เวย์น รูนีย์ ยอดนักเตะที่ขี้เหร่.
คุณค่าของคนอยู่ข้างใน และอย่าเชื่อใจใครเพียงเพราะเขาเหมือนเจ้าชาย หรือเจ้าหญิงในเทพนิยาย...
สิ่งหนึ่งที่เด็กๆ ทั่วโลกคุ้นเคยกันดีคือ "เทพ นิยาย" เรื่องราวอันเต็มไปด้วยจินตนาการความฝันที่เพริศแพร้ว เจ้าชายเจ้าหญิงแสนสง่างาม และตอนจบแบบที่เรียกกันว่า "แฮปปี้เอนดิ้ง" นั่นคือ "และเจ้าชายกับเจ้าหญิงก็ครองรักกันอย่างสุขสงบสืบไป"
ทั้งหมด นี้เป็นสิ่งที่เราอาจจะเรียกได้ว่า "ขนบ" ของเทพนิยาย ซึ่งต้องมีองค์ประกอบของความดี ความงามอันครบถ้วน แต่ในบางครั้งก็มีผู้ที่คิดอยากจะลองเปลี่ยนขนบนี้ดูบ้าง แล้วจะเป็นอย่างไร หากเจ้าชายเจ้าหญิงที่เราคุ้นเคยกลับกลายเป็นยักษ์หน้าตาอัปลักษณ์ และนั่นคือสิ่งที่ไทยรัฐ ซันเดย์ สเปเชียล โดยทีมงานต่วย'ตูน จะนำเสนอท่านผู้อ่านในวันนี้นี่แหละค่ะ
เชร็ค พระเอกอัปลักษณ์.
การทำให้เทพนิยายที่คุ้นเคยเปลี่ยนแปลงไปนั้น ต้องเริ่มจากกาลครั้งหนึ่ง...นานมาแล้ว... อุ๊บ...บ...ไม่ใช่ค่ะ อันที่จริงเมื่อไม่
นานนี้เอง คือในช่วง ค.ศ.1990 หรือเมื่อ 20 ปีก่อนนี้เอง ที่วิลเลี่ยม สตีก ได้เปิดแนวคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับเทพนิยาย ด้วยการสร้างตัวละครขึ้นมาตัวหนึ่ง เกิดเป็นพระเอกใหม่ในวงการ ทว่า...พระเอกรายนี้ไม่ใช่เจ้าชาย ไม่ได้รูปงาม ไม่มีปราสาทราชวังให้ประทับ แต่เป็นยักษ์สีเขียวตัวใหญ่ อาศัยอยู่ในหนองน้ำเหม็นๆ แถมนิสัยก็ไม่ค่อยจะดีนัก เพราะชอบทำตัวให้คนอื่นหวาดหวั่นในความเป็นยักษ์อัปลักษณ์ของเจ้าตัว และนั่นก็เป็นที่มาของชื่อ "เชร็ค"
...
ที่ว่าเป็นที่มาของชื่อเชร็ค ก็เป็นเพราะว่าคำคำนี้มีรากศัพท์มาจากภาษาเยอรมันค่ะ แปลง่ายๆว่า "น่ากลัว" ซึ่งคงจะเป็นคำที่พอจะนิยามความเป็นยักษ์ที่ไม่เอาไหนของเชร็ค ผู้เปลี่ยนเทพนิยายให้เป็นเทพนิยักษ์ได้เป็นอย่างดี
หลังจากที่ปรากฏ ตัวในฐานะพระเอกของเทพนิยายเรื่องใหม่ได้ไม่นาน ทีมสร้างภาพยนตร์ แอนิเมชั่นของดรีมเวิร์คสก็จับเชร็คมาอาบน้ำแต่งตัวใหม่ จากหนังสือเทพนิยายสำหรับเด็ก กลายเป็นภาพยนตร์สำหรับทุกคนในครอบครัวในปี ค.ศ.2001 ซึ่งเป็นจุดพลิกผันที่ทำให้เจ้ายักษ์เขียวตัวเหม็นอัปลักษณ์นี้โด่งดังเป็น พลุแตก จนต้องมีการสร้างภาค 2 ภาค 3 ตามมาติดๆ จนดำเนินมาถึงภาค 4 อันเป็นบทสุดท้ายสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้
เปาบุ้น จิ้น เจ้าเมืองหน้าดำผู้เที่ยงธรรม.
