Thairath Logo
กีฬา

รู้ทัน “กัญชา” สู้โรค ไม่งมงาย ใช้เป็น “จิตไม่หลอน ร่างไม่พัง”

Share :
line-share-logo

ประเทศไทย ได้มีการเผยแพร่พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 7 พ.ศ.2562 เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2562 ระบุว่า สามารถนำ "กัญชา" มาใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ หรือการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ได้ และผู้ป่วยสามารถมี "กัญชา" ในการครอบครองได้ถูกกฎหมาย (ไม่เกินปริมาณจำเป็นที่ใช้รักษาโรคเฉพาะตัว พร้อมมีหนังสือรับรอง) แต่หากมีในครอบครองเกินปริมาณที่กำหนด และไม่มีใบอนุญาตตาม พ.ร.บ. ก็จะได้รับโทษตามกฎหมายเช่นเดิม

อย่างไรก็ตาม ข่าวนี้ก็ทำให้คนไทยได้เฮกันยกใหญ่ เพราะมันคือการปลดล็อกไปสู่การ "ผลิตยา" ที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ราคาถูก เอาไว้รักษาโรคร้ายต่างๆ ให้คนไทยได้ แต่ต่อมากลับมีกระแสข่าวมาอีกว่า การปลดล็อก "กัญชา" คราวนี้ อาจเอื้อผลประโยชน์แก่นายทุนต่างชาติ มากกว่าจะส่งผลประโยชน์ให้คนไทยเสียอีก 

กว่าจะไปถึงบทสรุปในจุดนั้น... คนไทยคงต้องรอติดตามข่าวคราวกันอีกยาวๆ แต่สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้ คือ มารู้ลึกเกี่ยวกับประโยชน์ของ "กัญชา" รวมถึงข้อจำกัด และ "ข้อเสีย" ของ "กัญชา" ที่อาจส่งผลข้างเคียงต่อการรักษาโรคได้ และขอย้ำ! อย่าเชื่อแบบงมงายว่า "กัญชา" รักษาได้ทุกโรค

"กัญชา" ใช้ให้ถูก สู้โรคร้ายได้

เท่าที่มีการวิจัยจากทีมแพทย์ไทย พบว่าสารสกัดจาก "กัญชา" มีสารออกฤทธิ์สำคัญ 2 ชนิด ที่สามารถนำมาใช้บำบัดหรือรักษาโรค ได้แก่

- สาร CBD (Cannabidiol) : มีคุณสมบัติลดอาการเจ็บปวด ลดการอักเสบของแผล ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ลดอาการปวดทรมานจากการรักษามะเร็ง เช่น การให้คีโม ลดอาการชักเกร็ง และลดอาการคลื่นไส้

- สาร THC (Tetrahydrocannabinol) : มีคุณสมบัติต่อจิตประสาท ทำให้เกิดความผ่อนคลาย หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยลดอาการตึงเครียดได้

ผลวิจัยใช้กัญชารักษาโรค

มีข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า สารสกัดในกัญชาเคยถูกนำมารักษาโรคร้ายต่างๆ ได้มากมาย ที่เด่นๆ ก็คือ ใช้รักษาโรคมะเร็ง โดยใช้กัญชาอย่างเดียว หรือร่วมกับยาเคมี หรือสมุนไพรอื่น

นอกจากนี้ยังถูกนำมารักษาโรคนอนไม่หลับ, ภาวะซึมเศร้า โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ, บรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน จากเคมีบำบัด, รักษาอาการเจ็บปวดและชา จากระบบประสาท, กล้ามเนื้อชา ตระคริว, ปวดอวัยวะต่างๆ , ผิวหนังอักเสบ,ลำไส้อักเสบ,โรคข้ออักเสบ,เบาหวาน,ความดันโลหิตสูง เป็นต้น

