นิโคลัส โคเปอร์นิคัส
วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2553 ถือได้ ว่าเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของผู้ที่รักวิทยาศาสตร์ และผู้ที่รักในความจริง วันที่ร่างของนิโคลัส โคเปอร์นิคัส นักดาราศาสตร์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ ผู้คนมากมายที่สุดคนหนึ่ง จะได้รับเกียรติให้ถูกฝังอย่างสมฐานะ หลังจากถูกละเลยมานานเกือบครึ่งศตวรรษ!
ทำไมผู้ที่รักวิทยาศาสตร์ และรักในความจริง จะต้องหันมาให้ความสำคัญกับนิโคลัส โคเปอร์นิคัส นั่นก็เพราะว่า เขาคือนักวิทยาศาสตร์ผู้พลิกโลก นักวิทยาศาสตร์คนแรกที่กล้าท้าทายศาสนจักร ผู้ ป่าวร้องบอกแก่โลกทั้งโลกนี้ว่า ไม่ใช่ถิ่นที่เราอาศัย อยู่นี้หรอกนะ ที่เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ไม่ใช่ โลกแบนๆที่พระอาทิตย์ พระจันทร์ และดวงดาวหมุนอยู่รายล้อม แต่โลกกลมๆที่ในกาลต่อมาเรารู้กันว่าเป็นเหมือนส้มผลใหญ่นี้เป็นบริวารที่ หมุนรอบดวง อาทิตย์ต่างหากเล่า
นิโคลัส โคเปอร์นิคัส เป็นชาวโปแลนด์ เกิดในปี ค.ศ.1473 และเสียชีวิตลงในปี ค.ศ.1543 รวมอายุได้ 70 ปี และแม้ว่าเขาจะเป็นผู้ประกาศทฤษฎีที่สั่นสะเทือนศาสนจักร และสั่นไหวไปทั้งโลก แม้ในกาลต่อมาเวลาจะพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เขาคือนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง แต่ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ที่โคเปอร์นิคัสอำลาโลกนี้ไป ก็แทบจะไม่มีใครให้ความสนใจ ไม่มีหินจารึกบนหลุมฝังศพ ไม่มีบันทึกในปูมประวัติของโบสถ์ และ เมื่อไม่มีอะไรให้นึกถึง ร่างของโคเปอร์นิคัสก็เสื่อม สลายไปตามกาลเวลา ในสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ที่ไม่มีใครรู้เลยว่า แผ่นดินตรงไหนเป็นสถานที่รองรับร่างและจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ของโคเปอร์นิคัส
ครั้น เมื่อเข้าสู่ยุคแห่งความจริงแท้ โลกทั้งโลกได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่โคเปอร์นิคัสได้ พยายามร้องบอกเป็นความจริงที่ไม่อาจแปรเปลี่ยน ก็เริ่มมีผู้ให้ความสนใจออกตามหาร่างที่หายไปของ โคเปอร์นิคัส ซึ่งนักประวัติศาสตร์รู้มาเพียงเลาๆว่า เขาน่าจะถูกฝังไว้ใต้มหาวิหารฟอร์มบอร์ค ใน โปแลนด์บ้านเกิด แต่ไม่รู้แน่ว่าเป็นจุดไหน จึงเกิดการลงแรงค้นหากันอย่างจริงจังมาตั้งแต่ ค.ศ.1802 แต่กว่าจะประสบความสำเร็จ ก็ปาเข้าไปปี ค.ศ.2005 เมื่อคณะขุดค้นใช้เครื่องสแกนตรวจพื้นมหาวิหาร จนพบร่างที่คาดว่าน่าจะเป็นโคเปอร์นิคัส และหลัง จากตรวจสอบเพื่อยืนยันเอกลักษณ์บุคคล ก็พบว่าเป็นกระดูกของผู้ที่วายชนม์ในวัยราวๆ 70 ปี ตรง กับอายุขัยของโคเปอร์นิคัส จากนั้นคณะขุดค้นได้ส่งกระดูกไปให้ห้องปฏิบัติการอาชญากรรมของสำนักงานตำรวจ แห่งกรุงวอร์ซอ ได้ตรวจสอบอีกรอบ
...
คราวนี้ ห้องแล็บได้นำกะโหลกที่พบมาสร้าง เค้าโครงหน้าขึ้นมาใหม่ ตามหลักวิทยาศาสตร์ ก็ได้ผลออกมาเป็นชายที่มีใบหน้ายาว จมูกหัก มี แผลเป็นเหนือตาขวา ตรงกับภาพวาดของโคเปอร์นิคัสที่หลงเหลือมาถึงยุคปัจจุบัน ทำให้คณะขุดค้นเกิดความมั่นใจอีกโข ว่าน่าจะเป็นผู้ชายคนที่มุ่งตามหา แต่ถึงกระนั้น หลักฐานแค่นี้ยังไม่ถือว่าเพียงพอ ทางที่ดีและน่าจะยืนยันได้ดีที่สุด น่าจะเป็นการตรวจ ดีเอ็นเอกับญาติที่เหลืออยู่ แต่ความหวังก็ริบหรี่ เพราะโคเปอร์นิคัสไม่มีลูกหลาน จึงไม่มีสายตระกูลเหลือให้มาเทียบเคียงดีเอ็นเอได้
แต่ความจริงแท้ คือพระเจ้า เพราะในเวลาต่อ มาไม่นานนักก็มีการค้นพบว่าหนังสือของโคเปอร์นิคัสเล่มหนึ่ง ที่ถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์กัสตา เวียนัม ในมหาวิทยาลัยอัพพ์ซารา ในสวีเดนนั้น มี ร่องรอยทางพันธุกรรมของผู้ที่เคยเป็นเจ้าของอยู่ นั่นคือ มีเส้นผมหลายเส้นที่สามารถคาดเดาได้ว่าน่าจะเป็นของโคเปอร์นิคัส ซึ่งเป็นผู้หยิบจับหนังสือเล่มนี้อยู่เป็นประจำ
งานนี้โป๊ะเชะ นักวิทยาศาสตร์ 2 กลุ่มจาก โปแลนด์ที่ค้นพบร่าง และจากสวีเดนที่เก็บหนังสือที่มีเส้นผมได้มาเจอกัน และเกิดการเปรียบเทียบดีเอ็นเอของทั้งสองสิ่งเข้าด้วยกัน พบว่าเป็นดีเอ็นเอ ของคนคนเดียวกัน นั่นแสดงว่า โคเปอร์นิคัสได้กลับมาสู่เวทีแห่งเกียรติยศ ที่แสงไฟจากการยอมรับนับถือ สาดส่องเป็นโคเปอร์นิคัสที่เหล่าสาวกผู้เชื่อมั่นในสิ่งที่เขาประกาศได้ตาม หากันมานานหลายร้อยปี และโคเปอร์นิคัสผู้ยังเป็นอมตะอยู่เสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักเพียงไหน
หลังจากนั้นก็ได้มีการนำร่างของเขาบรรจุในหีบศพอย่างดี จัดแสดงไว้ในปราสาทที่โปแลนด์ เพื่อให้ผู้คนได้มาทำความเคารพ และในวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2553 ก็มีพิธีฝังกลับคืนอย่างเป็นทางการภายใต้แท่นบูชาของมหาวิหารฟอร์มบอร์ค
ย้อน กลับไปในช่วงที่โคเปอร์นิคัสยังมีชีวิตอยู่ ในห้วงเวลานั้น ศาสนาคริสต์แผ่อิทธิพลขจรขจาย สิ่งที่จารึกในไบเบิลคือความจริงแห่งยุค ประกอบกับ คำสอนของอริสโตเติลที่สอดคล้องกันว่า โลกคือศูนย์กลางของจักรวาล ทำให้ผู้คนทั่วไปยึดเรื่องนี้เป็นหลักว่าจริงแท้
โคเปอร์นิคัสเอง กังขาในคำสอนของอริสโตเติลตั้งแต่ยังรุ่นหนุ่ม ในตอนนั้นเขาตั้งข้อสังเกตว่า ดาวเคราะห์ทั้งมวลน่าจะหมุนรอบดวงอาทิตย์ การที่โคเปอร์นิคัสปฏิเสธแนวคิดเรื่องโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลนั้น นอกจากเจ้าตัวจะเชื่อเองจากการสู้อุตส่าห์นั่งสังเกตปรากฏการณ์ธรรมชาติ ต่างๆแล้ว ยังเป็นการสานต่อความเชื่อของอริสตาร์คัส แห่งซามอส นักปราชญ์ชาวกรีกโบราณที่เคยนำเสนอความคิดนี้ไว้ก่อนแล้วในช่วงราวๆ 310-230 ปี ก่อนคริสตกาลด้วยค่ะ โดยอริสตาร์คัสเชื่อว่า พระอาทิตย์ต่างหากที่เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ ที่มีโลกและดาว เคราะห์อื่นๆเป็นบริวาร แต่แนวคิดนี้ก็ไม่ค่อยมีใครเชื่อถือมากนัก ต่างกับความคิดเรื่องโลกเป็นศูนย์ กลางของอริสโตเติล ที่มีทั้ง ผู้ยอมรับและศาสนจักรก็เอาด้วย แต่สำหรับโคเปอร์นิคัสแล้ว เขาเชื่อว่าอริสตาร์คัสซิเจ๋งกว่า
ว่าแล้วโคเปอร์นิคัสก็หมกมุ่นอยู่ กับการสังเกตสังกา ทั้งดวงอาทิตย์และดวงดาวอื่นๆ จากการเฝ้าศึกษานานปีก็เชื่อแน่ว่า โลกใช้เวลา 1 ปี เดินทางรอบดวงอาทิตย์ และใช้ เวลา 24 ชั่วโมงหมุนรอบตัวเอง ซึ่งโคเปอร์นิคัสได้นำ ความรู้ที่ได้มาเขียนเป็นหนังสือชื่อ Commen-tariolus หรือ "คำอรรถาธิบาย" ที่บรรยายหลักการของ จักรวาลตามแนวคิดของเขา
หนังสือเล่มนี้เขียน ขึ้นด้วยลายมือของโคเปอร์นิคัสเองทีเดียวค่ะ แต่ไม่ระบุชื่อว่าใครเขียน มีการส่งเวียนอ่านกันเฉพาะในหมู่เพื่อนสนิท ไม่ได้ตีพิมพ์เพื่อเผยแพร่ในวงกว้าง ดังนั้น แม้จะมีการ "เล่าลือ" ถึงแนวคิดสุดอื้อฉาวที่ขัดแย้งกับไบเบิลอย่างสุดกู่ จนน่าจะมีเสียงกระซิบไปถึงกรุงวาติกัน แต่เมื่อยังคงเป็นเพียงคำกล่าวอ้างที่ไม่มีการตีพิมพ์ ให้เห็นเป็นหลักฐานชัดเจน โคเปอร์นิคัสก็เลยรอดปากเหยี่ยวปากกามาได้
...
