เศรษฐา ทวีสิน
โลกในยุคปัจจุบันไร้พรมแดน ทั้งการค้า ข่าวสารข้อมูลเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนมุมโลก เราต่างร่วมแชร์ความรู้สึก ความช่วยเหลือ ซึ่งภัยพิบัติที่เกิดซีกโลกหนึ่ง แม้จะไม่สะเทือน แต่อาจส่งผลทางใดทางหนึ่งกับอีกซีกโลกหนึ่งก็เป็นได้
ภัยที่เรียกยอดแชร์ส่งต่อด้วยความ รู้สึกเห็นอกเห็นใจ เป็นที่สนใจของชาวโลก ณ ขณะนี้ คือ “วิกฤตการณ์ซีเรีย” ซึ่งเป็นวิกฤติด้านมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุด นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยปีนี้ได้ย่างก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 แล้ว ที่มีเด็กหลายหมื่นคนต้องเสียชีวิตและอีกหลายล้านคนต้องอพยพออกจากบ้านเกิด เผชิญกับเหตุการณ์เลวร้าย ภัยของสงครามกลางเมือง ส่งผลจนเกิดความพิการ ความสูญเสียพ่อแม่และคนในครอบครัว
...
“กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือยูนิเซฟ” หน่วยงานของสหประชาชาติ ที่ให้การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่เด็กที่ประสบภัยวิกฤติฉุกเฉินทั่วโลก เป็นเจ้าภาพหลักในการส่งความช่วยเหลือด้านต่างๆ ทั้งความ ต้องการขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร น้ำ ที่พักอาศัย สุขอนามัย ยารักษาโรค รวมทั้งด้านการศึกษาและการคุ้มครอง ตลอดจนการเยียวยาจิตใจให้แก่เด็กที่ประสบฝันร้ายที่สุดในชีวิต ปลุกเร้าให้เด็กๆเหล่านั้นมีความหวัง บรรเทาความหนาวเหน็บในหัวใจดวงเล็กๆให้เกิดความอุ่นในใจ เมื่อได้รู้ว่ายังมีคนที่มองเห็นเขา และพร้อมที่จะช่วยพยุงให้ลุกขึ้น
การทำงานของยูนิเซฟจะเป็นผลสำเร็จอย่างต่อเนื่องได้ก็ต้องอาศัยการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน รวมทั้งภาคเอกชน และประชาชน ในการร่วมบริจาค ซึ่ง “บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)” เป็นหนึ่งในองค์กรเอกชนที่มองเห็นการรับผิดชอบเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน สร้างมุมมองใหม่ในการทำกิจกรรมเพื่อสังคม ที่นำไปสู่ความช่วยเหลือแบบไร้พรมแดน ด้วยการเป็นพันธมิตรกับองค์กรยูนิเซฟทำงานด้านต่างๆ รวมทั้งเป็นผู้บริจาคเงินแก่ยูนิเซฟเป็นประจำทุกปี ปีละ 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว รวมเป็นเงินบริจาคประมาณ 179 ล้านบาท
หัวเรือใหญ่ ที่สร้างปรากฏการณ์นี้ “เศรษฐา ทวีสิน” กรรมการผู้จัดการ บมจ.แสนสิริ เล่าว่า