จากภาคแรกของเชร็คนั้น ผู้ชมได้พบว่า ยักษ์ เขียวอัปลักษณ์ที่มีนิวาสสถานเป็นหนองน้ำเน่าเหม็นนี้ แม้ในตอนแรกจะดู
เหมือน ยักษ์ที่น่ากลัวสมชื่อ แถมนิสัยก็เหมือนยักษ์ในเทพนิยายอื่นๆ คือ เน้นเรื่องไม่ดีเป็นหลัก แต่เมื่อได้นั่งมองลึกลงไป ทุกคนจะได้พบว่าเชร็คไม่ใช่ยักษ์ที่น่ากลัว แต่ เป็นเพียงไอ้หนุ่มตัวเขียวร่างใหญ่ที่น่าสงสาร ใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังอย่างเงียบเหงา แต่แล้ววันหนึ่งจิตใจอันแท้จริงที่เต็มไปด้วยความกล้าหาญ และความดีของเชร็คก็ถูกกระตุ้นให้เปิดออกมา เมื่อได้พบกับภารกิจที่ยิ่งใหญ่ และที่สำคัญคือ ได้พบกับเจ้าหญิงผู้กุมหัวใจยักษ์เขียวอัปลักษณ์ตนนี้ และเปลี่ยนยักษ์ ใหญ่ที่น่ากลัวให้กลายเป็นยักษ์เขียวที่เราสามารถมองทะลุความอัปลักษณ์ เข้าไปถึงหัวใจอันอบอุ่นของเชร็ค และเจ้าหญิงคู่ขวัญซึ่งกลายมาเป็น "คู่รักยักษ์เขียว" เพราะตัวตนที่แท้ของเจ้าหญิงแสนงามก็เป็นยักษ์เหมือนกัน
ด้วยความสนุกสนานของภาพยนตร์ และการแฝงคติสอนใจเอาไว้อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า รูปกายภายนอกไม่ใช่คำตอบของทุกสิ่ง เจ้าหญิงและเจ้าชายที่แสนดีไม่ได้เป็นทุกอย่าง แต่ ความดีงามข้างในต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญ ทำให้เชร็คได้รับเลือกเป็น 1 ใน 10 ภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดเยี่ยมจากการสำรวจของสถาบันภาพยนตร์อเมริกัน รวมถึงได้รับเลือกเป็น 1 ใน 10 ของภาพยนตร์สำหรับครอบครัวที่ยอดเยี่ยมที่สุด 100 เรื่อง และจากแอนิเมชั่น 3 ภาคของเชร็ค ทำให้ตอนนี้เชร็คกลายเป็นภาพยนตร์ แอนิเมชั่นที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลจากการบันทึกของกินเนสส์บุ๊กด้วย
อีสป นักเล่านิทานขี้ริ้ว.
สรุปแล้ว การลองเปลี่ยน "ขนบ" แห่ง "เทพนิยาย" ของวิลเลี่ยม สตีก ได้ผลน่าจะเป็นเพราะว่าในยุคใหม่นี้ ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่เราต่างได้เห็นความจริงแท้ในสังคมมากขึ้น ได้เข้าใจว่า ความสวยงามจากเปลือกนอกอาจจะเป็นเพียงภาพลวงของจิตใจที่สกปรก เชร็คจึงไม่เพียงแต่จะเป็นเทพนิยายที่เปลี่ยนธรรมเนียมปฏิบัติเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างให้เด็กรุ่นใหม่ได้เข้าใจว่า ความไม่สมบูรณ์พร้อมที่เห็นภายนอกนั้น อาจจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความดีงามภายใน ดังเช่นที่เชร็คได้แสดงให้เห็นมาทั้งหมด ด้วยคุณสมบัติที่ไม่ต่างไปจากเจ้าชายรูปงามในเทพนิยายเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นความจริงใจ ความกล้าหาญ และมิหนำซ้ำเชร็คยังอาจจะมีสิ่งที่เหนือกว่าเจ้าชายอื่นๆมี นั่นคือ ความอดทนต่ออุปสรรค การต่อสู้อย่างไม่ยอมแพ้แม้จะรู้ว่าตัวเองเป็นรอง รวมถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งมีแววว่าเทพนิยายใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นมาอีกในอนาคต อาจจะต้องดูเชร็คเป็นตัวอย่าง ในการประสาน เอาความเป็นจริงมาใส่ในจินตนาการให้มากขึ้น
...
พูดถึงเทพนิยายมาเยอะ แล้ว ต้องลองหันไปดูทางนิทานกันบ้าง โดยเฉพาะนิทานสอนใจ ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่า หากเอ่ยถึงนิทานประเภทนี้ คนส่วนใหญ่จะนึกถึงชื่อชื่อหนึ่ง นั่นคืออีสป เจ้าของเรื่องเล่ามากมายที่เราคุ้นเคยกันดีกับ "นิทานอีสป"
อีสปเป็น คนที่มีตัวตนอยู่จริงในช่วงประมาณศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล เป็นนักเล่านิทานชาวกรีกที่มีความเป็นมาน่าสนใจ
กล่าวคือ เดิมทีนั้น อีสปเป็นทาส ซึ่งเป็นคนชั้นต่ำในอารยธรรมกรีก และไม่เพียงจะต่ำต้อยด้วยความเป็นทาสเท่านั้น แต่อีสปยังมีปัญหาใหญ่ในชีวิตด้วย คือเป็นคนพิการ หน้าตาอัปลักษณ์ รวมความแล้ว ไม่ ค่อยมีใครอยากยุ่งกับอีสปนักหรอกค่ะ ไหนจะรูปร่างหน้าตาที่ไม่ชวนมอง ไหนจะฐานะต่ำเตี้ยในชนชั้น แต่ถึงกระนั้นแทนที่ผู้คนจะหลีกหนีจากอีสป กลับ กลายเป็นว่ามีแต่คนเข้าหา เพราะอยากฟังนิทานที่อีสปเล่า นิทานที่ตัวเอกเป็นสารพัดสัตว์ แต่ให้คติสอนใจอย่างลึกซึ้งแทบในทุกๆเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของการทำดี และผลงานจากมันสมองประกอบกับศิลปะในการเล่าเรื่องอันเยี่ยมยอดของอีสปนี่เอง ค่ะ ที่ทำให้พ้นจากทาสกลายเป็นไท กษัตริย์แห่งลิเดียได้แต่งตั้งให้เป็นราชทูตช่วยเจรจาความเมือง และที่สำคัญที่สุดคือ ชื่อของเขาบุรุษอัปลักษณ์ผู้มีดีอยู่ข้างในนั้น เป็นชื่อที่คงอยู่ตลอดกาล และอาจจะเป็นหนึ่งในคนไม่กี่คนของหน้าประวัติศาสตร์ ที่เป็นที่รู้จักไปทุกมุมโลก!!
จากคนดังของยุโรป ลองหันมาดูคนดังของเอเชียบ้างนะคะ หากนึกถึงคนหน้าตาไม่ดี แต่จิตใจสูงส่ง คงต้องมีคนนึกถึงเปา
บุ้นจิ้นผู้มี "หน้าดำ" เป็นเอกลักษณ์ แต่ด้วยความยุติธรรม การตัดสินคดีที่เด็ดขาด ทำให้ผู้คนไม่ค่อยคำนึงถึงความขี้ริ้วของ "ท่านเปา" แต่มักจะนึกถึงความดีงามและไม่แปลกเลยที่เปาบุ้นจิ้นผู้เป็นคนจริงๆที่มี เลือด เนื้อ แต่ได้รับการยกย่องเสมือนเทพ ในฐานะเทพแห่งความยุติธรรม
...
ภาพพิมพ์ ในปี 1489 อีสปมีร่างพิกลพิการ.
หากมองในแง่ ประวัติศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ หลายท่านบอกว่า ที่จริงแล้วเปาบุ้นจิ้นไม่ได้ หน้าดำเหมือนที่เราเห็นกันในละคร แต่ตัวจริงของท่านก็ผิวพรรณขาวเหมือนคนจีนทั่วๆไป แต่การที่ตำนานส่วนใหญ่มักจะกล่าวถึงความขี้ริ้ว ก็น่าจะเป็นเพราะต้องการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ตอกย้ำว่า ไม่จำเป็นต้องหล่อเหลาก็ "เอาการ" ได้ ว่าแล้วก็เลยมีการสร้างตำนานสนับสนุนเหตุผลที่เปาบุ้นจิ้นหน้าดำว่า แต่เดิมนั้นท่านเป็นเทพอยู่บนสวรรค์ และเมื่อบ้านเมืองเดือดร้อน เง็กเซียนฮ่องเต้ผู้เป็นใหญ่ในเบื้องบน ก็ได้บัญชาให้เทพ 2 องค์ หนึ่งเป็น "ดาวบู๊" เก่งในเรื่องนักรบ อีกหนึ่งเป็น "ดาวบุ๋น" เชี่ยวชาญในภูมิปัญญา เพื่อให้มาจุติบนโลก
เดิมทีเทพนักรบมีหน้าตาอัปลักษณ์ ในขณะที่เทพผู้มีปัญญาหน้าตาผ่องใส แต่ก่อนจะมาจุติดาวบู๊ได้ทูลขอกับเง็กเซียนฮ่องเต้ว่า หากลงไปเมืองมนุษย์แล้วคนเห็นหน้าตาอัปลักษณ์เข้าก็คงพากันเกลียดชัง จึงขอเปลี่ยนศีรษะกับดาวบุ๋น จะได้หล่อเหลากับเขาบ้าง เวลาจะไปพะบู๊ที่ ไหนผู้คนก็คงจะยกย่องเชิดชู ในขณะที่เทพผู้ มีความดีงามนั้น แม้จะจุติลงไปแบบอัปลักษณ์ ก็คงไม่มีใครว่า เนื่อง จากมีปัญญาสูง ซึ่งเง็กเซียนฮ่องเต้ก็ประทานตามที่ขอ ทำให้เปาบุ้นจิ้นถือกำเนิดมาแบบอัปลักษณ์ แต่เต็มไปด้วยจิตใจที่ดีงามและสูงส่ง ตำนานนี้จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ตอกย้ำว่า ในชีวิตจริงนั้น ความดีกับหน้าตาดี ไม่จำเป็นต้องเดินมาคู่กันเสมอไป
...
พูดถึงความจริง แล้ว มีเรื่องที่คงต้องขอแถมให้ท่านผู้อ่านได้สนุกสนานกันเล่นๆ เนื่องในโอกาสที่อีกไม่ช้าไม่นานก็จะถึง
เทศกาลฟุตบอลโลกแล้ว เลยต้องขอเล่าเรื่องนักฟุตบอลเสียหน่อย เรื่องของเรื่องก็คือ เมื่อไม่นานมานี้ หนังสือพิมพ์ชื่อดังฉบับหนึ่งของอังกฤษได้ทำการสำรวจความคิดเห็นสาวๆว่า คิดว่านักฟุตบอลคนไหน "ขี้เหร่" ที่สุด ผลที่ออกมาคือ เวย์น รูนีย์ สุดยอดแข้งทองของอังกฤษ คว้าแชมป์ไปครอง สาวๆเปรียบเทียบว่า รูนีย์นั้นเสมือนหนึ่งจะเป็นเชร็คในภาคของฟุตบอลเลยทีเดียว และจะว่าไป หากมองนานๆแล้ว รูนีย์ก็เหมือนเชร็คจริงๆเสียด้วย แถมนอกจากรูปร่างหน้าตาจะคล้ายกันแล้ว ยังมีสิ่งที่เหมือนกันอีกอย่างคือ สิ่งที่แฝงอยู่ภายใต้ความขี้เหร่นั้น คือความสามารถอันล้นเหลือ ก็เลยไม่แปลกที่แม้รูนีย์จะได้รับการโหวตว่าเป็นนักเตะที่หน้าตาขี้ริ้ว ที่สุด แต่สาวๆที่ลงคะแนนส่วนใหญ่ก็บอกว่า พร้อมจะออกเดทกับเชร็ค.. เอ๊ย..รูนีย์แน่นอน หากพ่อหนุ่มขอสรุปว่า หน้าตาไม่เป็นอุปสรรคว่างั้นเหอะ
ก็บอกแล้วว่า คุณค่าของคนอยู่ข้างใน และอย่าเชื่อใจใครเพียงเพราะเขาเหมือนเจ้าชาย หรือเจ้าหญิงในเทพนิยาย...
เดี๋ยวจะหาว่าเชร็คไม่เตือน.
ทีมงาน ต่วย'ตูน