความแตกต่างของอาการและความรุนแรง ส่วนการดำเนินโรคมีระยะที่มีโรคกำเริบและมีระยะโรคสงบ การกำเริบของโรคแต่ละครั้งอาจมีอาการและความรุนแรงแตกต่างกัน เป้าหมายของการรักษาโรคเอสแอลอี คือ ทำให้ผู้ป่วยอยู่ในภาวะโรคสงบให้นานที่สุด โดยใช้ยาน้อยที่สุด และก่อนจะไปทำความรู้จักกับโรคเอสแอลอี ต้องรู้จักระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก่อน
ยาที่ใช้รักษาโรคเอสแอลอี
1. สเตียรอยด์ เป็นยาที่ดีในการควบคุมการอักเสบ เนื่องจากออกฤทธิ์เร็ว ใช้ได้กับการอักเสบเกือบทุกชนิด ดังนั้นจึงเป็นยาที่แพทย์มักจ่ายให้แก่ผู้ป่วยในช่วงแรกที่มีการอักเสบรุนแรง หากมีการอักเสบของอวัยวะสำคัญ เช่น ไต สมอง เม็ดเลือด ผู้ป่วยอาจต้องได้รับยาสเตียรอยด์ขนาดสูงเป็นระยะเวลานาน หลังจากอาการของโรคเอสแอลอีดีขึ้น แพทย์จะลดขนาดยาสเตียรอยด์ลง เป้าหมายคือควรต้องหยุดยาสเตียรอยด์ให้ได้
แม้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มักต้องได้รับการรักษาด้วยสเตียรอยด์ แต่ผู้ป่วยทุกรายไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยานี้ แพทย์จะสั่งยาให้กับผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีการอักเสบของอวัยวะสำคัญรุนแรง เช่น ไตอักเสบ สมองอักเสบ เม็ดเลือดแดงแตก หรือเกล็ดเลือดต่ำ แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการอักเสบของอวัยวะไม่รุนแรง เช่น ผื่น ข้ออักเสบ เยื่อบุปอด หรือเยื่อบุหัวใจอักเสบ อาจไม่ต้องใช้สเตียรอยด์
ผลข้างเคียงของยาไม่จำเป็นต้องเกิดกับผู้ป่วยทุกราย บางรายเกิดมาก บางรายเกิดน้อย เชื่อว่าพันธุกรรมที่แตกต่างกันทำให้การตอบสนองต่อยาและเกิดผลข้างเคียงจากยาแตกต่างกัน
...
ผลข้างเคียงในระยะสั้นที่เห็นเร็วและผู้ป่วยมักกังวลคือ ภาวะหน้าบวมกางเป็นพระจันทร์ อ้วน สิวขึ้น รอยแผลแตกที่ผิวหนัง น้ำหนักขึ้นมาก หิวบ่อย รับประทานเก่ง น้ำตาลในเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง
ผู้ป่วยสามารถควบคุมการเกิดผลข้างเคียงนี้ให้น้อยลงได้โดยควบคุมการรับประทานอาหาร เลือกประเภทอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารประเภทแป้ง คาร์โบไฮเดรต ของหวาน อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง ผลข้างเคียงที่สำคัญ หากได้รับยาสเตียรอยด์ในขนาดสูงคือ ติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนปกติ
ผลข้างเคียงระยะยาว เช่น ภาวะกระดูกพรุน หัวกระดูกสะโพกตาย ต้อกระจก ต้อหิน
แม้ว่าผลข้างเคียงจะมาก แต่ประโยชน์และข้อดีของสเตียรอยด์ก็มีมากเช่นกัน หากรู้จักยา รู้จักผลข้างเคียง รู้จักการใช้ยาและการดูแลตนเองที่เหมาะสมก็จะได้ประโยชน์จากยามากที่สุด แต่หากผู้ป่วยกังวลว่าจะเกิดผลข้างเคียงจากยามากจนเกินไปจนไม่ยอมรับประทานยา อาจเกิดผลเสียจากการที่อวัยวะถูกทำลายจากตัวโรคเอสแอลอี ถึงตอนนั้นอาจจะสายไปที่จะรับการรักษา
