ผลงานที่โดดเด่นสะท้อนความคิดที่สร้างสรรค์มาจากหนุ่มคนนี้ โลเล- ทวีศักดิ์ ศรีทองดี ได้ทำให้คนที่ชื่นชอบงานศิลปะต่างยอมรับ ไม่เพียงแต่เฉพาะในประเทศเท่านั้น อย่างในต่างประเทศเขาก็สามารถทำให้หลายคนทึ่งในความสามารถ

ด้วยพรสวรรค์ในการวาดรูปที่มีตั้งแต่เด็กๆ บวกกับใจรักด้วย ความคิดที่จะเดินตามเส้นทางศิลปะเลยอยู่ในหัวของโลเล มาโดยตลอด ซึ่งมองภาพในวันนี้ แน่นอนว่าเขาคือศิลปินหนุ่มที่ไฟยังแรง และสามารถสร้างชื่อเสียงได้อีกนาน แต่กว่าที่เขาจะมาถึงจุดนี้ได้ พรสวรรค์อาจไม่ใช่ปัจจัยเดียว เพราะสิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือความดื้อรั้นที่ตั้งใจอยากจะทำสิ่งที่ตัวเองชอบให้ดีจนได้ ซึ่งความสำเร็จของเขาไม่ใช่แค่การเรียนจบปริญญาโทเท่านั้น แต่เขาได้เริ่มเรียนรู้ต่อ และสร้างผลงานศิลปะ สร้างชื่อเสียงจนเป็นที่รู้จักทั้งในไทยและต่างประเทศ


"ผมเป็นคนดื้อเงียบ  คล้ายๆ กับว่าอยากทำอะไรก็จะทำให้ได้  แต่จะไม่แสดงออก  บางทีท่าทางจะประนีประนอม แต่จริงๆ แล้วพยายามจะผลักดันสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำมาก เรื่องศิลปะผมก็ชอบมาตั้งแต่เด็กแล้ว ก็เลยอยากเรียนทางด้านนี้ คุณแม่เขาก็สนับสนุนผมเต็มที่นะ แต่คุณพ่อผมเขาเป็นตำรวจ เลยไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่  ตอนที่ผมสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เขาก็มองไม่เห็นว่าเราเรียนแล้ว จะได้เรื่องไหม แต่คิดอีกมุมมันก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผมได้พิสูจน์ตัวเอง ว่าสิ่งที่เลือกมันดี "

การได้คลุกคลีอยู่กับงานศิลปะอยู่หลายปีในรั้วมหาวิทยาลัยศิลปากร นอกจากจะทำให้เขาได้เรียนรู้การทำงานกับเพื่อนๆ แล้ว สิ่งหนึ่งที่ติดตัวเขามาจนถึงตอนนี้ก็คือการได้ชื่อเล่นใหม่ว่า 'โลเล'  ซึ่งเป็นชื่อที่คนส่วนใหญ่รู้จักมากกว่าชื่อเดิม ที่น้อยคนนักจะรู้

...


"ตอนมาเรียนที่คณะจิตรกรรมฯ ก็เป็นธรรมเนียมครับ ว่าต้องมีการตั้งชื่อเรียกกัน เพื่อให้ทุกๆ คนที่มาเรียนที่นี่มีความรู้สึกเท่ากัน เป็นการลดช่องว่างของเด็กต่างจังหวัด เด็กในเมือง และเด็กที่ฐานะทางบ้านไม่เท่ากัน ตอนนั้นผมก็บอกรุ่นพี่ไปหลายชื่อนะ แต่ก็ไม่ลงตัวสักที จนมีคนนึงมาบอกผมว่า เอ็งนี่โลเลจังเลย ผมก็เออชื่อนี่ก็ดีเหมือนกัน คำว่า "โลเล" เลยกลายเป็นชื่อผม แต่ถ้าชื่อเล่นจริงๆ ที่พ่อแม่ตั้งชื่อ ต๋อย ทุกวันนี้เขาก็เรียกอยู่นะ (ยิ้ม)"

ความโลเลที่เพื่อนๆ มองเห็น และพร้อมใจกันตั้งชื่อให้นั้น  เริ่มสะท้อนตัวตนของตัวหนุ่มคนนี้มากขึ้น แต่อย่าเข้าใจผิดว่าเขาเป็นผู้ชายเจ้าชู้ โลเลกับเรื่องสาวๆ ไปเรื่อย เพราะที่ว่าเขาเป็นคนโลเลสมชื่อนั้น จริงๆ ก็มาจากวิธีคิด และความชอบในเรื่องศิลปะของหนุ่มคนนี้ ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าเป็นคนที่ชอบทุกอย่างที่เป็นศิลปะ ซึ่งตั้งแต่สมัยเรียนจนจบปริญญาโท และเริ่มทำงานจริงๆ ก็ยังไม่เคยเปลี่ยน ทั้งงานจิตรกรรม ประติมากรรม ดนตรี นักเขียน รวมไปถึงการทำอาหาร แต่ที่ทำให้หลายคนรู้จักเขาในนามศิลปิน นั้นก็ผลงานด้านจิตรกรรม