โทษของ "กัญชา" หากใช้แบบผิดๆ

1. อาการประสาทหลอน

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา แผนกประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สภากาชาดไทย ได้ให้ข้อมูลว่า การใช้ "กัญชา" เพื่อรักษาโรคในทางการแพทย์ ไม่อยากให้คนไทยงมงายว่ามันรักษาได้ทุกโรค รวมถึงยังมีข้อจำกัดในหลายๆ อย่าง เช่น ห้ามใช้สาร THC ที่สกัดได้จากกัญชา มาใช้ในคนไข้ที่มีอาการประสาทหลอน, คนไข้โรคหัวใจขั้นรุนแรงที่มีอาการความดันตก, คนไข้หัวใจเต้นเร็ว เพราะเสี่ยงต่ออาการหัวใจขาดเลือดเพิ่มขึ้น

2. เด็กในครรภ์มีความเสี่ยง

"กัญชา" เพื่อรักษาโรคในทางการแพทย์ ห้ามใช้กับหญิงตั้งครรภ์หรือคุณแม่ที่อยู่ระหว่างการให้นมลูก เพราะอาจจะทำให้ส่งผลกระทบกับเด็กในครรภ์ เช่น น้ำหนักตัวน้อย มีพัฒนาการช้า เป็นต้น

3. เสี่ยงอาการจิตเภท

ไม่ควรใช้ "กัญชา" ทางการแพทย์ ในเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี และต้องขึ้นอยู่กับโรคที่ต้องใช้ด้วย เพราะอาจจะเพิ่มความเสี่ยงจิตเภทและลดความเฉลียวฉลาดได้ ทั้งนี้ จะขึ้นกับยีนของบุคคลนั้นๆ ด้วย

4. เสี่ยงทำตับแข็ง

ไม่ควรใช้ "กัญชา" ทางการแพทย์ กับผู้ป่วยที่เป็น "โรคตับแข็ง" หรือถ้าจำเป็นต้องใช้ จะต้องลดโดสของยาลง เพราะ "กัญชา" ใช้ตับในการขจัดออกจากร่างกาย และถ้ามีตับแข็งครึ่งค่าชีวิตของยานั้นจะเพิ่มไปประมาณ 2.5 เท่าในตับแข็งระยะกลาง และ 5 เท่าเมื่อเป็นตับแข็งขั้นรุนแรง

5. มีผลข้างเคียงจากการรักษา

แม้ว่า "กัญชา" ทางการแพทย์จะมีประโยชน์มหาศาล แต่ก็มีผลข้างเคียงที่ต้องเฝ้าระวัง ที่พบได้บ่อย เช่น ปากแห้ง ตาแห้ง ตาแดง มึนงง ตอบสนองต่อสิ่งรอบตัวช้า มีอาการวิตกจริต คลื่นไส้ เป็นต้น ส่วนที่พบไม่บ่อยนัก ก็เช่น ตาเลือนมัว ปวดหัว เคลิ้ม ซึมเศร้า ความดันต่ำ อาเจียน เป็นต้น

6. ทำให้ร่างกายอ่อนแอ

หากรักษาโดยการใช้ "กัญชา" ในปริมาณที่มากเกินไป สารที่อยู่ในกัญชาสามารถทำลายการทำงานของอวัยวะหลายส่วน ซึ่งจะทำให้ร่างกายอ่อนแอ อ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลดลง และส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้ง่าย ทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

7. ระบบประสาทแย่ลง

หากใช้ "กัญชา" ในปริมาณที่มากเกินไป จะทำให้ความคิดช้าลง การตัดสินใจผิดพลาด มีอาการทางจิต มีอาการเกี่ยวกับระบบประสาท เช่น วิตกกังวล หวาดระแวง เลื่อนลอย สับสน จนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เป็นต้น

ที่มา : ม.มหิดลกรมอนามัยhonestdocs

อ่านรายงานพิเศษชุด “เจาะลึกปรากฏการณ์กัญชาฟีเวอร์”

อ่านเพิ่มเติม...
รายงานพิเศษกัญชากัญชากัญชาทางการแพทย์กัญชารักษาโรคสุขภาพผู้หญิง