2. ยากดภูมิคุ้มกัน เป็นยาที่ไปลดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันไม่ให้ทำงานมากเกินไป และเพื่อลดการใช้ยาสเตียรอยด์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความจำเป็นต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะรายที่มีการอักเสบของอวัยวะสำคัญ
ในปัจจุบันมียากดภูมิคุ้มกันที่ใช้หลายชนิด ข้อพิจารณาการเลือกยากดภูมิคุ้มกันชนิดใดขึ้นอยู่กับอวัยวะที่มีการอักเสบ ความรุนแรงของโรค และปัจจัยพื้นฐานของผู้ป่วย เช่น เพศ อายุ โรคประจำตัวอื่นๆ ยากดภูมิที่ใช้ในโรคเอสแอลอีมีหลายชนิด เช่น อะซาธัยโอปริน (Azathioprine) มัยโคฟิโนเลท (Mycophenolate mofetil) แทคโคลิมัส (Tacrolimus) ซัยโคลฟอสฟามายด์ (Cyclophosphamide) ซัยโคลสปอริน (Cyclosprin) เม็ทโทรเทร็กเซต (Methotrexate) ซึ่งยาแต่ละชนิดจะมีผลข้างเคียงที่แตกต่างกัน
3. ยาต้านมาลาเรีย ปัจจุบันถือว่าเป็นยาหลักในการรักษาโรคเอสแอลอี เพราะยาต้านมาลาเรียมีฤทธิ์ปรับภูมิคุ้มกัน ช่วยในการรักษาอาการ เช่น ผื่นจากโรคเอสแอลอี อาการปวดข้อ ข้ออักเสบจากโรค และสามารถป้องกันไม่ให้โรคเอสแอลอีกำเริบได้ รวมทั้งในผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือ ตามัว มักเกิดหลังจากรับประทานยาเป็นเวลาหลายปี หากหยุดยาก่อนตั้งแต่ระยะเริ่มแรกอาการจะกลับมาเป็นปกติได้ เมื่อเป็นมากจะทำให้ตาบอด ดังนั้นผู้ที่รับประทานยาต้านมาลาเรียต้องได้รับการตรวจตาโดยจักษุแพทย์ทุก 6-12 เดือน
ผลข้างเคียงที่สำคัญที่มักจะเป็นเหตุให้ผู้ป่วยหยุดยา ได้แก่ ทำให้ผิวคล้ำขึ้น วิธีป้องกันคือ ป้องกันการได้รับแสงแดดโดยตรง ควรทาครีมกันแดดทุกวัน ไม่ว่าจะออกจากบ้านหรือไม่
...
4. อิมมูโนโกลบูลิน (Immunoglobulin; IVIG) คือน้ำเหลืองส่วนที่เรียกว่าอิมมูโนโกลบูลิน ใช้ในการรักษาโรคเอสแอลอีที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาพื้นฐาน หรือกรณีที่ไม่สามารถให้ยากดภูมิคุ้มกันได้ เช่น ในรายที่กำลังมีการติดเชื้อรุนแรง โดยมากมักใช้เพียงชั่วคราว
5. สารชีวภาพ (Biologic agent)
5.1 Belimumab เป็นยาที่เป็นสารชีวภาพตัวแรกที่ได้รับการรับรองให้ใช้รักษาโรคเอสแอลอีอย่างเป็นทางการ ปัจจุบันยังไม่มีใช้ในประเทศไทย
5.2 Rituximab มีรายงานว่าสามารถใช้รักษาโรคเอสแอลอีที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาและได้ผลดีในบางราย แต่ยังไม่ได้รับการรับรองให้ใช้รักษาโรคเอสแอลอีอย่างเป็นทางการ
6. การล้างเลือด (Plasmapheresis) เป็นการรักษาโดยการกรองเอาแอนติบอดี้ออกจากร่างกายและทดแทนด้วยน้ำเหลืองหรือโปรตีน มักใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง เช่น เลือดออกในปอด มีการอุดตันของเส้นเลือดเล็กๆ ทั่วร่างกาย หรือมีอาการทางระบบประสาทที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน หรือในกรณีไม่สามารถให้ยากดภูมิได้เช่นกัน มีการติดเชื้อ เป็นต้น โดยมากมักใช้การรักษานี้ชั่วคราว
...
สัปดาห์หน้ายังมีความรู้ของภาวะแทรกซ้อนของโรคเอสแอลอี และเป็นตอนสุดท้ายของบทความเรื่องนี้ ติดตามกันให้ได้นะคะ
@@@@@@
ผศ.พญ.พิณทิพย์ งามจรรยาภรณ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล