ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    รู้เท่าทัน “โรคมะเร็งปอด” (ตอน 2)

    คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี7 ส.ค. 2563 05:04 น.
    SHARE

    สัปดาห์นี้เรามาคุยกันต่อในเรื่อง “รู้เท่าทัน โรคมะเร็งปอด” นะคะ ในแง่มุมของการวินิจฉัยโรค การรักษาต่างๆ ที่หมอบอกได้เลยว่า ดีขึ้นและได้ผลดีมากกว่าการรักษาในสมัยก่อนมาก แล้วท่านผู้อ่านจะได้ทราบว่า “โรคมะเร็งปอดไม่น่ากลัวอย่างที่คุณคิด”

    การวินิจฉัยโรค

    การวินิจฉัยโรคมะเร็งปอดนั้นทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับการแสดงอาการของคนไข้แต่ละคน กล่าวคือ มีการเอกซเรย์แบบปกติ มีการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือที่เรียกว่า CT Scan โดยทำที่ ช่องอก ช่องท้อง สมอง เป็นต้น หรือในผู้ป่วยบางรายอาจจะต้องมีการทำเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) หรือบางรายอาจจะต้องทำ Pet Scan เป็นต้น ซึ่งขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยแต่ละราย และขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ที่ดูแลรักษาผู้ป่วย ว่าการตรวจชนิดไหนเหมาะสมกับผู้ป่วยในแต่ละราย เพราะต้องดูหลายปัจจัยประกอบกัน เช่น อาการแสดง ค่าความสมบูรณ์ของไตผู้ป่วย เป็นต้น

    หลังจากนั้นจะต้องมีการนำชิ้นเนื้อไปเข้าห้องปฏิบัติการ เพื่อวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งปอดหรือไม่ หากเป็นโรคมะเร็งปอด เป็นชนิดใด เพื่อจะได้รับการรักษาได้ตรงชนิด นอกจากนี้การประเมินระยะของโรคได้ถูกต้องและรวดเร็ว ก็จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยโรคมะเร็งปอดนั้นแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้

    ระยะ 1 และระยะ 2 เป็นระยะเริ่มแรก หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งปอดใน ระยะ 1 และระยะ 2 นี้ การรักษามุ่งหวังให้คนไข้หายจากโรค

    ระยะ 3 เป็นระยะกึ่งกลางระหว่างเริ่มต้นกับแพร่กระจาย หากตรวจพบในระยะนี้คนไข้บางรายผ่าตัดได้ บางรายผ่าตัดไม่ได้ จึงต้องรักษาเสริมด้วยวิธีการอื่นๆ ซึ่งจะกล่าวต่อไป

    ระยะ 4 เป็นระยะแพร่กระจาย มีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ไม่สามารถผ่าตัดได้ การรักษาหลักเพื่อลดอาการ เป็นการรักษาด้วยยาเพื่อบรรเทาอาการให้คนไข้ และอาจจะมีการรักษาเสริมด้วยการฉายแสงเฉพาะจุดเพื่อช่วยบรรเทาอาการบางอย่างให้ผู้ป่วยร่วมด้วย

    การวินิจฉัยให้ได้มาซึ่งระยะของโรคนั้นสำคัญมาก ดังนั้นอาจจะต้องมีการวินิจฉัยโรคเพิ่มเติม เช่น การสแกนกระดูก การทำ Pet Scan เป็นการสแกนทางนิวเคลียร์ ซึ่งแพทย์ทางนิวเคลียร์จะช่วยในเรื่องนี้ และสำหรับที่โรงพยาบาลรามาธิบดีเอง มีทีมงานที่เรียกว่า “Ramathibodi Lung Cancer Consortium (RLC)” ซึ่งเป็นทีมแพทย์เฉพาะทางที่เป็นการทำงานร่วมกันของสหสาขาวิชาชีพที่เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งปอดโดยเฉพาะ ดูแลผู้ป่วยร่วมกัน เพื่อผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง แม่นยำ ได้รับการรักษาที่เร็วที่สุด เพื่อบรรเทาอาการของผู้ป่วยอย่างดีที่สุด ซึ่งการทำงานร่วมกันนี้ ทางทีม RLC ได้มีผลงานการวิจัยซึ่งแสดงให้เห็นว่า การดูแลผู้ป่วยร่วมกันเป็นทีม โดยมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง สามารถลดจำนวนการมาโรงพยาบาลของผู้ป่วย และผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาเร็วขึ้น ซึ่งนำไปสู่การมีอัตราการรอดชีวิตที่ยืนยาวขึ้นมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากต่อผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และประเทศชาติ

    การรักษา แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้

    ระยะ 1 และระยะ 2 การรักษาหลักจะเป็นการผ่าตัดนำก้อนเนื้องอกออก และหลังจากนั้นต้องมาพิจารณาดูว่าก้อนเนื้อนั้นมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหนในการที่จะกลับมาเป็นมะเร็งปอดอีกหรือไม่ จะต้องมีการพิจารณาโดยแพทย์เฉพาะทางทางด้านมะเร็ง ว่าจะต้องมีการรักษาเสริมด้วยการให้ยาเคมีบำบัด หรือการฉายรังสีหลังจากการผ่าตัดหรือไม่ และแน่นอนจะต้องมีการติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปี หลังการผ่าตัด

    ระยะ 3 เป็นระยะกึ่งกลาง ระหว่างระยะเริ่มต้นและระยะแพร่กระจาย เป็นระยะที่มีอาการเฉพาะที่ค่อนข้างมาก คนไข้กลุ่มนี้จำเป็นจะได้รับการรักษาหลายๆ อย่างร่วมกัน เช่น การให้ยาเคมีบำบัด การฉายแสง การผ่าตัด โดยทางทีมแพทย์เฉพาะทางสหสาขาวิชาชีพต่างๆ เข้ามาช่วยดูแลในเรื่องนี้ เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด

    ระยะ 4 หรือระยะแพร่กระจาย แม้ว่าจะไม่สามารถรักษาคนไข้ให้หายได้ แต่สามารถควบคุมอาการของคนไข้ให้ดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น และทำให้มีอายุที่ยืนยาวมากกว่าในอดีตอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันการรักษาก็มีทั้งยาเคมีบำบัด ซึ่งปัจจุบันยาเคมีบำบัดที่ใช้รักษาโรคมะเร็งปอดหลายชนิด ผลข้างเคียงไม่มาก และไม่น่ากลัวอย่างที่หลายๆ คนคิด เรายังมีกลุ่มยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) สำหรับผู้ป่วยที่มียีนกลายพันธุ์เฉพาะ รวมถึงปัจจุบันมียาอีกหนึ่งกลุ่ม คือการให้ยากระตุ้นภูมิต้านทาน ที่เรียกว่า Immunotherapy มาช่วยในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดอีกด้วย

    การป้องกัน

    เนื่องจากโรคมะเร็งปอดเกิดจากสาเหตุหลักคือ การสูบบุหรี่ การป้องกันที่สามารถทำได้คือ งดสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดคนสูบบุหรี่ เพราะการรับควันบุหรี่ก็เป็นสาเหตุของโรคได้เช่นกัน

    ส่วนสาเหตุอื่นๆ ของการเกิดโรค ไม่สามารถบอกได้แน่ชัด จึงไม่มีวิธีป้องกันที่ชัดเจน แต่วิธีที่ดีที่สุดคือดูแลสุขภาพร่างกายอยู่เสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ มีสารอาหารครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ และหมั่นสังเกตอาการของตนเอง หากมีความผิดปกติเกิดขึ้น ให้รีบไปพบแพทย์ อย่าปล่อยทิ้งไว้ อย่าลังเล และอย่ากลัวที่จะไปโรงพยาบาลพบแพทย์ เพราะอย่างที่กล่าวไปตอนต้นบทความแล้วว่า ปัจจุบันวิวัฒนาการในการตรวจวินิจฉัยและการรักษาโรคมะเร็งปอดก้าวหน้าไปมาก การวินิจฉัยที่รวดเร็วและถูกต้อง จะเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาอย่างชัดเจน และสุดท้ายนี้เนื่องในวันมะเร็งปอดสากล หมอหวังว่าบทความเรื่อง “รู้เท่าทัน โรคมะเร็งปอด” ทั้ง 2 สัปดาห์นี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อย และหมอรบกวนฝากท่านผู้อ่านช่วยกันบอกต่อนะคะ “โรคมะเร็งปอดยุค 2020 ไม่น่ากลัวอย่างที่คุณคิด” ดังนั้นอย่าลังเล อย่ากลัวที่จะไปโรงพยาบาลพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ

    รู้เท่าทัน “โรคมะเร็งปอด” (ตอน 1)

    _________________________________________________________

    แหล่งข้อมูล

    รศ.พญ. ธัญนันท์ เรืองเวทย์วัฒนา สาขามะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ศุกร์สุขภาพคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดีโรคมะเร็งปอดมะเร็งปอดวันมะเร็งปอดสากลโรคมะเร็งเนื้องอกในปอด

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันพฤหัสที่ 29 ตุลาคม 2563 เวลา 05:11 น.