ข่าว
100 year

ศุกร์สุขภาพ : “กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปัญหาที่ไม่ควรละเลย” (ตอน 2)

คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี17 ม.ค. 2563 05:01 น.
SHARE

การวินิจฉัย

ขั้นตอนในการตรวจวินิจฉัยที่สำคัญคือ การซักประวัติ ในขั้นตอนนี้สามารถให้ข้อมูลต่างๆ ได้มาก จนบางครั้งเกือบจะนำไปสู่การวินิจฉัยขั้นต้นได้ เพียงอาศัยการตรวจเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย

ประวัติที่สำคัญ ได้แก่ อาการของการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ สาเหตุชักนำ เช่น ไอ จาม หัวเราะ หรือออกมาเองโดยไม่รู้ตัว หรือปวดปัสสาวะรุนแรงแล้วไปห้องน้ำไม่ทัน เป็นต้น

ประวัติโรคประจำตัว รวมทั้งการรักษาโรคนั้นๆ เพราะอาจจะมีความเกี่ยวข้องกัน หรือยาที่ใช้รักษาโรคนั้นๆ อาจจะส่งผลให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ได้ เช่น ยารักษาโรคภูมิแพ้ ยาลดการคัดจมูก อาจจะทำให้ปัสสาวะออกไม่หมด มีปัสสาวะไหลรินออกมาเมื่อเกินกว่าที่กระเพาะปัสสาวะเกินกำลังที่จะเก็บไว้ได้แล้ว

ประวัติการผ่าตัดทั้งที่เกี่ยวข้องกับระบบปัสสาวะและที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่อาจจะมีผลกระทบทางอ้อม เช่น การผ่าตัดกระดูกสันหลัง การผ่าตัดสมอง เป็นต้น

ยาต่างๆ ที่ได้รับทั้งที่เกี่ยวข้องกับระบบปัสสาวะ การกลั้นปัสสาวะ หรือไม่เกี่ยวข้องก็ได้ เพราะยาเหล่านี้นอกจากช่วยให้แพทย์ได้ทราบประวัติการรักษาเก่าแล้ว ยังจะช่วยในการวินิจฉัยด้วย สิ่งสำคัญที่ทำได้ไม่ยากแต่ให้ข้อมูลมาก ได้แก่ การจดบันทึกปริมาณน้ำดื่มและการถ่ายปัสสาวะ โดยผู้ป่วยสามารถช่วยแพทย์ได้ โดยการบันทึกปริมาณน้ำและเครื่องดื่มต่างๆ ที่ได้รับ และปริมาณการถ่ายปัสสาวะแยกเป็นกลางวันกับกลางคืน โดยกลางวันหมายถึงตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอน ส่วนกลางคืนได้แก่ หลังเข้านอนจนกระทั่งเช้า ทำการบันทึก 3-4 วัน จะทำให้แพทย์สามารถให้การวินิจฉัยได้ง่ายขึ้น

การตรวจร่างกาย

ประกอบด้วยการตรวจร่างกายทั่วไป การตรวจหน้าท้อง คลำดูว่ามีก้อนเนื้อผิดปกติ หรือมีกระเพาะปัสสาวะโป่งพองตลอดเวลาหรือไม่ ในเพศหญิงอาจจะจำเป็นต้องตรวจภายใน เพื่อตรวจหาความผิดปกติในระบบสืบพันธุ์สตรี เพราะอาจจะมีความเกี่ยวข้องกัน อาทิ การเปลี่ยนแปลงหลังวัยหมดประจำเดือน การมีก้อนเนื้องอกบริเวณมดลูก เป็นต้น การตรวจทางทวารหนักเพื่อสำรวจความผิดปกติของหูรูด ก้อนเนื้อในช่องทวารหนักอุจจาระก้อนแข็งในช่องทวารหนัก และต่อมลูกหมากในเพศชาย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนแต่มีความหมายในการหาสาเหตุการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ทั้งสิ้น

การตรวจปัสสาวะ

การตรวจปัสสาวะจะสามารถบอกได้ว่ามีการอักเสบติดเชื้อหรือมีเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวออกมาผิดปกติ เพราะการอักเสบติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะก็ทำให้มีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ได้ หรือโรคบางอย่างที่มีเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะอาจจะมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ได้เช่นกัน เช่น มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ก้อนนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ก้อนนิ่วในท่อไต เป็นต้น