แต่หลังจากรีๆรอๆไปอีกหลายสิบปี โคเปอร์นิคัสก็คงจะอยากฝากผลงานไว้ให้ลั่นโลกสักครั้งว่าแล้วในวัยชรา นักดาราศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ก็ตัดสินใจ ตีพิมพ์บทความที่เกิดจากการเฝ้าศึกษามาเกือบทั้งชีวิต โดยเรียบเรียงทฤษฎีขึ้นเป็นหนังสือชื่อ De Revolutionibus หรือการปฏิวัติ
หนังสือ เล่มนี้ไม่ ได้พิมพ์ในโปแลนด์ แต่ โคเปอร์นิคัสสั่งการให้นำไปเข้าโรงพิมพ์ที่เยอรมนี ซึ่งพอผู้พิมพ์ในเมืองเบียร์ เห็นต้นฉบับเข้าก็ตกกะใจ เพราะเนื้อหาของหนังสือ ขัดแย้งกับไบเบิลอย่างชัดแจ้ง และน่าจะทำให้ศาสนจักรขุ่นเคืองแน่ แอนเดรียส ออสเซียนเดอร์ ผู้พิมพ์ จึงตัดสินใจโดยพลการ เปลี่ยนชื่อหนังสือเป็น De Revolutionibus Orbium Coelestium (On the Revolutions of the Celestial Sphere : การปฏิวัติรูปลักษณ์แห่งท้องฟ้า) แถมยังแอบเปลี่ยน คำนำให้ออกมาในทำนองที่ว่า ควรมีวิจารณญาณในการอ่าน
ก็น่าคิดนะคะว่า หากโคเปอร์นิคัสได้เห็นหนังสือที่ตัวเองสั่งพิมพ์ถูกเปลี่ยนแปลงไปจะโกรธข นาดไหน แต่ก็ไม่มีใครทราบหรอกค่ะ เพราะกว่าหนังสือจะพิมพ์เสร็จ ก็เป็นเดือนมีนาคม ค.ศ.1543 หรือเพียง 2 เดือนก่อนที่เจ้าของผลงาน อันเลื่องชื่อจะเสียชีวิต และกว่าหนังสือจะถูกส่งจากเยอรมนีไปถึงโปแลนด์ โคเปอร์นิคัสก็ไม่ได้อยู่ ชื่นชมหนังสือเล่มนี้แล้ว
หนังสือเล่มที่ โคเปอร์นิคัสไม่เคยได้เห็นกับตาของตัวเองนี้ มีผู้อ่านทั่วยุโรป จนต้องพิมพ์ ซ้ำในปี ค.ศ.1566 เพราะมีผู้อยากรู้อยากเปิดกว้างกันมากขึ้นเรื่อยๆ แต่กระแสความแรงของหนังสือ สำคัญนี้ก็ถูกเบรกดังเอี๊ยด...ด...เพราะศาสนจักร ทนต่อไปไม่ไหว ได้ออกคำสั่งห้ามเผยแพร่หนังสือของโคเปอร์นิคัส เนื้อหาสำคัญที่สามารถพลิกโลกนี้กลายเป็นสิ่งต้องห้ามทางศาสนาตั้งแต่ ค.ศ.1616 แต่ก็ต้องบอกว่าสายเกินไปค่ะ มีผู้ได้อ่านผลงานของ โคเปอร์นิคัสแล้วจำนวนมาก และเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นหลังๆต่อมาอีก หลายคน รวมถึงกาลิเลโอ ซึ่งส่งเสียงดังๆบอกต่อ ว่า โลกกลมและหมุนรอบดวงอาทิตย์กับเขาด้วย (กาลิเลโอเกิดใน ค.ศ.1564 หลังจากที่โคเปอร์นิคัสเสียชีวิตแล้ว 21 ปีค่ะ)
วันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา จึงเป็นวันสำคัญของผู้ที่รักวิทยาศาสตร์ และผู้ที่รักในความจริง วันที่ร่างของผู้ที่ยืนยันว่าโลกกลมจะได้รับเกียรติอย่างสมฐานะ วันที่เราจะไม่ลืมเลือนนิโคลัส โคเปอร์นิคัส อัจฉริยะอมตะตลอดกาล...
ทีมงาน ต่วย'ตูน
...