“แสนสิริทำงานร่วมกับยูนิเซฟมาตั้งแต่ปี 2553 เริ่มมาจากที่ลูกชายคนกลางของผมได้ไปฝึกงานที่ยูนิเซฟในช่วงปิดเทอม เขาก็บอกว่า ทางยูนิเซฟมีโปรเจกต์เรื่องไอโอดีน ซึ่งทางยูนิเซฟประเทศไทยพยายามผลักดันมานานหลายสิบปีแล้ว ที่ทำให้เกลือทุกเม็ดมีไอโอดีน เหตุผลก็คือ ไอโอดีน เป็นเกลือแร่สำคัญที่ทำให้ก้านสมองมีการพัฒนาของทารกอยู่ในครรภ์ในช่วง 3 เดือนแรก เรามีทีมงานกิจกรรมเพื่อสังคม CSR เลยมาช่วยกันทำ นำทีมตลาดมาช่วยครีเอต ปลุกกระแสการรับรู้ในเรื่องนี้ให้แก่สังคม มีการทำวีดิโอ ทำโซเชียลมีเดีย ทำโครงการ IODINE PLEASE เชิญคนไปพูด รวมทั้งให้ความรู้แก่พนักงานแสนสิริเองด้วย นอกจากนี้ผมยังได้เรียนปรึกษาท่านนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ว่า อยากให้รัฐบาลผลักดันในเรื่องนี้ ซึ่งท่านนายกฯก็ให้ความกรุณาให้ลูกชายผมและเจ้าหน้าที่ยูนิเซฟเข้าไปอธิบายให้ท่านฟัง จากนั้นก็มีการออกกฎหมาย อันนี้เป็นจุดเริ่มต้น เราก็คุยกันว่าทางยูนิเซฟมีความต้องการอย่างไรอีกบ้าง พร้อมทั้งผมยังได้ไปพบ “ท่านอานันท์ ปันยารชุน” ทูตยูนิเซฟประจำประเทศไทย ท่านก็ให้ไกด์ไลน์มา ทำให้ผมมีมุมมองในเรื่องของการให้ความช่วยเหลือที่ไร้พรมแดน ซึ่งปัจจุบันปัญหาในโลกมีเยอะมาก และส่งผลกระทบถึงเด็ก ซึ่ง “เด็ก” ก็คือ “เด็ก” ไม่ว่าจะเป็นเด็กชาติไหน เขาก็คือ เด็กคนหนึ่ง ที่ต้องการความช่วยเหลือ
...
เลยเป็นพันธสัญญาว่าแสนสิริจะบริจาคเงินให้แก่ทางยูนิเซฟทุกปี ปีละ 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งปีนี้เข้าสู่ปีที่ 6 แล้ว เป็นเงินบริจาคเข้าสู่ “กองทุนฉุกเฉิน” ที่ทางยูนิเซฟสามารถเอาไปทำอะไรก็ได้ ไม่มีเงื่อนไข ถ้ามีภัยพิบัติ เกิดวิกฤติ อะไรอย่างสงครามกลางเมืองที่ซีเรีย เงินเหล่านี้สามารถนำไปช่วยเหลือเด็กได้โดยทันที”
มีมุมมองอย่างไรกับการทำกิจกรรมเพื่อสังคมที่ห่างไกลธุรกิจตนเอง ห่างไกลสังคมไทย
...
“การทำ CSR ไม่ใช่เป็นการแข่งขันที่จะขายบ้าน เรามีการตอกย้ำและเปลี่ยนแนวความคิดของคนในองค์กรทั้งหมดว่าการทำ CSR ของเราไม่ได้เกี่ยวกับมาร์เกตติ้งโปรดักส์เลย ผมพยายามปลูกฝังแนวคิดให้พนักงาน มีจดหมายบอกลูกค้าว่า เงินส่วนหนึ่งของคุณที่มาซื้อบ้านเราได้บริจาคให้ยูนิเซฟอย่างไร และผมคิดอย่างงี้ครับว่า บริษัทแสนสิริบริจาคให้ยูนิเซฟนั้นจะเป็นเงินบริจาคที่เป็นกองกลาง ที่ไหนเกิดภัยพิบัติ รวมทั้งในประเทศไทยเองก็ตาม เงินบริจาคเหล่านั้นก็จะกลับมาเป็นความช่วยเหลือให้แก่ทุกที่ที่เกิดภัยพิบัติรวมทั้งที่ไทยด้วย ถ้าเราไม่ทำใจคิดว่าโลกเราวันนี้ไร้พรมแดน เราทำการค้ายังไร้พรมแดนเลย อันนี้เป็นอะไรที่เราต้องเปลี่ยนความคิด