"จริงๆ ค่อนข้างบอกยาก ว่าผมเกิดจากผลงานไหน ถ้าผลงานชิ้นแรกที่ทำให้คนจำภาพได้ว่าอ๋อโลเล ก็คงเป็นงานจิตรกรม ซึ่งผมก็ทำมาตั้งแต่สมัยเรียนครับ แต่อีกด้านนึงที่ไม่ค่อยมีใครรู้ก็คือชอบประดิษฐ์สิ่งของ ชอบทำอาหาร การออกแบบ วรรณกรรม ดนตรี คือทุกอย่างเป็นศิลปะหมดเลย และผมก็ชอบหมด แต่จะทำทีละอย่างเป็นช่วงๆ ไป ว่าตอนไหนชอบทำอะไรมากกว่า อย่างช่วงที่เรียนผมทำงานศิลปะด้วยก็จริง แต่ก็มีทำวงดนตรีด้วย ก็เล่นกันถึงทุกวันนี้ ก็มีโปรเจกต์ดนตรีมาทำเป็นภาพยนตร์  ก็สร้างวงขึ้นมากับเพื่อนๆ ชื่อวง Happy Band  และพัฒนาการโชว์ และแต่งเพลง แนวเพลงจะพังก์อิเล็กทรอนิกส์  เพลงค่อนข้าง Dark ครับ (หัวเราะ) "


การได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และตั้งใจกับทุกๆ เรื่องที่ทำ วันนี้โลเลเลยกลายเป็นศิลปินที่มีอนาคตไกล เพราะไฟยังแรง และกระหายที่จะได้ทำงาน คิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง  ส่วนจะทำให้ประสบความสำเร็จได้ทุกครั้งหรือไม่ เจ้าตัวก็บอกว่าอยู่ที่คนดู เพราะสำหรับตัวเขาเองเวลาจะทำอะไรก็ตาม ขออยู่กับปัจจุบัน และหมกมุ่นกับสิ่งนั้นให้เต็มที่ดีกว่า

"ผมไม่เคยคิดว่าทำอะไรแล้วต้องสำเร็จ เพราะถ้าคิดแบบนั้นเป้าหมายมันจะใหญ่มากจนทำให้เราไม่กล้าทำอะไรเลย  ผมชอบอยู่กับปัจจุบัน  อย่างช่วงนี้ผมทำดนตรี ผมก็หมกมุ่นอยู่กับสิ่งนี้  และผมเองก็ผ่านประสบการณ์มาพอสมควร  ก็จะมองออกว่าอนาคตมันอยู่ตรงไหน ถ้าเรารู้แล้วก็ไม่ต้องสนใจมันมาก ค่อยเดินไปครับ เพราะงานที่ทำแต่ละอย่างจะตัดสินว่ามันดีด้วยตัวคนทำเองมันก็ไม่ใช่ ผมว่าอยู่ที่คนดูมากกว่า อย่างเจ้าตัว Dollar มันเคยโชว์ที่ต่างประเทศ  มันก็อาจจะเป็นความสำเร็จที่คนมองเห็น หรือผมทำโปรเจกต์นึงไปโชว์ที่ญี่ปุ่น ซึ่งจริงๆ แล้วความสำเร็จมันอยู่ที่ว่าเราคิดเรื่องอะไร สามารถทำออกมาได้สำเร็จมากกว่า มันไม่ได้วัดตรงที่ว่าขายได้ หรือว่าคนชื่นชม ศิลปะมันเหมือนวิทยาศาสตร์อีกแขนงหนึ่ง ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างการทำอาหาร มันมีวัตถุดิบผสมรวมกัน สุดท้ายก็เอามาประกอบอาหารเป็นจาน นั่นแหละก็คือผลของมัน ส่วนใครจะถูกปากหรือเปล่า มันก็แล้วแต่คนชิม"

พูดถึงเรื่อการทำอาหารขึ้นมา โลเลเลยเล่าถึงอีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำก็คือการเป็นพ่อครัวสุดติสต์ ซึ่งวิธีการทำอาหารของเขา ก็มักจะสร้างสรรค์ใส่ความเป็นศิลปะลงไปด้วยอยู่เสมอ

