กีฬา
100 year

‘ประโยชน์ VS โทษ’ ของ "กาแฟ" เครื่องดื่มสำหรับสาวออฟฟิศทั่วโลก

ไทยรัฐออนไลน์21 มิ.ย. 2562 06:05 น.
SHARE

ตอนเช้าวันทำงานอันแสนวุ่นวาย มนุษย์ออฟฟิศส่วนใหญ่มักจะปลุกตัวเองให้ตื่นเต็มตาด้วย "กาแฟ" สักแก้วหนึ่ง ก่อนไปลุยงานให้ได้เต็มที่ บางคนดื่มกาแฟแทนมื้อเช้าด้วยซ้ำ รวมถึง "สาวออฟฟิศ" เองก็ดื่มกาแฟกันแทบทุกวัน เรียกว่ามีกาแฟอยู่ในสายเลือดกันจริงๆ 

ว่าแต่...ทำไมเจ้าเครื่องดื่มสีดำ รสขม กลิ่นหอมอย่าง "กาแฟ" ถึงได้ถูกใจหนุ่มสาวออฟฟิศทั่วโลกได้ขนาดนี้? ลองมาไล่เรียงกันดูตั้งแต่กาแฟชื่อดังของบราซิล กาแฟลาตินอเมริกา กาแฟขี้ชะมดของอินโดฯ กาแฟขี้ช้าง และล่าสุดกับ..."กาแฟขี้ควาย" กาแฟชื่อดังตัวใหม่ของประเทศไทย

รวมไปถึงวิธีเลือกดื่มกาแฟ ดื่มแบบไหนอร่อยที่สุด? ดื่มแค่ไหนถึงจะพอเหมาะพอดี? แล้วดื่มแบบไหน? ถึงจะทำให้ "สุขภาพดี" Thairath Women ชวนคุณมาหาคำตอบเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ไปพร้อมกัน

เครื่องดื่มสีดำ รสขม หอมกรุ่น

"กาแฟ" เป็นเครื่องดื่มที่ทำจากผลของต้นกาแฟ ภายในผลกาแฟก็จะมีเมล็ดซ่อนอยู่ 2 เมล็ด ต้นกาแฟเป็นไม้พุ่มไม่ผลัดใบขนาดเล็กในตระกูล Coffea โดยมีหลากหลายสปีชีส์ด้วยกัน แต่สายพันธุ์ที่นิยมปลูกมากที่สุด ได้แก่ กาแฟอาราบิก้า ที่ให้กลิ่มหอมกรุ่นติดจมูก แต่มีรสชาติไม่ค่อยเข้ม และกาแฟโรบัสต้า ที่ให้รสชาติเข้มข้นกว่า มีกลิ่นหอมอ่อนๆ 

ปัจจุบันมีการปลูกต้นกาแฟมากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก โดยผลกาแฟเขียวหรือกาแฟซึ่งยังไม่ผ่านการบ่มและคั่ว เป็นหนึ่งในสินค้าทางการเกษตรที่มีการซื้อขายกันมากที่สุดในโลก

สายพันธุ์กาแฟทั้งอาราบิก้าและโรบัสต้ามีการปลูกในลาตินอเมริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทวีปแอฟริกา เมื่อสุกแล้ว ผลดังกล่าวจะถูกเก็บรวบรวมนำไปผ่านกรรมวิธีและทำให้แห้ง หลังจากนั้นเมล็ดจะถูกคั่วในอุณหภูมิที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับรสชาติที่ต้องการ และจะถูกบดและบ่มเพื่อผลิตกาแฟ

การเดินทางของ "กาแฟ"

มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์บันทึกว่า การดื่มกาแฟได้ปรากฏขึ้นราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 15 ณ วิหารซูฟี ประเทศเยเมน ซึ่งตั้งอยู่ในแถบอาระเบีย ซึ่งถือเป็นหลักฐานที่เชื่อถือได้และเก่าแก่ที่สุด ซึ่งช่วงเวลานั้นผู้คนก็เริ่มปลูกต้นกาแฟขึ้นมาในยุคแรก และแพร่ขยายออกไปในโลกอาหรับ