แล้วผมมองว่าถ้าเราผู้บริหารไม่ลงมือทำเองด้วย พนักงานเขาก็ไม่เห็นความสำคัญ ผมเลยได้ไปร่วมทำงานกับยูนิเซฟ ไปทั้งดูแวร์เฮาส์ศูนย์เก็บของของยูนิเซฟ ที่กรุง โคเปนเฮเกน หรือไปดูการทำงานที่นิวยอร์ก รวมทั้งไปเยี่ยมแคมป์ค่ายผู้ลี้ภัยชาวซีเรีย ที่ประเทศเลบานอน ตอนที่เปิดแคมป์ใหม่ๆ ได้เห็นปัญหาหลายอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าโอ้โห้ น่ากลัวนะ คือ ได้เห็นด้วยตาตนเอง ได้รู้ปัญหา ทำให้ รู้สึกว่าเงินที่เราบริจาคนั้นน้อยนิด แล้วเห็นใจว่าทำไมทางยูนิเซฟเขาต้องเรียกร้องให้มีการบริจาคเพิ่มมากขึ้น อยากให้คนเข้าใจว่าโลกเราไร้พรมแดน เวลาจะบริจาค อย่าไปคิดว่าทำไมต้องไปช่วยเด็กที่ซีเรีย ไปช่วยเด็กที่เลบานอน ในขณะที่เด็กไทยเองก็ยังมีปัญหาอยู่”
เรียนรู้อะไรจากทำกิจกรรมร่วมกับยูนิเซฟอีกบ้าง
“เราได้แนวคิดในเรื่องการทำ Good Space เราเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ มีไซต์งานก่อสร้างเป็นร้อยแห่ง จึงสร้างพื้นที่ขึ้นมาเพื่อให้ลูกคนงานได้เรียนหนังสือ ผมเขียนไกด์ไลน์ในสัญญาผู้รับเหมาเลยว่าเราไม่สนับสนุนแรงงานเด็ก เรารับไม่ได้ หน้าที่ของเด็กคือต้องอยู่ในห้องเรียน เท่านั้น เราจึงสร้างพื้นที่ให้เด็กได้เรียน แล้วมีอาสาสมัคร ทำงานร่วมกับพนักงานของ แสนสิริ ไปสอนหนังสือ มีอุปกรณ์การเรียนพร้อม ซึ่งเราทำมา 4-5 ปีแล้ว แม้ พวกเด็กๆจะเป็นคนต่างด้าว เขาก็มีสิทธิพื้นฐานทางการศึกษา เรื่องนี้ผมไม่อยากให้คนใจแคบ สู้ยอมรับปัญหาเลยดีกว่าว่า ประเทศไทยเราขาดแคลนแรงงาน จึงมีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ไปได้ อย่างไรเขาก็ไม่กลับประเทศ และถ้าเขาเหล่านี้ไม่ได้รับการศึกษาอะไรจะเกิดขึ้นในสังคมบ้านเรา นอกจากนี้เราสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จัดทำห้องพิเศษให้แม่ได้ปั๊มนม มีตู้เย็นแยกพิเศษ ไม่ปะปนกับตู้เย็นอาหาร รวมทั้งอบรมสอนเตะฟุตบอลให้แก่เด็กๆทั่วไป ซึ่งตอนนี้มีเด็กมาร่วมกว่า 2,000 คนแล้ว”
...
คนจะงงไหมที่เห็นคุณไปพูดเรื่อง ไอโอดีนในเกลือ ในน้ำปลา เรื่องเด็กที่ซีเรีย
“บางคนเขาอาจจะเกรงใจ ทนฟังไปมั้ง แต่ผมว่าเป็นความภาคภูมิใจของผม ผมถือว่าได้ทำประโยชน์ให้กับสังคม เป็นอะไรที่ผมได้รับการตอบแทนที่คุ้มค่า และอยากจะทำต่อ โชคดีที่ผมมีคณะกรรมการ และผู้ถือหุ้นเข้าใจถึงปรัชญาตรงนี้ ในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมของบริษัท และสิ่งที่อยากจะทำต่ออีกคือ การไปเจอกับนักธุรกิจ คนที่อยากจะช่วยเหลือ สังคมตรงนี้ นำเรื่องเหล่านี้ไปเผยแพร่ได้ ไปพูดกับคนอื่น เพื่อให้เกิดความสนใจและเข้ามาสนับสนุนในส่วนนี้มากขึ้น”
นี่เป็นการสร้างแนวความคิดของการทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างยั่งยืนในยุคโลกที่ไร้พรมแดนของนักธุรกิจใจบุญหมื่นล้าน.
ทีมข่าวสตรีไทยรัฐ