"ผมเป็นคนชอบทดลอง อย่างการทำอาหารก็มองว่าเป็นการทดลองอย่างหนึ่ง ส่วนใหญ่เวลาจะทำก็ดูก่อนว่ามีวัตถุดิบอะไรบ้าง แล้วจะเอามามิกซ์กับอะไรได้บ้าง ซึ่งผมจะคิดไว้ 2 ด้านคือเรื่องรสชาติ และหน้าตาของอาหาร บางทีมันจะถูกดีไซน์ใหม่ครับ เช่น ผมจะทำหมูทอด แต่พอดีวันนั้นมีแครอทในตู้เย็น ก็อาจจะเอามาสับละเอียด ผสมกับหมูบด ใส่ไวน์นิดหน่อย  แล้วเอามาใส่ถุง เจาะรูบีบลงไปในกะทะร้อนๆ มันก็จะเป็นรูปร่าง เป็นเส้น ซึ่งก็คือศิลปะการทำอาหาร  ซึ่งโดยพื้นฐานของงานศิลปะเราก็คงศึกษาประมาณนึง แต่ว่าการทำให้ของให้กินได้ ก็เติมความพิเศษลงไปด้วย"

...


ด้วยความที่เป็นคนมีคาแร็กเตอร์ชัดเจน บวกกับเป็นคนที่มีความสามารถ โลเลจึงเป็นไอดอลของวัยรุ่นหลายๆ คนที่อยากเดินมาในเส้นทางสายศิลปะ  ซึ่งบางคนอาจรักที่จะทำอย่างจริงจัง แต่บางคนก็อยากรักเพื่อต้องการตามกระแส  แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดที่โลเลบอกก็คือต้องทำด้วยความจริงใจ

"ผมว่ามันเป็นไปตามธรรมชาตินะเด็กที่เห็นว่ามันเป็นแฟชั่น เพราะก่อนหน้านั้นผมก็เป็น แต่พอเป็นแฟชั่นแล้วก็ฉาบฉวยทำให้ทุกคนเข้ามา  เหมือนหิ่งห้อยเห็นแสงไฟก็บินเข้ามา  แต่มันจะถึงจุดที่เราเข้าใจได้ไงว่ามันคือไฟนะ  มันไม่ได้ทำให้คุณมีความสุขหรอก  มันจะเผาใจคุณ  ตรงนั้นแหละที่จะทำให้เราเปลี่ยนวิธีคิด ผมเชื่อว่าเด็กที่หลงใหลคิดว่าศิลปะมันเท่  หรือว่าดนตรีแบบนี้มันเท่  ทุกคนเข้ามาแบบนั้นหมด  แต่ถ้ามาถึงจุดหนึ่งก็จะเข้าใจได้ว่ามันมากกว่านั้น  มันมี History มันมีกระบวนการ  มันมีความมานะอดทน  ที่จะไปถึงจุดนั้นได้  ผมว่าอยู่กับปัจจุบัน แล้วทำมันให้ดี มองอนาคตได้ ฝันได้ แต่ว่าสาระสำคัญเราต้องอยู่กับปัจจุบัน เพราะถ้าเราจะไปยอดเขา เรามองแล้วฝัน หรือไม่ตั้งใจทำมันก็ไม่ใช่ เราต้องเดินไปด้วย ถ้าไม่ทำเลยก็ไปไม่ถึงครับ อยากประสบความสำเร็จก็ต้องสะสมแล้วเรียนรู้ไปให้ถึงจุดมุ่งหมาย"

เป็นหนุ่มที่หมกมุ่นกับการทำงานศิลปะมากขนาดนี้ เลยอดไม่ได้ที่จะต้องถามถึงเรื่องหัวใจกันบ้าง ว่าสาวแบบไหนที่สามารถเข้ากับหนุ่มติสต์แบบนี้ได้ดีที่สุด

"คนทำงานศิลปะส่วนใหญ่จะหมกมุ่นกับตัวเองอยู่แล้วครับ แต่เมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา ผมไม่ได้อยู่กับตัวเองเยอะ  ตอนนั้นเริ่มทำวงดนตรี จนมาเจอแฟน ก็เลยได้เรียนรู้กันมาเรื่อยๆ เขาก็เป็นคนดี แต่เราเข้าใจเขาน้อยมาก ก็เลยต้องเรียนรู้กัน  ผมเลยไม่ค่อยกลัวเรื่องเวลาที่ต้องไปหาใคร เพราะมีแฟนแล้ว ก็สบายไปครับ (ยิ้ม)".

...