การตรวจเลือด

เช่น การตรวจน้ำตาลในเลือด การทำงานของไต เกลือแร่ในเลือด เป็นต้น ผลจากการตรวจเลือดจะสามารถให้รายละเอียดโรคต่างๆ ที่อาจจะทำให้มีการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เช่น เบาหวาน เบาจืด ไตทำงานผิดปกติ อันจะนำไปสู่การรักษาโรคนั้นๆ แล้วทำให้อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ดีขึ้นได้ ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาเฉพาะการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ซึ่งเป็นปลายเหตุ ผลการรักษาจะไม่ดี เพราะไม่ได้แก้ไขสาเหตุพื้นฐานที่เป็นต้นเหตุอันแท้จริง

การตรวจเพิ่มเติมอื่นๆ

หากการซักประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจเพิ่มเติมขั้นพื้นฐาน เช่น การตรวจปัสสาวะ การตรวจเลือด ไม่สามารถให้การวินิจฉัยขั้นต้นได้ การตรวจต่างๆ พอจะสรุปได้คือ การสวนปัสสาวะเพื่อตรวจสอบว่ามีปัสสาวะตกค้างหรือไม่ สามารถทำได้โดยการให้ผู้รับการตรวจไปถ่ายปัสสาวะจนสุดหรือไม่มีปัสสาวะออกมาอีกแล้ว แล้วใช้สายสวนปัสสาวะสวนเข้าทางท่อปัสสาวะ เพื่อตรวจสอบว่ามีปัสสาวะตกค้างหลังจากถ่ายปัสสาวะหรือไม่ ในปัจจุบันหากมีเครื่องมือที่สะดวกในบางโรงพยาบาลใช้อัลตราซาวนด์ตรวจแทน ซึ่งสามารถคำนวณออกมาเป็นปริมาณปัสสาวะที่ตกค้างได้ แต่เครื่องตรวจนี้มีราคาแพงพอสมควร ทำให้ไม่สามารถจัดหาไว้ใช้โดยทั่วไป การมีปัสสาวะตกค้างมากๆ แสดงว่าอาจจะมีการอุดกั้นต่อการไหลของปัสสาวะหรือกระเพาะปัสสาวะบีบตัวได้ไม่ดี แต่ยังไม่สามารถระบุปัญหาที่แน่ชัดได้ จะต้องใช้การซักประวัติ การตรวจร่างกาย หรือการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุต่อไป นอกจากนั้นการตรวจอัลตราซาวนด์ผ่านทางฝีเย็บก็ยังสามารถบอกถึงตำแหน่งของท่อปัสสาวะได้

การตรวจอีกอย่างหนึ่งที่นิยมทำกัน ได้แก่ การให้ผู้รับการตรวจไอ จาม เบ่งท้อง เพื่อตรวจสอบว่ามีปัสสาวะเล็ดราดออกมาหรือไม่ ทั้งนี้ อาจจะทำไปพร้อมๆ กับการตรวจภายใน โดยผู้รับการตรวจกลั้นปัสสาวะไว้หรืออาจจะใส่น้ำเกลือเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะเมื่อตรวจภายในเสร็จ นับเป็นการตรวจที่สำคัญที่ทำให้สามารถจะมองเห็นได้ว่ามีปัสสาวะเล็ดราดออกมาจริง พร้อมกันนั้นแพทย์จะใช้นิ้วช่วยยกท่อปัสสาวะส่วนต้นขึ้น จะทำให้สามารถมองเห็นได้ว่าเมื่อท่อปัสสาวะอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง จะทำให้สามารถกลั้นปัสสาวะได้ บางครั้งการตรวจในท่านอนที่ทำหลังการตรวจภายในอาจจะไม่สามารถมองเห็นว่ามีปัสสาวะเล็ดราดได้ จึงมีความจำเป็นต้องทำการตรวจในท่ายืน โดยจะให้ผู้รับการตรวจยืนบนผ้าแห้ง เมื่อไอ จาม หรือเบ่ง จะมีน้ำปัสสาวะหยดลงบนผ้า และการตรวจในท่ายืนจะช่วยในการประเมินผู้ที่มีมดลูก และอวัยวะในช่องเชิงกรานหย่อนด้วย

สัปดาห์หน้า ยังมีเรื่องของการรักษาอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่มาให้ได้ทราบกัน รอติดตามกันนะครับ

------------------------------------------------------

แหล่งข้อมูล

คู่มือความรู้ภาคประชาชนเรื่อง “กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปัญหาที่ไม่ควรละเลย” โดย ศ. นพ.วชิร คชการ สาขาศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ศุกร์สุขภาพคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดีปัสสาวะกลั้นปัสสาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ปัญหาสุขภาพกลั้นฉี่

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้