ศ.นพ.สุ รัตน์  -  ดร.เจฟฟรีย์

จากการประชุมวิชา การประจำปี ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 26 ในหัวข้อ  "ประโยชน์ของวิตามินเกลือแร่รวมและสารต้านอนุมูลอิสระ" ดร.เจฟฟรีย์ บลูมเบิร์ก ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสารต้านอนุมูลอิสระ ศูนย์การวิจัยโภชนาการมนุษย์และการเปลี่ยนแปลงตามวัย มหาวิทยาลัยทัฟท์ สหรัฐอเมริกา ได้รับเชิญเป็นวิทยากรพิเศษ ซึ่งได้กล่าวถึงอนุมูลอิสระว่า มีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการชราภาพ และเป็นต้นกำเนิดของโรคเรื้อรังหลายชนิด ซึ่งนำมาสู่สมมติฐานว่า การบริโภคสารอาหารวิตามินและเกลือแร่จะทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงกระบวนการเหล่านั้นได้โดยตรง โดยการกำจัดอนุมูลอิสระ เพื่อลดอัตราลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งและโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ รวมทั้งโรคเรื้อรังอื่นๆ

ดร.เจฟฟรีย์ ยังกล่าวต่ออีกว่า เพื่อลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรัง  จึงควรรับประทานอาหารเพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินและเกลือแร่ อย่างครบถ้วน   เพราะวิตามินและเกลือแร่มีกระบวนการทำงานที่สอดคล้องและเกื้อหนุนซึ่งกันและกันกับวิตามินและเกลือแร่หลากหลายชนิด การไม่ได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนจึงไม่ก่อผลดีต่อร่างกายและสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี และวิตามินอี มีส่วนสำคัญมากในการดำรงชีวิต เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องใช้ในการทำงานของเซลล์ในร่างกาย ช่วยป้องกันเซลล์จากอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายและอาจก่อให้เกิดโรคหัวใจ มะเร็ง และปัญหาสุขภาพอื่นๆ

นอกจากนี้ ศ.นพ.สุรัตน์ โคมินทร์ จากภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้กล่าวว่า การจะมีร่างกายที่แข็งแรงได้ ปัจจัยหลักคือการมีโภชนาการที่ดี ซึ่งเราควรจะรับประทานอาหารให้ได้สารอาหารอย่างครบถ้วน และมีปริมาณที่เพียงพอที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน และควรรับประทานอาหารให้หลากหลาย ซึ่งหมายถึงรับประทานอาหารหลายๆชนิดในแต่ละกลุ่มหมุนเวียนกันไป ไม่กินซ้ำซากจำเจชนิดใดชนิดหนึ่ง และเพื่อหลีกเลี่ยงการสะสมพิษจากการปนเปื้อนในอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งที่รับประทานเป็นประจำ โดยเฉพาะผักและผลไม้ หากไม่มีเวลาพอเพียงที่จะรับประทานอาหารที่มีวิตามินและเกลือแร่ ให้เพียงพอสำหรับแต่ละมื้อในทุกๆวัน การรับประทานผลิตภัณฑ์วิตามินและเกลือแร่รวมเสริม จึงมีส่วนสำคัญในการช่วยเติมช่องว่าง แต่ควรตระหนักเสมอว่า การรับประทานวิตามินและเกลือแร่รวมเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทดแทนการรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการที่ดีได้.

...