กาแฟได้แพร่ขยายไปยังทวีปอเมริกา ทวีปยุโรป และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในระหว่างที่กาแฟเดินทางจากทวีปอเมริกาเหนือสู่ทวีปยุโรป กาแฟได้ถูกส่งผ่านไปยังซิซิลีและอิตาลีในตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 จากนั้นผ่านตุรกี ไปยังกรีซ ฮังการี และออสเตรีย แล้วต่อมาก็ได้แผ่ขยายไปยังทวีปเอเชีย โดยเฉพาะดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใกล้เส้นศูนย์สูตร เช่น ประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และประเทศไทย

"กาแฟ" แต่ละแห่ง ต่างกันยังไง?

1. กาแฟทวีปอเมริกาใต้ : บราซิล โคลัมเบีย โบลิเวีย

สายพันธุ์กาแฟ : อาราบิก้า
รสชาติกาแฟ : ดื่มง่าย เปรี้ยวน้อย ให้ความเปรี้ยวเหมือนแอปเปิ้ลเขียว มีกลิ่นหอมกรุ่น รสชาตินุ่มนวลและมีบอดี้ที่ดีมากๆ

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มประเทศในอเมริกากลาง : กัวเตมาลา เอลซัลวาดอร์ ปานามา
สายพันธุ์กาแฟ : อาราบิก้า, ปานามา-เกอิชา (Panama-Geisha)
รสชาติกาแฟ : ดื่มง่าย ความเปรี้ยวไม่มากไม่น้อยเกินไป รสเปรี้ยวแนวซิตรัส รสชาติมีความนุ่มหวานเหมือนช็อกโกแลตและถั่ว ให้รสอ่อนๆ ไม่ขม มีบอดี้ที่ดี และให้กลิ่นหอมอ่อนแบบผลไม้

2. กาแฟทวีปยุโรป : อิตาลี เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อังกฤษ กรีซ

สายพันธุ์กาแฟ : อาราบิก้า-เบอร์บอน (Coffea Arabica var. Bourbon)
รสชาติกาแฟ : มีความหอมหวาน รสชาติหวานที่เป็นเอกลักษณ์ และกลมกล่อม มีความเปรี้ยวไม่มากไม่น้อย เปรี้ยวแบบผลไม้ มีบอดี้ที่พอดีๆ ผลกาแฟเบอร์บอนที่สุกแล้วจะมีทั้งสีแดง เหลือง และส้ม

3. กาแฟทวีปแอฟริกา : เอธิโอเปีย เคนยา เยเมน

สายพันธุ์กาแฟ : กาแฟพื้นเมือง Heirloom, มอคคาเยเมน
รสชาติกาแฟ : มีความเปรี้ยวสูง มีความเปรี้ยวแบบเลมอน บอดี้น้อย และมีความหวานด้วย มีความนุ่มนวล มีกลิ่นหอมมาก กลิ่นหอมหวานเหมือนดอกไม้และกลิ่นส้ม ส่วนกาแฟมอคคาเยเมน มีรสชาติโกโก้อันเป็นเอกลักษณ์

4. กาแฟทวีปเอเชีย : อินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย ลาว

สายพันธุ์กาแฟ : อาราบิก้า โรบัสต้า กาแฟขี้ชะมด
รสชาติกาแฟ : รสชาติกลมกล่อม เข้มข้นหอมมันแบบถั่ว มีความเปรี้ยวน้อย รสเปรี้ยวแบบผลไม้ มีบอดี้แบบพอดีๆ ดื่มง่าย เบลนง่าย ในส่วนของอาราบิก้าจะมีความหอมมาก ส่วนโรบัสต้าจะมีความเข้มข้น และมีบอดี้หนักกว่าอาราบิก้า

5. กาแฟหมู่เกาะแปซิฟิก : ออสเตรเลีย ฟิจิ ฮาวาย 

สายพันธุ์กาแฟ : อาราบิก้า 5 สายพันธุ์ย่อย
รสชาติกาแฟ : มีกลิ่นที่ละเอียดอ่อน มีกลิ่นหอมหวล รสชาติกลมกล่อมนุ่มนวล มีบอดี้แบบพอดีๆ มีความเปรี้ยวน้อย มีความเป็นกรดอ่อน ดื่มง่าย 

กาแฟมูลสัตว์ ราคาแพงลิ่ว!

