“คร่อกๆ คร่อกๆ” เชื่อว่าแทบทุกคนย่อมเคยมีประสบการณ์ได้ยินเสียงกรนของคนข้างๆ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ พี่น้อง หรือคู่สมรสของเรา อาการนอนกรนที่ว่านี้ นอกจากจะสร้างความรบกวนให้กับเพื่อนร่วมห้องนอนแล้ว ยังมีอันตรายอื่นๆ แอบแฝงอยู่ด้วย ซึ่งคอลัมน์ “ศุกร์สุขภาพ” วันนี้จะพาไปรู้จักโรคนี้กันให้มากขึ้น

ทำไมถึงนอนกรน

อาการนอนกรน เป็นความผิดปกติของลักษณะทางกายภาพและ/หรือการหย่อนของทางเดินหายใจส่วนบน เมื่อเราหลับ สมองก็จะผ่อนคลาย กล้ามเนื้อบริเวณคอก็จะผ่อนคลายและหย่อนตัว ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง ส่งผลให้อากาศที่เคลื่อนผ่านทางเดินหายใจมีความแคบลง ลมหายใจไหลผ่านไม่สะดวก ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่อคอ เช่น ทอนซิล เพดานอ่อน ลิ้นไก่ และเกิดเป็นเสียง ซึ่งก็คือเสียงกรนนั่นเอง

อาการนอนกรนยังอาจเกิดจากตัวโครงสร้างของทางเดินหายใจส่วนบนแคบผิดปกติ เช่น ต่อมทอนซิลโต เยื่อบุจมูกบวม โคนลิ้นใหญ่ เป็นต้นนอกจากนี้ในคนที่น้ำหนักตัวมาก ก็อาจทำให้เกิดการเบียดของทางเดินหายใจส่วนบน ส่งผลให้ทางเดินหายใจส่วนบนแคบและนำไปสู่อาการนอนกรนได้เช่นกัน

การกรนมีหลายระดับความรุนแรง เริ่มตั้งแต่

การกรนแบบธรรมดา เป็นการกรนที่อาจสร้างความรำคาญให้คนที่นอนด้วย แต่ไม่ได้ส่งผลอันตรายต่อตัวผู้กรนเอง เพียงแต่มีการอุดกั้นเล็กๆ น้อยๆ และกรนยังอาจเป็นรุนแรงไปถึงมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นได้ ซึ่งจะมีเกณฑ์ในการวินิจฉัยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) ซึ่งปัจจุบันจะมีการแบ่งระดับความรุนแรงอีก 3 ระดับ คือ น้อย ปานกลาง และรุนแรง

อันตรายและภาวะแทรกซ้อน

การหายใจผ่านทางเดินหายใจส่วนบนที่ตีบแคบนี้ โดยเฉพาะขณะหลับ หากเป็นมากอาจส่งผลให้ลมผ่านลดลง จนอาจ ทำให้เกิด ภาวะออกซิเจนต่ำลง และคาร์บอนไดออกไซด์คั่งมากขึ้นได้ เมื่อถึงจุดหนึ่งร่างกายอาจกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวของสมอง (Arousal) จนทำให้เกิดการกระตุ้นเพื่อหายใจขึ้นอีกครั้ง ผู้ป่วยอาจรู้สึกว่ามีตื่นมาหายใจเฮือกขณะหลับ ส่งผลให้คุณภาพการนอนลดลง ซึ่งอาจทำให้เกิดผลเสียตามมาได้หลายประการ และอาจส่งผลกระทบต่อร่างกายด้านอื่นๆ ด้วย เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง อารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย ไม่มีสมาธิในการทำงาน ซึมเศร้า ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และในเด็กยังพบว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคสมาธิสั้น หรือพฤติกรรมก้าวร้าว ส่งผลต่อความคิด ความจำ ความฉลาด ในวัยรุ่นโดยเฉพาะที่มีโรคอ้วนร่วมด้วย มีโอกาสเกิดกลุ่มโรคที่เกี่ยวกับการเผาผลาญอาหารที่ผิดปกติ (Metabolic Syndrome) สูงกว่าปกติถึง 6 เท่า และไขมันสะสมในตับเพิ่มขึ้นได้อีกด้วย

...

ในช่วงกลางวันอาจมีอาการง่วงมึนเหมือนคนนอนไม่พอ (ทั้งที่ชั่วโมงการนอนเพียงพอแล้ว) หรืออาจเป็นมากจนเกิดการหลับในขณะทำงาน หรือขับรถยนต์ จนเกิดอุบัติเหตุได้ และเสียงกรนยังอาจส่งผลกระทบให้ผู้ที่นอนด้วยรำคาญจนนอนไม่หลับ บางรายอาจไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคนี้ ถ้าคนที่นอนด้วยไม่บอก แต่อาจสังเกตเบื้องต้นว่า มีอาการที่ต้องตื่นมาหายใจเฮือกกลางคืนไหม มีโรคประจำตัวที่สอดคล้องกับโรคหยุดหายใจขณะหลับไหม กลางวันง่วงมึน หรือหลับในทั้งๆ ที่ชั่วโมงการนอนเพียงพอแล้ว ปัจจุบันมีแอปพลิเคชั่นโทรศัพท์ที่สามารถตั้งอัดเสียงกรนได้

อุบัติการณ์ของโรค

ตามอุบัติการณ์แล้วโรคหยุดหายใจขณะหลับ พบได้ร้อยละ 4-27 ในผู้ชาย และร้อยละ 1.9-16 ในผู้หญิง สำหรับในประเทศไทยความชุกของโรคนี้ร้อยละ 15.4 ในผู้ชายและร้อยละ 6.3 ในผู้หญิง (ราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิก)

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหยุดหายใจขณะหลับ ได้แก่ เพศชาย, ภาวะหมดประจำเดือน, อายุมาก, การดื่มแอลกอฮอล์, ยานอนหลับและยากดประสาทส่วนกลางบางชนิด, ภาวะอ้วน, ภาวะโครงสร้างกระดูกเนื้อเยื่ออ่อนที่ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนแคบ

สัปดาห์หน้ายังมีเรื่องราวน่ารู้ของการวินิจฉัย การรักษา และเคล็ดลับการนอนหลับที่ดี รอติดตามกันนะคะ

_______________________________________________

แหล่งข้อมูล

อ. พญ.นวรัตน์ อภิรักษ์กิตติกุล ภาควิชาโสต ศอ นาสิก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล