จากการได้สัมภาษณ์พูดคุยกับผู้ถวายงานรับใช้ใกล้ชิด พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช "ปราโมทย์ ไม้กลัด" อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ผู้ที่ทำงานหาแหล่งน้ำให้กับประชาชนของพระองค์ท่าน ทางทีมข่าวไลฟ์สไตล์ไทยรัฐออนไลน์ ได้ฟังเรื่องราวต่างๆ มากมาย มีทั้งความน่ารัก สนุกสนาน ความเหนื่อยยาก ความสุข ความปลาบปลื้มใจ เรียกได้ว่าทั้งหมดของเรื่องเล่านั้น เป็นบุญที่ได้ฟังจริงๆ โดยเราแบ่งเรื่องเล่าเป็น 5 เรื่องสุดปลื้ม ฟังกี่ทีก็แสนจะปลาบปลื้มใจเป็นที่สุด
1. ในหลวง ทรงทายาให้
เราทำงานบนแผนที่ และแต่ละสถานที่ที่ไป ก็เป็นพื้นที่สูง เป็นดอย เป็นภูเขา ไปหาน้ำให้ชาวบ้าน ทำฝายให้ชาวบ้าน และวันนั้นมันมีแมลงชนิดหนึ่งมากัดที่มือผม ผมไม่รู้จักว่าตัวอะไร มันเป็นแมลงตัวเล็กๆ รู้แต่ว่า มันคัน ปวดแสบปวดร้อน ผมก็เอามือลูบๆ ถูๆ บริเวณที่ถูกตลอดเวลาที่ปฏิบัติงาน ผมว่าพระองค์ท่านก็คงทรงเห็น แต่ก็ไม่ได้ทรงว่าอะไร พอเสร็จงาน พระองค์ท่านก็ทรงพระดำเนินไปที่รถพระที่นั่ง เพื่อจะเสด็จฯ กลับ วันนั้นพระองค์ทรงขับเอง แต่พระองค์ก็ทรงยืนอยู่ข้างรถเหมือนหาอะไรบางอย่าง พอสักพักพระองค์ก็ตรัสถามหาว่า กลุ่มชลประทานเขาอยู่ทางไหนกัน จากนั้นพระองค์ท่านก็ทรงพระดำเนินดิ่งมาหา ผมเองก็สงสัยว่ามีอะไร เพราะงานก็ตกลงกันเสร็จสิ้นแล้ว
...
ทีนี้พอพระองค์ท่าน ทรงพระดำเนินมาใกล้ ท่านตรัสว่า
"เอ้า...นายช่าง ยื่นมือมาสิ จะทายาให้"
ตอนนั้นพระองค์ท่านก็ทรงป้ายที่พระหัตถ์พระองค์ท่านมา ผมเห็นแล้วแหละ ทีนี้พอผมได้ยินแบบนี้ ผมจะไปยื่นมือได้อย่างไร ดูจากภาพสิ ผมไม่กล้าจะยื่นมือออกไปให้พระองค์ท่านเลย
จากนั้นพระองค์ท่านก็ทรงทายาให้ และตรัสอีกว่า "ตัวคุ่น มันกัด ถ้าแพ้จะบวม ทายานี้สักพัก เดี๋ยวก็หาย"
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2528 ผมมีภาพความทรงจำนี้ เพราะมีเพื่อนถ่ายรูปให้ แต่ผมไม่อยากเผยแพร่ภาพนี้ เก็บไว้ 40 กว่าปีแล้ว เพราะเกรงคนจะว่าเราได้ เนื่องจากเราเป็นข้าราชการ อาจจะไม่เหมาะสม จนมาวันหนึ่งได้ทำหนังสือ จึงมีคนเห็นภาพนี้ ก็เลยกลายเป็นเรื่องที่คนอื่นรู้ไปเลย
ผมว่า พระองค์ท่านทรงงานบนเขา ตั้งแต่ พ.ศ.2506 พระองค์ท่านคงเคยถูกตัวคุ่นกัด เชื่อไหม? อีกสักพักอาการปวดแสบปวดร้อนที่มือก็หายไป แบบที่พระองค์ท่านตรัสจริงๆ แต่เหตุการณ์นี้แสดงถึงพระเมตตา ที่ทรงเห็นอะไรเล็กๆ น้อยๆ กับคนที่ทำงานถวายพระองค์ท่าน
2. แผนที่ปึ๊งใหญ่
พระองค์ท่าน ทรงมีแผนที่ปึ๊งใหญ่ พระองค์จะหาน้ำให้ประชาชนของท่าน เวลาจะมีพระราชดำริเรื่องงาน ก็ต้องทรงพระราชดำริในแผนที่ หาน้ำก็ต้องหาในแผนที่ ไม่ว่าจะทำอะไรที่ไหน ต้องมองในแผนที่ จะไปมองภูมิประเทศทั่วไป ไม่รู้เรื่องหรอก
เวลาที่คิดงานหนึ่ง จะใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที กว่าจะได้ตัวงาน 1 จุด กว่าจะตกลงว่า จุดนี้ทำแบบนี้นะ เอาแบบนี้นะ แผนที่จึงมีความสำคัญมาก
แผนที่นี่มันเยอะมาก ต้องวางเรียงกันนะ วางมั่วๆ ไม่ได้เลย หาไม่เจอแน่ๆ
...
3. ย้อนเล่าถึงการถวายงานครั้งแรก
พ.ศ.2520 ผมเริ่มได้มีโอกาสถวายงาน แต่เป็นการทำงานตามหลังผู้ใหญ่ คืออธิบดีกรมชลประทาน ผู้ช่วยอธิบดีฯ ด้วย ที่ทำงานรับสนองพระราชดำริ ได้เอาตัวผมไปช่วยงานด้านเทคนิค ตอน พ.ศ.นั้น พระองค์ท่านก็ทรงงานเกี่ยวกับน้ำมาเยอะแล้ว แต่ผู้หลักผู้ใหญ่ของผมไม่ค่อยจะเชี่ยวชาญด้านเทคนิคสักเท่าไร จึงมาตามตัวผมไป
อธิบดีสั่งผมว่า ต้องรับฟังพระราชดำรัส พระราชดำริให้ใกล้ชิด ให้เข้าใจ และนำมาศึกษาเบื้องต้น ว่าที่รับสั่งไว้ จะทำงานออกมารูปแบบไหน ก็คือเขียนรายงานย่อ 1 ที่ 1 โครงการ มีแผนที่ประกอบ เพราะเสด็จฯ แต่ละหมู่บ้าน แต่ละตำบล แต่ละครั้ง ไม่ได้มีงานเดียว บางที 3 งาน 3 แห่ง ผมจึงต้องประมวลว่า แต่ละแห่งมันเป็นยังไง จะทำยังไง ด้านเทคนิคต้องทำอย่างไร โดยเขียนเป็นรายงานสั้นๆ เพื่อให้พระองค์ท่านทรงรับรู้รับทราบ ว่าที่พูดกันวันนั้น งานจะออกมาเป็นแบบที่พูดไว้
พื้นที่แรกเป็นภาคอีสาน ภาคเหนือก็มีบ้าง ภาคใต้ก็มีบ้าง แต่ภาคอีสานนี่ไปนานหน่อย เป็นเดือนเลย ปกติจะเสด็จฯ วันเว้นวัน แต่บางช่วงก็ถี่หน่อย เสด็จฯ ทุกวัน รวมเบ็ดเสร็จ 30 วัน พระองค์ท่านจะเสด็จฯ ลงพื้นที่ 15 วัน ก่อนจะไปหางาน ไปที่ใหม่ และแต่ละที่จะทำอะไร ผมเองมีหน้าที่รวบรวมแนวคิด ทำออกมาเป็นเล่ม เพื่อให้ผู้หลักผู้ใหญ่ไปถวายรายงาน เพราะมันจะมีธรรมเนียมที่ว่า ก่อนจะเสด็จฯ กลับกรุงเทพฯ จะต้องถวายรายงาน ว่าที่มีพระราชดำรัสไว้คืออะไร ไม่ใช่หายไปในอากาศ เอกสารน้อยๆ จะถูกทูลเกล้าฯ ถวาย
...
นี่คือถวายงานครั้งแรก ผมก็เกาะติดอยู่นั่น บางครั้งมีโอกาสได้กราบบังคมทูลอะไรบางอย่าง คล้ายเจรจาผ่านผู้ใหญ่ เสนอความคิดเป็นระยะๆ ไป แต่ก็มีหลายๆ ครั้ง เวลาที่กรมชลประทานจะไปทำอะไรสักอย่างที่หมู่บ้าน พระองค์จะตรัสว่า ให้กรมชลประทานอธิบายสิ่งที่จะทำให้ราษฎรฟังสิ ว่าจะทำอะไร หน้าที่นั้นคือผม ผมมีหน้าที่อธิบายให้ชาวบ้านฟัง แล้วพระองค์ท่านก็ทรงยืนอยู่ข้างหลังเพื่อจะทรงฟังด้วย
ถามว่าผมเกร็งไหม ไม่เกร็งหรอก เพราะหน้าที่ผม คือผมมีหน้าที่คิดโครงการ วางโครงการ ออกแบบโครงการที่กรุงเทพฯ ที่โน้นที่นี่ก็เยอะแยะอยู่แล้ว จึงไม่รู้สึกเกร็งอะไร
4. แบ่งงานเป็น 2 ระยะ
ระยะแรก
พ.ศ.2522-2523 อธิบดีฯ บอก ปราโมทย์ พระเจ้าอยู่หัวทรงอยากจะทราบว่า วิธีการทำเขื่อน ทำฝาย ทำอย่างไร ให้เขียนตำราถวายพระเจ้าอยู่หัว ผมก็ต้องเขียน แม้ความคิดว่า ก็เป็นงานยากเหมือนกันนะ ผมใช้เวลาทำทุกคืน แม้ไปออกงานพื้นที่ ผมก็ทำกลางคืน กลางวันมีเวลาว่าง ก็ทำกลางวัน โดยตำราผมก็มีทุกอย่าง การใช้น้ำ มีประชากรเท่าไร จะใช้น้ำเท่าไร ฯลฯ ตอนนั้นทำอยู่เกือบ 2 เดือน ตำราจำนวน 150 หน้าจึงแล้วเสร็จ ได้มาเป็น คู่มืองานเขื่อนดินขนาดเล็กและฝาย จากนั้นอธิบดีก็เอาไปดู และบอกว่าดี จึงกำหนดวันขอเข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายตำราแด่พระองค์ท่าน
...
พระองค์ท่านก็ทรงนำตำราผมไปศึกษา ต่อมา พ.ศ.2524 ผมขอให้ท่านองคมนตรี ทำหนังสือขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต นำตำรามาพิมพ์จำหน่าย ให้กับวิศวกร นายช่าง ของกรมชลประทาน เชื่อไหมตอนนั้นพิมพ์ถึงครั้งที่ 3 ในปีเดียวกัน พิมพ์ไปจำนวนหมื่นเล่ม ได้เงินมาก็ไปให้มูลนิธิหม่อมหลวงชูชาติ กำภู ซึ่งเป็นอดีตอธิบดีกรมชลประทาน จากนั้นเขาก็เรียกผมว่า อาจารย์ๆ ตลอดเลย นี่คือตลอดเวลาที่ทำงานตามหลังใหญ่ ก็ได้
ระยะที่สอง
พ.ศ.2526 อธิบดีกรมชลประทาน เปลี่ยนไปหลายคนแล้ว ผู้ช่วยอธิบดีฯ หลายคนก็ไปกันหมด ไปรับตำแหน่งที่สูงกว่า ก็เหลือแต่ผม แล้วอธิบดีสมัยนั้น ได้แต่งตั้งผมเป็นผู้แทนกรมชลประทาน ทำหน้าที่ รับเรื่อง รับงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริโดยตรง หลังจากนั้นผมก็รับหมดทุกเรื่อง ต้องทำงานจัดการทุกอย่างให้ได้ ตามที่พระองค์ท่านรับสั่ง ต้องคิด ต้องทำงานด้านเทคนิคได้ผลอย่างไรต้องรายงานอธิบดีฯ
พระองค์ท่านรับสั่งว่า "เอาล่ะ ของเก่าไม่อยากดูละ อยากไปหางานใหม่ ไปหาที่ใหม่" เรียกว่าเปลี่ยนสถานที่ทำงาน พระองค์ท่านจะทรงหาสถานที่ และจะทรงกำหนดสถานที่ที่จะเสด็จฯ ด้วยพระองค์ท่านเอง เรื่องนี้พระองค์ท่านไม่โปรดที่จะบอกล่วงหน้า เพราะที่ผ่านมาจะมีผู้ว่าฯ นายอำเภอ กำนัน ตั้งเต็นท์รับเสด็จเต็มไปหมด ถ้ารู้วันเสด็จฯ พระองค์ท่านรับสั่งว่า แบบนี้ไม่ไหว ไม่มีเวลา ต้องใช้เวลาไปเยี่ยมเขา ก็จะไม่มีเวลาทำงาน ก็ทรงเปลี่ยนวิธีการทำงาน ไปหาสถานที่ที่เดือดร้อน และจะเสด็จฯ แบบไม่บอกล่วงหน้า แต่ก็จะมีบอกล่วงหน้าบ้าง คือให้รองสมุหราชองครักษ์ ที่รับผิดชอบงานสายนี้โดยตรงมาบอก เช่นบอกเย็นนี้ พรุ่งนี้ไปเลย แล้วรองสมุหราชองครักษ์ก็รู้ว่า ไม่โปรดให้กระจายข่าวมากนัก และบอกว่า อย่าไปบอกใครนะ แบบนี้ยังถือว่ายังดี ส่วนมากทราบข่าวตอน 5 โมงเย็น อย่างน้อยก็ยังมีเวลา 1 คืน
5. เรียก ว. มาแล้ว
บ่อยครั้งที่ทำงานแบบเดี๋ยวนั้นเลย โดยเวลาประมาณ 12.30 น. เมื่อพระองค์ท่านเสวยเสร็จ ท่านจะทรงวิทยุมาสั่งการ ผ่านเครือข่ายชลประทาน ถ้าเมื่อไหร่สั่งการโดยวิทยุ ถือว่าสำคัญที่สุด บางพื้นที่ก็ลำบาก บางพื้นที่ก็สบาย ภาคเหนือ ถนนหนทางยังดี ภาคอีสานกับภาคใต้ ถนนหนทางไม่ดี ผมก็จะรู้ นั่งทำงานไป แต่ก็ต้องกินข้าวให้เสร็จเรียบร้อย แต่งเครื่องแบบพร้อม มีวิทยุอยู่ข้างๆ เที่ยงครึ่งพระสุรเสียงแว่วๆ จะดังว่า
"พระอาทิตย์ 10 จาก 901"
พระอาทิตย์ 10 นี่คือรหัสของผม จาก 901 คือ พระองค์ท่าน นี่คือประโยคแรก จะเป็นแบบนี้
ผมก็มัวแต่หยิบเครื่องวิทยุ ไม่ทันจะตอบ จำต้องรีบหยิบตอบโดยพลัน เพราะพระองค์ท่านรับสั่งอีกรอบแล้ว
"พระอาทิตย์ 10 จาก 901" คราวนี้แหละผมต้องรีบตอบ ผมก็ตอบไปว่า "พระอาทิตย์ 10 รับทราบ" พระองค์ท่านจะรับสั่งเลย
"พระอาทิตย์ 10 ไปดูแผนที่แผ่นระวาง หมายเลข..." ผมก็ต้องจดนะ ฟังเฉยๆ ไม่ได้ เดี๋ยวลืม ผมก็ต้องกางแผนที่ของผมดู เพราะท่านทรงกำหนดบริเวณที่จะเสด็จฯ ไป ไว้เสร็จสิ้นแล้ว
พระองค์ท่านจะตรัสว่า "หมู่บ้านขาดน้ำ จะไปหาน้ำให้หมู่บ้านนี้" พระองค์ท่านจะทรงบอกพิกัดมา ซึ่งเป็นตัวเลข 6 ตัว เราก็ต้องจด และตรัสอีกว่า "บ่ายสามโมงจะไป"
และผมตอบกลับไปว่า พระอาทิตย์ 10 รับทราบพร้อมปฏิบัติ
ในแผนที่นี่ผมดูแล้ว มันไม่มีทางไป เพราะมันเป็นชายป่า ไม่มีถนนไป ในหมู่บ้านมีถนน แต่ทางไปหาน้ำ จะมีทางเกวียน ถ้ามันหมดทางเกวียน และยังไปไม่ถึง ก็ทรงให้หาทางไปให้จงได้
นี่ก็คือ สิ่งที่ต้องรับและต้องทำทุกกรณี ทั้งความลำบากและไม่ลำบาก คือพาพระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินไปยังจุดหมายที่พระองค์ท่านทรงกำหนดเป้าหมายที่จะไปทอดพระเนตรให้ได้.