สำหรับ "กาแฟ" คุณภาพดีเกรดพรีเมียมที่มีราคาแพงมากกว่ากาแฟทั่วไป ก็คือ กาแฟที่มาจากมูลสัตว์ ส่วนสาเหตุที่ทำให้ราคาแพงก็เพราะว่า ต้องใช้เวลาในการผลิตนาน ต้องรอให้สัตว์กินเข้าไป แล้วผ่านการหมักและย่อยในกระเพาะอาหารของสัตว์ 2-3 วัน จนทำให้สารเคมีในกาแฟมีการเปลี่ยนแปลงไป รอจนสัตว์ขับถ่ายออกมาจึงสามารถไปเก็บผลผลิตมาผ่านขั้นตอนการล้าง ฆ่าเชื้อ คั่ว และแปรรูปได้ แถมยังผลิตได้จำนวนน้อยในแต่ละปี 

- กาแฟขี้ชะมด (Kopi Luwak) : ราคา กก.ละ 20,000-30,000 บาท แต่ถ้าบ่มนานๆ 9 เดือนขึ้นไป ราคาก็อาจแพงได้ถึง กก.ละ 100,000 บาท ส่วนรสชาติก็มีความหอมอร่อยกว่ากาแฟทั่วไป คือ นุ่ม หอม เข้มกลมกล่อม ไม่เปรี้ยว ไม่ฝาด ดื่มง่าย (Smooth strong & sweet)

- กาแฟขี้ช้าง : ราคา กก.ละ 40,000-45,000 บาท กาแฟขี้ช้างมีกลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ คือ มีกลิ่นช็อกโกแลต และมีรสชาติของดาร์กช็อกโกแลต, มอลต์, รวมทั้งเครื่องเทศ แต่ไม่ขมบาดปาก มีความเปรี้ยวน้อย มีกลิ่นหอมหวล

- กาแฟขี้ควาย : ราคาเริ่มต้น กก.ละ 10,000 บาท ซึ่งรสชาติและกลิ่นที่ได้ ก็ถือว่าเป็นกาแฟระดับพรีเมียมเช่นกัน คือ มีความหอม นุ่ม กลมกล่อม ไม่มีรสเฝื่อน มีความเปรี้ยวเล็กน้อย ซึ่งรสเปรี้ยวนั้นสักพักจะเปลี่ยนเป็นรสหวานชุ่มคอ

ประโยชน์ VS โทษ

แต่ไม่ว่า "กาแฟ" ที่คุณชอบดื่มจะมีคุณภาพระดับพรีเมียม หรือมีราคาแพงมากแค่ไหนก็ตาม แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นเครื่องดื่มที่มี "กาเฟอีน" ก็ย่อมมีผลเสียตามมาได้ หากดื่มในปริมาณที่มากเกินพอดี ก่อนจะยกแก้วดื่มกาแฟอย่างเอาจริงเอาจัง มาดูประโยชน์และโทษของกาแฟกันซะหน่อยดีกว่า

ประโยชน์ของ "กาแฟ"

- เพิ่มความตื่นตัวของสมอง ปลุกความสดชื่นให้สมองปลอดโปร่ง ช่วยเพิ่มความกระปรี้กระเปร่า ลดความง่วง 

- จากงานวิจัยของกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 500,000 คนในประเทศยุโรป 10 ประเทศ เป็นเวลานาน 16 ปี ระบุว่า การดื่มกาแฟวันละ 1-3 แก้ว ช่วยลดความเสี่ยงที่จะป่วยของโรคบางชนิดและลดอัตราการเสียชีวิตได้ 

- คนที่ดื่มกาแฟ การทำงานของตับและระบบหมุนเวียนโลหิตแข็งแรงกว่าคนที่ไม่ดื่ม และยังช่วยลดการอักเสบในร่างกาย

- กาเฟอีนในกาแฟช่วยให้อายุยืน ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า สดชื่น และมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ

- ช่วยชะลอการเกิดโรคพาร์กินสัน

- ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งลำไส้ตรง และป้องกันโรคนิ่วในถุงน้ำดี

โทษของ "กาแฟ"

- กาแฟประกอบด้วยสารกาเฟอีนที่สามารถก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะ อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นเร็ว หายใจถี่

- การดื่มกาแฟในปริมาณมากอาจทำให้กระสับกระส่าย กระวนกระวาย วิตกกังวล นอนไม่หลับ มีเสียงดังในหู 

- การได้รับกาแฟวันละ 6 แก้ว อาจทำให้เกิดการ "เสพติดกาแฟ" หรือ ภาวะเสพติดกาเฟอีน 

- การดื่มกาแฟชงที่ใส่นม ครีม น้ำตาล ทำให้ร่างกายได้รับคอเลสเตอรอลสูงเกินปกติ

- การดื่มกาแฟมากกว่า 5 แก้วต่อวันอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคหัวใจ อาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้

ดื่ม "กาแฟ" ยังไงให้ "สุขภาพดี"

เอาเป็นว่าสาวออฟฟิศทั้งหลาย ยังคงสามารถดื่มกาแฟได้ แต่ควรดื่มในปริมาณที่พอเหมาะพอดี เพราะหากคุณดื่มมากเกินไป 4-5 แก้วต่อวัน และดื่มติดต่อกันทุกวันจะเสี่ยงต่อการ "เสพติดกาเฟอีน" และพอจะเลิกก็เลิกยากซะด้วย เรามี How to วิธีดื่มกาแฟให้ได้สุขภาพดีมาบอกต่อ...

1. ดื่มไม่เกิน 1-2 แก้วต่อวัน

สำหรับคนทำงานออฟฟิศที่ต้องอาศัยกาแฟเป็นตัวช่วยดึงสติเรียกสมาธิในการทำงาน เราแนะนำว่าปริมาณที่ควรดื่มคือ ไม่เกิน 1-2 แก้วต่อวัน และไม่ควรดื่มกาแฟติดต่อกันทุกวัน ให้พักบ้าง เพื่อป้องกันภาวะเสพติดกาเฟอีน

2. ดื่มน้ำเปล่าหลังดื่มกาแฟ

หลังจากดื่มกาแฟและรู้สึกว่าตัวเองสดชื่น ตื่นเต็มตาแล้ว หลังจากนั้นในระหว่างวันหากปากแห้งและกระหายน้ำ ไม่ควรดื่มกาแฟซ้ำเข้าไปอีก แต่ควรดื่มน้ำเปล่าแทน เพื่อลดภาวะร่างกายขาดน้ำ และยังเป็นการช่วยกำจัดสารกาเฟอีนออกไปในรูปของปัสสาวะได้ด้วย ช่วยให้ไม่มีกาเฟอีนตกค้างในร่างกาย

3. ดื่มกาแฟ Decaf

ส่วนใครที่ร่างกายมีภาวะไวต่อกาเฟอีน กินกาแฟแล้วใจสั่น กระสับกระส่าย กระวนกระวาย วิตกกังวล แนะนำให้เลือกดื่มกาแฟที่มีกาเฟอีนต่ำ หรือ "กาแฟ Decaf" ทดแทนกาแฟสูตรปกติ ซึ่งก็สามารถช่วยกระตุ้นสมองและทำให้สดชื่นขึ้นได้เช่นกัน แถมมีรสชาติอร่อยเหมือนกาแฟสูตรปกติด้วย 

ติดตามอ่านเรื่องราวที่น่าสนใจและความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ "ผู้หญิง" กันต่อได้ที่ Thairath Women

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ : 

เช็คอาการเสพติด "กาแฟ" พร้อม 5 วิธีแก้ไข

7 ประโยชน์เครื่องดื่ม "ไม่มีกาเฟอีน" ดีต่อผู้หญิง

"แพ้อาหาร" กับวิธีแก้อาการเบื้องต้นที่คุณต้องรู้!

ที่มา : thealisonscnxsmeleaderngthaiochasamapobpad

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กาแฟกาแฟขี้ควายกาแฟขี้ชะมดประโยชน์ กาแฟสุขภาพผู้หญิง

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED